เดิมพันครั้งสุดท้าย ก่อนฝันจะล่มสลาย

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in  , , ,      2 years ago     1767 Views     2 Comments  

_DSC4167 copy

เหนือขึ้นไปจากกรุงลอนดอนราว 630 ไมล์ หรือ 1,000 กิโลเมตร มีหินรูปทรงประหลาด และภูมิประเทศที่แตกต่างราวฟ้ากับเหวกับกรุงลอนดอน ที่นั่นมีเกาะอยู่เกาะหนึ่งที่ตั้งตัวอยู่ในประเทศสก็อตแลนด์ ชื่อว่า “Isle of Skye” มันไม่เคยอยู่ในความสนใจของผมเลย เพราะว่ามันต้องใช้ Visa UK และค่าครองชีพที่แสนแพง จนกระทั่ง…

“ฝากดูแลน้อง ไปส่งน้องเรียนที่อังกฤษด้วยหละ” แม่ผมบอกก่อนเดินทางราว 3 เดือน
“หือ ไปอังกฤษเหรอครับ?!?! แต่…อังกฤษ น้องไปเองคนเดียวก็ได้นะครับ” ผมตอบกลับทันทีที่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ไหน
“ไม่ได้ เราต้องไปส่ง เรากับน้องไม่เหมือนกัน เค้าเป็นผู้หญิง เราเป็นผู้ชาย” แม่ยังคงยืนยันและนอนยันว่า ผมต้องไป“แต่ แต่ แต่…”
“ไม่ต้องต่ง ต้องแต่…แล้ว”

นั่นคือบทสนทนาสั้นๆ ที่ทำให้ผมมาอยู่ที่เกาะแห่งนี้ เกาะที่ผมไม่เคยคาดหวังหรือคาดคิดมาก่อนว่าจะได้มา เพราะผมไม่อยากมาอังกฤษ มันแพงอย่างที่ใครๆก็รู้ และมันไม่มีอะไรนอกจากเมืองใหญ่ๆ อย่างลอนดอน แมนเชสเตอร์ ลิเวอร์พูล ฯลฯ ให้ตายเถอะ ถ้าเลือกได้ผมจะมาประเทศนี้เป็นลำดับท้ายๆเลยนะ

ผมกลับมานั่งหาข้อมูลทันทีว่า บนเกาะอังกฤษ มีอะไรที่อยู่ในความสนใจของผมได้บ้าง หาเท่าไหร่ ก็หาไม่เจอ มีแต่เมือง เมือง แล้วก็เมือง ไม่มีดินแดนที่ไม่เป็นเมืองแล้วน่าสนใจบ้างเลยเหรอ(วะ) จนกระทั่ง “สก็อตแลนด์” โผล่เข้ามาในหัว เหมือนผมเคยเห็นรูปพี่คนนึงในเฟสบุ๊ค และ น้องที่ไปเรียนอังกฤษเคยไปที่นั่นมาก่อน

ผมถามตัวเองต่อว่า “แล้วเราจะไปที่นั่นได้อย่างไร” คำตอบที่ได้จากการไถ่ถาม ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องเช่ารถขับ”

และนี่คืออุปสรรคที่สำคัญยิ่ง เพราะผมขับรถไม่เป็น OMG!

แต่ (อีกแล้ว) ด้วยความที่ผมไม่ได้ไปส่งน้องเพียงลำพัง ยังมีน้าสาวอีก 2 คน ที่เป็นห่วง อยากไปส่งน้องผมด้วย และที่สำคัญ น้าผมขับรถเป็น!!!
แต่ (อีกแล้วครั้งที่ 2) น้าสาวผมไม่เคยขับรถข้ามจังหวัด ไม่เคยขับรถนานติดต่อกันเกิน 40 นาทีต่อวัน (ไม่นับรถติด) และที่สำคัญ ไม่เคยขับต่างประเทศ!!!
แต่ (อีกแล้วครั้งที่ 3) ผมกำลังจะพาน้าสาวผม 2 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่ขับรถเป็น ขึ้นเหนือไป 1,000 กม. ในเส้นทางที่ไม่เคยมีใครไปมาก่อน!!!

