สิงคโปร์ มีอะไร ในอีกแง่มุม

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in  , ,      2 years ago     4288 Views     2 Comments  

“ภาพเด็กหนุ่มกำลังยืนเล่นว่าว แต่ว่าวดันล่มปากอ่าวซะก่อน” คือภาพแรกที่ผมได้เห็น หลังจากทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้า บนหลังคาของอาคารแห่งหนึ่ง ที่สำคัญระดับชาติ ของประเทศสิงคโปร์ “Marina Barrage”

_DSC9243

พื้นที่สีเขียวบนหลังคา ของ Marina Barrage

สิงคโปร์ในช่วงเวลาครั้งที่ 2 หลังผ่านครั้งแรกมาหมาดๆ เมื่อ 6 เดือนก่อน เป็นภาพสิงคโปร์ในมุมมองที่ต่างออกไป ครั้งนี้ผมได้รับเกียรติ หรือ เกลียดก็ไม่รู้ จากการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ผู้สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ ให้เป็นตัวแทนสื่อ ถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ของประเทศนี้ ที่คนไทยส่วนใหญ่อาจยังไม่ใคร่ได้รู้นัก แม้แต่ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าสิงคโปร์มีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ

ถ้าให้นึกถึงประเทศนี้ คงหนีไม่พ้น สิงโตพ่นน้ำ(Merlion), มารีนา เบย์ แซนด์ (Marina Bay Sands), หรือแม้แต่ สวนสนุก Universal Studios เพราะทุกคนที่มา สถานที่เหล่านี้ คือ สถานที่ที่ห้ามพลาด ไม่ได้มาถือว่ามาไม่ถึงสิงคโปร์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริง เพราะผมก็ไปมาเกือบครบในรอบแรกแล้ว และฝังความคิดไว้ว่า สุดท้ายประเทศนี้ ก็มีแค่นี้ มีแต่สิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างทั้งนั้น ไม่มีอะไรน่าสนใจ

_DSC9245

ใครร้อนก็มีมุมให้มานั่งหลบ หรือ ถ้ายังร้อนอยู่ก็ลงไปดูพิพัธภัณฑ์ที่จัดแสดงอยู่ชั้นสองแอร์เย็นๆได้

จนกระทั่ง Marina Barrage ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดนี้ มันคือสิ่งก่อสร้างที่เกิดจากปัญญาอันหลักแหลมของคนคิดการณ์ไกลขึ้นมา ด้วยเนื่องจากคนประเทศนี้ ต้องนำเข้าน้ำจืด จากต่างประเทศ เช่นมาเลเซีย เพราะทรัพยากรน้ำที่มีมันไม่พอ แถมต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนักในอดีตแบบเมืองไทยอีก

_DSC9247

ปัญหาน้ำกร่อยของสิงคโปร์หมดไป เมื่อโปรเจคนี้สำเร็จ สามารถกั้นน้ำจืด และ น้ำทะเลออกจากกันได้สมบูรณ์

