How Travel Changed me?

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in  ,      2 years ago     1508 Views     2 Comments  

10390303_653503081385939_4130015727952592594_n

Kawah Ijen, Indonesia

How Travel Changed me?
การเดินทางเปลี่ยนชีวิตคนอย่างผมได้อย่างไร?

ผมคงเขียนเรื่องนี้ออกมาได้เป็นหนังสือหนาๆ 1 เล่ม แบบไม่มีรูปประกอบ
แต่ว่า ถ้ามัน “ยืดยาว” ขนาดนั้น ผมคนนึงหละที่ “ขี้เกียจอ่าน”
จึงขอเขียนสรุป ให้อ่านกันแบบเข้าใจอย่างง่าย…โคตรๆ

Before

1.หมกมุ่นอยู่กับการเรียนและการใช้ชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมวันแล้ววันเล่า ที่มีแต่การแข่งขันเอาเป็นเอาตาย มันทำให้ผมเครียดแล้วเครียดอีก หนักเข้าถึงขั้นเข้าออกร.พ.เป็นว่าเล่น เหมือนเซเว่น ยังไงยังงั้นเลย

2.อนาคตคิดว่า เราต้องมีบ้านหรือคฤหาสน์ใหญ่โต ขับรถสปอร์ตหรูๆ เบนซ์ หรือบีเอ็มซีรีย์ 7 ขับไปกลับที่ทำงานทุกวัน

3.ใช้เงินไม่เป็น อยากได้อะไรก็ซื้อ ก็กรุจะเอาอ่า เดวก็หาใหม่สิวะ แถมคิดว่าเรียนมายังไง ก็ต้องทำงานอย่างนั้น ทำงานนอกเหนือจากที่เรียนไม่ได้หรอก มันลำบาก

4.ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่มีแรงบันดาลใจ หายใจมันรดทิ้งไปวันๆ เอ้า เรายังไม่แก่หนิ 20 ต้นๆ กว่าจะตาย กว่าจะมีโรคเรื้อรังรุมเร้าอีกนาน นู้น 50-60 ปี กูค่อยคิด กูค่อยวางแผนชีวิต

5.ไม่สนใจเรื่องภาษา พูดอังกฤษไม่ได้ซักแอะ ไม่รู้จะฝึกไปทำไม เรามันเด็กสายวิทย์-คณิต ก็ให้พวกเด็กสายศิลป์เค้าเรียนไปสิ เก่งเลข เก่งวิทย์ ก็สบายแล้วชีวิตนี้

6.ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก ครูถามในห้อง อาจารย์ถามในห้อง มีใครอยากถามอะไรมั้ย “เราแมร่งโคตรอยากถามเลย แต่ป๊อต ปอดแหก กลัวเค้าหาว่าโง่ ชิบ.าย”

7.กลัวนั่นกลัวนี่ ทำไปแล้วไม่น่าเวิร์คหรอก เรามันไอขี้แพ้ ปล่อยให้ผู้กล้าเค้าสตาร์ทออกตัวกันไปเหอะ เราตามเค้าอยู่ไกลๆก็พอ

8.เป็นหนุ่มหน้าใส เจ้าสำอางค์ หน้าต้องเนียน ผิวต้องขาว แต่งตัวต้องดูดีระดับนึง เสื้อผ้าต้องไม่ล้าสมัย

9.ทำตามคนอื่น ฟังเสียงรอบข้าง แคร์ความรุ้สึกของคนอื่นมากกว่าเสียงจากหัวใจของตัวเอง เพราะตอนนั้น เสียงหัวใจของตัวเองมัน “mute” หรือ “เงียบสนิท” อยู่

10.ไม่เคยสนใจพระอาทิตย์ขึ้น หรือ พระอาทิตย์ตก เพราะไม่เคยเห็น ออโรร่า แสงเหนืออะไรไม่รู้จักทั้งนั้น ก็วันๆอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม

————————————————————————————————

After

1.นี่กูจะเรียนไปทำไมให้เครียดขนาดนั้นวะ ไม่เห็นจะคุ้มเลย สอบไม่ติดหมอจุฬา แล้วไมต้องร้องห่มร้องไห้ขนาดนี้ จะซิ่ว จะซิ่ว ไม่ได้แล้ว ชีวิตกรุต้องเรียนจุฬาฯ ดีนะตอนนั้นผมไม่ซิ่ว ไม่งั้นเสียดายเวลาเที่ยวตายเลย หายไปตั้งปีนึงแหนะ ปีนึง เที่ยวโหดๆหน่อย ได้ไม่ต่ำกว่า 10-25 ประเทศเลยนะ

2.แค่ได้นอนราบกับพื้นโลก ก็สุขใจแล้ว จะรถบีเอ็ม ซีรีย์ 7 หรือ รถเมล์สาย 7 มันก็พาเราไปถึงจุดมุ่งหมายได้เหมือนกัน ปัจจุบันนี้ กูไม่อยากได้อะไรทั้งนั้นแล้ว กูจะเอาตังค์ไปซื้อตั๋วเครื่องบิน ถ้าเดินได้ก็เดิน ถ้านั่งรถเมล์ได้ก็นั่ง!