น้องสาวและน้าสาว ผู้ที่ชื่นชอบการเที่ยวแบบ City tour and Shopping สไตล์ผู้หญิงถึงผู้หญิง คราวนี้ชีวิตต้องพลิกผัน เพราะผมจะพาไปตะลุยโลกแบบสุดๆแทน (ผมต้องขอโทษน้องและน้า ทุกๆคนด้วยครับ ที่พามาตกระกำลำบากอะไรเยี่ยงนี้)

2 คืนแรกผ่านไป จาก London>Manchester>Windermere>Glencoe ก่อนวันที่ 3 เราจะไปถึงเมือง Portree เมืองหลวงของเกาะ Isle of Skye ในช่วงเย็น ก่อนเช็คอินเข้าพักที่ Bed&Breakfast (B&B) แห่งหนึ่ง ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงออกไปราวๆ 5 นาที
(ที่พักที่เมือง Portree เต็มเร็วมาก อย่าได้คิดมา walk-in ช่วงหน้า hi-season ตั้งแต่ มิ.ย. ถึง ก.ย. เลยนะครับ เต็มหมดแทบทุกที่ ผมส่งเมลไปหาที่พักเป็นสิบๆที่ ก่อนได้ที่นี่มา ลุ้นตัวโก่งว่าจะมีที่นอนมั้ยวะกรู เพราะเพิ่งมาจองล่วงหน้าก่อนมาเหยียบที่นี่แค่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้เอง)

3 วัน ที่ผ่านมาคนที่เหนื่อยที่สุด น่าจะเป็นน้าสาวของผม ที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถครับ เพราะเค้าต้องขับไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมงทุกวัน ผ่านทางที่คดเคี้ยว ตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวัน ฉะนั้นพอถึงที่หมายในช่วงเวลาเย็นๆ แม้แสงจะสวย น่าไปหามุมถ่ายรูปมากแค่ไหน ผมก็เกรงใจที่ต้องให้น้าผมขับรถไปหามุมสนองความต้องการของผมคนเดียว แล้วทุกคนต้องรอผมที่ชอบถ่ายรูป (อยู่คนเดียว) โครงการชมแสงเย็น จึงต้องพับเก็บไปครับ

หลังจากหาอะไรใส่ท้องตอนเย็นวันที่ 3 ราวๆหนึ่งทุ่ม แต่ฟ้าที่นั่นก็ยังไม่มืดสนิท เพราะละติจูดของสก็อตแลนด์อยู่ใกล้ขั้วโลกมากกว่า แถมเรามาในช่วงเดือนกันยายน กว่าพระอาทิตย์จะตกก็ราวๆ ทุ่มครึ่ง กว่าจะมืดสนิทจริงๆ ก็เกือบสามทุ่ม ผมเลยต้องรบกวนให้น้าผมขับรถไปหาจุดปีนเขาเพื่อไปจุดชมวิวที่เจ๋งที่สุดของ Isle of Skye ที่มีชื่อว่า The Old Man of Storr เพราะผมคิดว่า “แสงแรก” ที่นี่ จะเป็นสถานที่ที่สวยที่สุดของการเดินทางในครั้งนี้ของผม

โชคดีที่จุดจอดรถ อยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก (ราว 15 นาที) ฟ้าค่อยๆมืดลงๆ แต่หัวใจผมเต้นแรงขึ้นๆ ไม่ใช่เพราะเห็นวิวสวยมากขึ้นนะครับ เพราะผมกำลังวิ่งขึ้นเขาที่ชันขึ้นๆไปเรื่อยๆเพื่อมาสำรวจว่า ผมจะหามุมถ่ายรูปตรงไหนดี และผมก็พบว่า “ยิ่งปีนขึ้นมาเท่าไหร่ ผมยิ่งมองไม่เห็นไอจุดที่ว่านั้นเลย”

เวลาผ่านไป 15 นาที

มีคู่สามี-ภรรยาฝรั่ง สองมือเดินถือไม้เท้าทั้งคู่ จัดชุดสะพายเป้แบบนักปีนเขามาเต็มยศกำลังเดินลงมาอย่างช้าๆ ผมปรี่เข้าไปหา
พร้อมถามว่า “อีกไกลแค่ไหน จนกว่าฉันจะใกล้ บอกที?”
แต่ไม่ได้ถามต่อครับว่า “อีกไกลแค่ไหนจนกว่าเธอจะรักฉัน เสียที?” (อันนี้เดวผมถามแล้วอาจถูกสามีเค้าถีบตกเขาได้)

เค้าบอกว่า “ยูต้องเดินไปอีก ราวๆ 1 ชั่วโมง แบบไม่หยุด แต่ก็ขึ้นกับความเร็วและความฟิตนะ ถ้าเร็วอาจจะ 45 นาที”
ไม่ต้องคิดต่อครับ ว่าผมจะเดินขึ้นไปต่อมั้ย ลงครับลง เพราะมันใกล้มืดแล้ว เพราะพอเห็นทางเดินแล้ว คิดเอาเองว่า “ไม่น่าหลง และไม่น่ายาก”

“พรุ่งนี้เช้า กรูจะมาพิชิตยอดนี้ให้จงได้”