Marina Barrage คืออ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ มันถูกสร้างขึ้น เพื่อกั้นระหว่างน้ำจืด ซึ่งก็คือมารินา เบย์ กับ น้ำทะเล แต่ถ้ามันเป็นแค่อ่างเก็บน้ำ มันก็ไม่เห็นจะมีอะไร แต่ผู้สร้างกลับออกแบบให้ที่นี่เป็นสวนสาธารณะให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจ นั่งปิคนิค หรือ แม้แต่มาชักว่าว อย่างที่เล่าไปตอนต้นครับ (ไม่ได้ชักเล่นๆ ชักกันจริงจังครับ ที่สวนแห่งนี้ มีคนชักว่าวกันเต็มไปหมด) วิวจากสวนสาธารณะแห่งนี้จะมองไปไกลเห็นวิวทั้ง Gardens by The Bay, Marina Bay Sands, รวมไปถึง Singapore Flyer ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำ โดยเล่าเรื่องราวทั้งหมดในห้องแอร์เย็นๆ ถ้าด้านบนมันอากาศร้อนหรือฝนตก ก็หลบมาหาความรู้ได้ที่ชั้นนี้ โดยที่นี่จะจัดแสดงเริ่มตั้งแต่เล่าความเป็นมาของสิงคโปร์ที่ต้องอยู่กับน้ำ(ท่วม) และ น้ำ(เน่า) วิสัยทัศน์ที่ต้องการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน จนมาสู่การสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ไล่ตั้งแต่การออกแบบ หลักการทำงาน (อันนี้เด็ดมาก สร้างเป็นแบบจำลอง มีจำลองฝนตกหนัก จำลองการสูบน้ำจืดออกทะเลเมื่อฝนตกหนัก) ที่สำคัญที่นี่ อยู่ไม่ไกลเลยจาก Gardens by the Bay เดินแป๊ปเดียว(เหงื่อท่วม) ก็ถึง

_DSC9367

SuperTree จากมุมสูง ในช่วงเดือนพ.ย.นี้ เริ่มมีการจัดงานคริสต์มาส มีการแสดงไฟ ในเวลา 19.45 น. กับ 20.45 น.

_DSC9338

เมืองๆนี้ จะสวยสุดๆ เมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้าไป

สถานที่ถัดไป ต้องบอกว่า “เซอร์ไพรส์” สำหรับคนแบบผม ที่เคยฝังความคิดว่าสิงคโปร์ เป็นเมืองที่หาธรรมชาติจริงๆ ไม่ได้หรอก มีแต่ตึกสูงๆ หรือสิ่งก่อสร้างเท่านั้นแหละ ไอ้ต้นไม้ที่เห็น เค้าก็สร้างขึ้นมา ไม่ก็เอามาปลูกไว้ แต่ความคิดนี้เปลี่ยนไป เมื่อการท่องเที่ยวสิงคโปร์ แนะนำ “MacRitchie Reservoir” แหล่งโอเอซิส ที่พอพาตัวเองเข้าไป ผมนี่…งงเลยครับ นึกว่าตัวเองบินจากไทยมาลงเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียซะอีก จากหน้ามือเป็นหลังตีนเลยก็ว่าได้ ที่นี่ถือเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และเก่าแก่แห่งหนึ่งของสิงคโปร์ รวมถึงเป็นแหล่งผลิตน้ำจืดภายในประเทศอีกด้วย

2014-11-29 09.10.35-1

MacRitchie Reservoir

2014-11-29 09.10.18

กิจกรรมพายเรือเล่น แต่จริงจัง ที่ MacRitchie Reservoir

หลังเดินเข้ามาด้านใน นอกจากความประหลาดใจจากตัวสถานที่ที่เป็นธรรมชาติจ๋าอย่างสุดๆแล้ว ก็เป็นจำนวนคนท้องถิ่นของที่นี่ที่มารวมตัวกันเนี่ยแหละ ที่เยอะมากๆ เพราะรัฐบาลจัดให้ที่นี่ให้เป็นแหล่งกิจกรรมหลายอย่างสำหรับคนรักธรรมชาติ อย่างการพายเรือ การวิ่งมาราธอน และการเดินป่า