3.เริ่มรู้จักวางแผนการเงิน ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ทุ่มเทศึกษาเรื่องการเงิน เพราะคิดว่าแค่ออมเงินในธนาคาร ในรูป “เงินฝาก” หรือ “สลากออมสิน” คงเที่ยวรอบโลกไม่ได้แน่ๆ มันต้องลงทุน มันต้องออมเงินในหุ้น กินเงินปันผล รู้จักการทำงานผ่านเน็ตแล้วได้เงิน ไม่ว่าจะเป็นขายรูป ขายวีดีโอ งานแปลเอกสาร รู้จักการหารายได้หลายช่องทาง แม้ต้องทำงาน 7 วัน วันละ 18 ชั่วโมงก็ตาม “ตอนนี้จึงมีความสุขกับการหาเงิน มากกว่า การใช้เงิน”

4.มีแรงบันดาลใจมากจนเกินไป เลยต้องเอามาระบาย ทำเพจ “หมอๆตะลุยโลก” อยุ่ทุกวันนี้เนี่ยแหละ มีการวางแผนชีวิต ตั้งเป้าหมายเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งเป้าหมายรายวัน รายสัปดาห์ รายปี รายทศวรรษ มีหมดเป็นขั้นๆว่า “ชีวิตตอนอายุ 30,40,50,60 กูจะไปทางไหน”

5.ตอนนี้ ฝึกแมร่ง 4 ภาษา ไทย อังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย แล้วจะไปฝึก จีน สเปน และ อาหรับเพิ่มอีก เพราะรู้ว่า “ภาษา” คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในโลก มันสามารถเปลี่ยน “คนธรรมดา” ให้เป็น “ยอดคน” ได้ และมันสามารถเพิ่มโอกาสดีๆ ให้กับชีวิตคนๆนึงได้มากมายมหาศาล

6.ตอนนี้ ให้ไปทำบ้าอะไร พูดต่อหน้าสาธารณชน พูดได้หมด ขอให้มีคนมาให้ไปพูดเหอะ อ.ให้ถามอะไร จะถามจนคนอื่นแมร่งรำคาญ เพราะ “เราจะโง่วันนี้ แค่วันเดียว”

7.ตอนนี้เลิกกลัวแล้ว เปลี่ยนทัศนคติใหม่ เป็น “เพราะความกลัว จะทำให้เสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไป” แต่ตอนนี้ก็ยังกลัวครับ “กลัวไม่ได้เที่ยว” แค่นั้นแหละ

8.กายวิภาคเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สิวเต็มหน้า ให้ไปไหน ไปหมด ลุยแดด ลุยฝน ลุยหิมะ หน้าไหม้ ตัวดำ ช่างแมร่งงงง เสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกาไม่ได้ซื้อมาหลายปีแล้ว ยกเว้น เสื้อผ้าเพื่อเที่ยวในสภาพอากาศที่จำเป็นต้องใช้ ถ้าไม่ซื้อเราอาจเที่ยวไม่สนุกนัก

9.เลิกฟังเสียงรอบข้าง ฟังแต่เสียงเรียกร้องจากหัวใจของเราเอง ว่า “เราต้องการอะไรในชีวิต” แค่นี้พอแล้ว

10.ห๊ะ พระอาทิตย์ขึ้นตี5 ได้เดียวเราตื่นตี 3.45 ไปยืนคอย ห๊ะ พระอาทิตย์ตก 6 โมง เรายังเก็บที่เที่ยวที่แพลนไม่ครบเลย แต่ช่างมัน ขอไปเอาวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดของวันนั้นก่อน

จนตอนนี้ผมเพิ่งได้มาทราบข่าวว่า
ตัวเองกำลังป่วยเป็นโรค “Wanderlust” ระยะสุดท้ายครับ
และยังไม่มีใครค้นพบวิธีการรักษาโรคนี้ให้หายขาดด้วย ตลอดชีวิต…

วิน
หมอๆตะลุยโลก

Comments

comments

2 Comments

  1.   August 2, 2015, 11:06 pm

    Your comment is awaiting moderation.

    This piece of writing is truly a nice one it assists new internet viewers, who are wishing in favor of blogging.

  2.   December 4, 2014, 2:25 am

    รู้ชื่อโรคที่รักษาไม่หายละ มันรักษาไม่หายจริงๆ กำเริบทุกวัน ทรมานใจมาก ^__^

  3.   November 21, 2014, 9:36 am

    น่าเสียดายที่คนไม่ติดโรคนี้ไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ Y_Y

Leave a Reply

You can use these tags:   <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>