แต่น้องสาวและน้าสาวของผมหาได้คิดเช่นนั้นไม่ ทุกคนส่ายหัวและบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไปปีนคนเดียวเถอะ เดวขับรถมาส่งให้แล้วกัน”

เรากลับที่พัก ทางเจ้าของบ้าน สอบถามว่า จะกินอาหารเช้ากันกี่โมง ระหว่าง 8 กับ 9 โมง ผมคิดว่าการปีนเขาลูกนี้มันไม่น่าลำบากอะไร ได้พอเดินสำรวจมาบ้างแล้ว เลยตอบป้าแกไปเลยว่า 8 โมงเช้า

ผมคำนวณเวลาในหัวทันทีว่า พรุ่งนี้ผมต้องปีนขึ้นเขากี่โมง และได้ออกมาเป็นตัวเลขว่า ตีห้าครึ่ง น่าจะกำลังดี เพราะออกจากที่พัก ตี 5 ขับรถไป-กลับ 30 นาที ปีนเขา 2 ชั่วโมง กลับมา 7.30 น. เหลือ 30 นาที สบายๆ
ก่อนนอน ผมไม่ลืมที่จะเปิดดูแผนที่เดินเขาอีกครั้ง ว่าควรเดินไปจุดไหน เพราะตอนที่ปีนขึ้นไปพรุ่งนี้เช้า ฟ้ากำลังมืดอยู่ ทัศนวิสัย ไม่เหมือนตอนค่ำวันนี้แน่ๆ

แล้วผมก็ทำผิดอย่างมหันต์ เมื่อถึงเช้ามืดวันรุ่งขึ้น
1.น้าผมไม่เคยขับรถบนถนนตอนมืดแบบนี้มาก่อน แถมที่นี่เป็นถนนเลนเดียวด้วย ทำให้ต้องขับช้าลง และน้าผมยังเหนื่อยจากเมื่อวานอยู่เลย
2.ผมแบกของมาหนักทั้งกล้องทั้งเลนส์ทั้งขาตั้ง ทำให้ผมเดินได้ช้าลง และเหนื่อยกว่าเมื่อวานเข้าไปอีก
3.ผมหลงทาง เพราะทางเดินบนเขา มันไม่ได้มีทางเดินเป็นแทร็คเส้นเดียวตลอดทาง ทำให้ต้องมาเริ่มต้นใหม่
4.ทางเดินไม่ได้ราบเรียบตลอด มีทั้งโคลน มีทั้งหิน ผมลื่นไปหลายรอบในความมืด มันไม่ได้เดินกันง่ายๆเหมือนที่ผมคิดไว้แต่แรกเลย
5.ฝนตก เมื่อผมไปได้แค่ครึ่งทาง แถมทำเวลาได้ช้ามาก เพราะผมไม่เชื่อฟังพยากรณ์อากาศว่า เช้านี้ฝนจะตก (แต่มึงก็ยังดื้อจะปีนขึ้นไป)
6.ผมปีนเส้นทางที่ยาก (ใช้ทั้งสองมือและสองขา) เพราะเร่งอยากไปถึงที่หมายเร็วๆ กะใช้เป็นทางลัด กลายเป็นว่า เส้นทางนี้ชันไป กรูลงไม่ได้
7.ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเพื่อนมนุษย์ เดินอยู่ในเส้นทางขึ้นเขานี้เลย มีเพียงแต่เพื่อนร่วมโลกอย่างแพะและแกะเท่านั้น
8.ผมไปถึงจุดหมายที่ตั้งเป้าไว้ช้าไปถึง 1 ชั่วโมง (ต้องหยุดพัก เพราะเหนื่อย และ เมื่อย)
9.ผมใช้เวลาบนนั้นเพื่อถ่ายรูป เหมือนเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ที่จะได้มาเหยียบที่นี่อีก นานเกินไป!
10.ผมไม่มีไม้เท้าไว้พยุงเข่าตอนเดินลงจากเข่าด้วยความรีบเร่ง จึงทำให้เข่าระบมตอนลงมาอย่างไม่ต้องสงสัย

และสุดท้าย ผมได้เรียนรู้ว่า เมื่อเราไม่ตรงต่อเวลา ที่คนตะวันตกเค้าซีเรียสกัน ตกลงกันว่า 8 โมงก็คือ 8 โมง ไม่ใช่ 8.25 น.เวลาจริงที่ผมไป ผมจึงถูกป้าเจ้าของบ้านต่อว่าด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดถึงขนาดขู่ว่า “จริงๆแล้ว วันนี้พวกคุณไม่ควรได้กินมื้อเช้าเลยด้วยซ้ำ”