2014-11-29 09.14.52

4.4 กิโลเมตร แค่นั้นเอง เดี๋ยวก็ถึง

2014-11-29 09.16.27

ป่ากลางเมือง

2014-11-29 10.15.50

2014-11-29 10.15.59 2014-11-29 10.17.15 2014-11-29 10.17.34 2014-11-29 10.19.45

คนที่กลัวความสูง มองลงไปข้างล่าง นี่เสียวใช้ได้เลยหละ

คนที่กลัวความสูง มองลงไปข้างล่าง นี่เสียวใช้ได้เลยหละ

2014-11-29 10.20.28

2014-11-29 10.21.30

ผมนี่…งงเลย นึกว่าตัวเองบินมาอินโดนีเซีย

2014-11-29 10.24.13 2014-11-29 10.25.53

สำหรับการเดินป่า มันก็คงเป็นการเดินธรรมดาไปเรื่อยๆบนพื้นลาดยางจนสุดทาง แต่ความจริงแล้ว มันถูกแค่เพียงเสี้ยวเดียว เมื่อทางลาดยางยาวอยู่ได้ราวๆ 1 กิโลเมตร ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นทางธรรมชาติแบบหินกรวด (ไม่แนะนำให้ใส่รองเท้าแตะมาเดินนะครับ สำหรับเส้นทางนี้) แต่คนสิงคโปร์ไม่ได้คิดให้คนเค้าแค่มาเดินป่า แต่เค้าสร้างสิ่งๆหนึ่งขึ้นมา เพื่อให้คนที่ต้องมาเดินระยะทางราวๆ 4.4 กิโลเมตร (สำหรับขาไปขาเดียว) ได้เจอสิ่งที่น่าสนใจ ซึ่งจุดหมายปลายทางนั้นก็คือ สะพาน “TreeTop Walk” สะพานนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เชื่อมเขา 2 ลูก ระยะทางยาง 250 เมตร หลังผมเดินอยู่จนเหงื่อแตกได้ที่ น้ำในขวดที่พกมาหมดพอดี ราวๆ เกือบ 1 ชั่วโมง ผมก็เดินมาถึงสะพานข้ามเขา สะพานแห่งนี้มีกฎการใช้งานที่น่าสนใจตรงที่ว่า “เดินได้ทางเดียว”​ ถ้าใครเกิดมาเสียวกลางสะพานนี่ เดินย้อนกลับไม่ได้แล้วนะ ต้องทนเสียวจนสุดทาง ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางวัดใจ

2014-11-29 12.14.41หลังข้ามสะพาน TreeTop Walk มาฝั่งตรงข้าม เราสามารถเลือกได้ว่า จะเดินกลับเส้นทางไหนระหว่างเส้นทางเก่า หรือ เส้นทางใหม่ เส้นทางเก่าจะกลับไปตรงแถบอ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้เวลานานกว่า แต่วิวสวยมากกว่า แต่ถ้าเส้นทางใหม่ก็จะไม่มีอ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่า และวิวสวยน้อยกว่า ในครั้งนี้ผมขอเลือกกลับทางเก่า เพราะยังมีเส้นทางเลาะขอบอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ ที่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ไปดูในตอนขามาเลย…

2014-11-29 12.10.46

เดินไปเรื่อย เหนื่อยก็พัก

2014-11-29 12.13.44 2014-11-29 12.12.17

น้ำใสกิ๊ง สีเขียวมรกต ทำให้พลังชีวิตที่แทบใกล้หมดจากการเดิน กลับมามีแรงขึ้นอีกครั้ง ฝูงลิงที่เกาะกลุ่มกัน บ้างก็อยู่บนพื้น บ้างก็ปีนป่ายอยู่บนต้นไม้ บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า ที่ถูกจัดสรรไว้ระหว่างคนกับสัตว์ป่าได้อย่างลงตัว ไม่มีขยะที่ถูกทิ้งขว้างตามไหล่ทางให้ได้เห็น จนผมประทับใจ กับลมหายใจของสิงคโปร์แห่งนี้ มิรู้ลืม…

เม็ดฝนก่อตัวไม่นานหลังจากเราหลุดออกมาจากผืนป่าใจกลางเมือง ภารกิจที่สำคัญต่อไปคือ การอาบน้ำ เพราะกลิ่นตัวเหม็นจนไม่แน่ใจว่า ถ้ายังดึงดันที่จะเที่ยวต่อ โดยเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน ผู้โดยสารคนอื่นๆ จะทนรับไม่ได้ กับสภาพกลิ่นกายที่หอมฟุ้งฟิ้งขนาดนี้

_DSC9437

Kallang River แม่น้ำที่ครั้งหนึ่งเคยเน่าเสีย แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

สถานที่ถัดไป จะคาบเกี่ยวกับ สถานที่เมื่อวาน ในเรื่องของ “น้ำ” ในสมัยก่อน เมื่อหลายล้านปีก่อน (เฮ้ยๆนานไป) เมื่อหลายทศวรรษก่อน ราวๆ 40 ปี สิงคโปร์ในอดีต ไม่เหมือนกับ สิงคโปร์ในปัจจุบัน ปัญหาหนึ่งที่พบก็คือ สภาพน้ำในแม่น้ำที่เน่าเสีย เหมือนคลองแถวประเทศไหนซักประเทศนึงเนี่ยแหละ ที่ทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการฟื้นฟูบำบัดน้ำเสีย โดยลี กวน ยู อดีตผู้นำของสิงคโปร์ ถึงขั้นกล่าวว่า “ภายในระยะเวลา 10 ปี เราจะฟื้นฟูแม่น้ำคัลลัง (Kallang River) จนคนสามารถมาตกปลาได้” ซึ่งมันก็เป็นจริงจากคำมั่นสัญญาของท่านผู้นำ แม่น้ำคัลลัง ที่ลงไปแล้วคันหลังเพราะสกปรกมากในวันวาน วันนี้ได้กลายมาเป็น แม่น้ำคัลลัง ที่ใสสะอาด และเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของสิ่งก่อสร้างอย่างสนามกีฬาแห่งชาติ (National Stadium) หรือ Singapore Sports Hub

_DSC9438

เรื่องสถาปัตยกรรม ต้องยกให้เค้าเลย สิงคโปร์

_DSC9444

สนามกีฬาที่นี่ไม่ได้ถูกสร้างใหม่ แต่เป็นการเอาของเดิมมารีโนเวทใหม่

_DSC9465

พื้นที่รอบสนามฟุตบอล ถูกสร้างให้สามารถวิ่งจ็อกกิ้งได้ แม้ในวันฝนตกก็ตาม

_DSC9463

Kallang Roar ช่องว่างขนาดใหญ่ ที่ถูกเปิดไว้ ออกแบบภายใต้ 2 แนวคิด คือ เพื่อให้คนที่อยู่ใน stadium ได้เห็นวิวเมืองสิงคโปร์ที่อยู่ด้านนอก และ เวลาที่มีการเชียร์กีฬา จะทำให้ได้ยินเสียงออกไปภายนอก

เคยมีคนบอกไว้ “เมื่อเราหลุดพ้นจากความยากจน สิ่งต่อมาที่เราจะทำกัน คือ การสร้างความสุขให้กับตัวเอง” ซึ่งประโยคนี้น่าจะจริงสำหรับประเทศที่เศรษฐกิจเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ขึ้นแท่นค่าครองชีพลำดับท็อปสูงที่สุดในโลก เพราะประชากรที่นี่ ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกต่อไป สิ่งที่เค้าสนใจคือ การหากิจกรรมผ่อนคลาย ไม่ให้เครียดจากภาวะแข่งขันในการเรียนหรือการทำงาน ซึ่ง กีฬานี่แหละ คือยาวิเศษแก้เครียดชั้นเลิศให้กับคนประเทศนี้

_DSC9451

Singapore Sports Hub ที่รวบรวมกีฬาทั้ง Indoor และ Outdoor แม้แต่วอลเลย์บอลชายหาดก็ยังมี

_DSC9469

Indoor Stadium กับ Solar Farm ขนาดประมาณ 7,000 ตรม ใช้เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็นใน National Stadium