ผมไม่ได้โกรธเคืองอะไรที่ป้าเจ้าของบ้านแกจะว่าผมเรื่องนี้ กลับทำให้คิดได้ว่า เพราะนี่แหละที่ทำให้ประเทศเค้ามีระเบียบวินัย

และภาพใบนี้ ก็บ่งบอกถึง “ความล้มเหลว” ของผมในห้วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี
TT__TT

10638049_10202798977150598_295724749_n

ก็อย่างที่บอกไปครับ น้าผมต้องขับรถทั้งวัน และนี่ก็เป็นวันที่ 4 วันที่ต้องขับรถมาราธอนกันต่อ ตามกิเลสของผมล้วนๆ แถมถนนยังขับยากกว่า Motorway เพราะเป็นถนนเลนเดียว และคดเคี้ยว มีผมคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า เราจะไปไหนต่อ เพราะผมเป็นคนวางแผนเดินทางครั้งนี้ด้วยตัวเองทั้งหมด

พอตกกลางคืน ผมขอร้องน้าเป็นครั้งสุดท้าย แม้รู้ว่าการตื่นนอนตอนตี 4 กว่าๆ เพื่อมาขับรถให้คนบ้าแบบผม มันจะเหนื่อยและง่วงแค่ไหนก็ตาม เพราะผมดูพยากรณ์อากาศแล้วว่า เช้าพรุ่งนี้ ฟ้าอาจจะเปิด อาจได้เห็นแสงแรก (แม้จะ Partly Clouds) นอกจากนี้ ผมไม่ลืมที่จะเดินไปบอกป้าเจ้าของบ้านที่กำลังงอนคนไทยอีกด้วยว่า ผมขอเลื่อนเวลาอาหารเช้าเป็น 9 โมงแทน (ยังพักที่เดิมอยู่ครับ)

ต้องขอขอบคุณน้าผมมากๆอีกครั้ง เพราะนี่จะเป็น

“การเดิมพันครั้งสุดท้าย ก่อนฝันจะล่มสลาย”

ถ้าผมยังทำไม่สำเร็จ ก็ถือว่า “จบกัน” ผมไม่สามารถรบกวนน้าผมให้ตื่นเช้ามากๆได้อีกแล้ว แค่นี้ก็เกรงใจมากแล้ว(เหรอ)

แต่เช้าวันนั้นภาพข้างหน้าที่ผมมองเห็นต่างออกไปกับจากภาพเมื่อวันวาน
มันคือ ภาพ “ความสำเร็จ” ณ ปลายทางที่เกิดมาจากความล้มเหลวในระหว่างทาง
มันคือ ภาพ “ที่งดงามที่สุด” ครั้งหนึ่งในชีวิต ของการเดินทาง

“แสงแรก แห่ง ความสำเร็จ ณ จุดสุดยอด”

_DSC4143f

ในชีวิตคนเรา สำหรับผมคิดว่า เรามีกันอยู่แค่ 2 วัน
วันที่ 1 คือ วันที่ดี วันเหล่านี้จะทำให้เรามีความสุข
วันที่ 2 คือ วันที่ทุกข์ วันเหล่านี้แหละจะทำให้เราได้ประสบการณ์

ฉะนั้นแล้ว ถ้าวันไหนคือวันที่ดี จงดื่มด่ำกับความสุขนั้นให้เต็มที่
แต่ถ้าวันไหนที่ต้องทุกข์ ก็ขอให้จดจำและเรียนรู้ จากวันเหล่านั้นเพื่อให้เราแข็งแกร่งเดินหน้าต่อไป…

“ล้มเหลว” ไม่มีอยู่จริงหรอก
มันมีแต่ “ล้มเลิก” ไปก่อนต่างหากหละ

ความล้มเหลว คือส่วนผสมสำคัญแห่งความสำเร็จ
คือบทเรียนที่เกาะแห่งนี้ ได้สอนผมไว้ครับ

วิน

หมอๆตะลุยโลก

Comments

comments

2 Comments

  1.   September 24, 2014, 2:18 pm

    หากมีความพยายามอย่างถึงที่สุด รางวัลมันยอดเยี่ยมเสมอ

  2.   September 24, 2014, 6:16 am

    ชอบตรงนี้แหละค่ะ
    ในชีวิตคนเรา สำหรับผมคิดว่า เรามีกันอยู่แค่ 2 วัน
    วันที่ 1 คือ วันที่ดี วันเหล่านี้จะทำให้เรามีความสุข
    วันที่ 2 คือ วันที่ทุกข์ วันเหล่านี้แหละจะทำให้เราได้ประสบการณ์

Leave a Reply

You can use these tags:   <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>