Singapore Sports Hub ถูกออกแบบมาอย่างลงตัว มีทั้งสนามฟุตบอลไฮเทค ที่จุคนดูได้ถึง 50,000 คนในเวลาปกติ และจุได้เพิ่มสูงสุดถึง 55,000 คนในเวลาไม่ปกติ โดยมีระบบไฮโดรลิคเลื่อนอัฒจรรย์ให้ชิดเข้าไปติดขอบสนามจากที่ปกติจะเป็นลู่วิ่งเพื่อเพิ่มที่นั่ง ยังมี Indoor stadium, หาดทรายสำหรับวอลเล่ย์บอลชายหาด, ช็อปปิ้งมอลล์, และทางวิ่งจ็อคกิ้งในร่มรอบๆ Stadium อีกด้วย สนามแห่งนี้ถือเป็นการเอาของเก่าที่มีอยู่เดิม มาโมดิฟายใหม่ให้ยิ่งใหญ่ น่าสนใจ และอลังการกว่าเดิม ที่นี่ยังเป็นที่จัดแข่งฟุตบอล AFF Suzuki Cup 2014 อีกด้วย แต่ด้วยเนื่องจากวันที่ผมเดินทางไปนั้น มีจัดการแข่งขันฟุตบอลรอบสุดท้าย ระหว่าง สิงคโปร์ กับ มาเลเซีย ทำให้ไม่สามารถเข้าไปชมความยิ่งใหญ่ของสนามแห่งนี้ได้

_DSC9471

Sands SkyPark – Marina Bay Sands บนชั้นที่ 56

ในตอนเย็นวันที่ 2 ของการเดินทาง มีคำถามเกิดขึ้นมากมายในหัวของผม ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นเลยตอนมาครั้งแรก เนื่องจากครั้งแรกมาถ่ายรูป แล้วก็คุยเล่นกับเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ แต่ครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้เจอคนไทยที่อยู่สิงคโปร์มาถึง 5 ปีแล้ว เป็นเด็กหนุ่มที่ได้ทุนมาเรียนปริญญาตรีที่นี่ เด็กหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า “น้องปั้น” หรือ เจ้าของเพจชื่อดัง The Walking Backpack ผู้ซึ่งจะมาตอบคำถามที่ผมสงสัย ว่า ณ ปัจจุบันนี้ คนสิงคโปร์เป็นยังไง แล้วเค้าต่างกับคนไทยเรายังไง

_DSC9569

ในวันฟ้าเปิด ยามเย็นบนนี้ สวยอย่าบอกใครเลย

น้องปั้นเล่าให้ฟังว่า ความคิดของคนสิงคโปร์เปรียบเหมือนเส้นตรง ที่มีแต่มุ่งไปข้างหน้า คนทุกคนที่นี่เริ่มแข่งขันตั้งแต่ในชั้นเรียนแล้ว ไม่มีใครคิดจะออกนอกกรอบ เวลาเรียนถ้าคนไม่อ่านหนังสือจะแปลก ขณะที่เมืองไทย คนอ่านหนังสือนี่แปลก! ดาราทั้งประเทศของคนสิงคโปร์มีน้อยมาก แทบไม่มีคนสนใจติดตามพวกเค้า ซึ่งต่างจากเราที่มีคน follow ดาราทั้งใน Facebook, Instagram เป็นล้านๆคน ต่อ ซุปเปอร์สตาร์ 1 คน คนที่นี่ไม่ใคร่สนใจละครนัก เค้าจะสนใจอะไรที่เป็นเรื่องความก้าวหน้า หรือเรื่องการลงทุนมากกว่า พูดง่ายๆว่า ถ้าใครคิดอยากเป็นศิลปิน นักดนตรี ช่างภาพที่ประเทศนี้แล้วหละก็ เตรียมตัวไส้แห้งได้ ผิดกับเมืองไทยที่มีอาชีพหลากหลาย ไส้แห้งเหมือนกันหมด เอ้ย ไม่ใช่ ทำรายได้ ได้ดีถ้าเจ๋งจริง จากคำบอกเล่าของน้องปั้น ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า “จริงๆแล้วประเทศที่ร่ำรวยกว่าเรา ก็ใช่ว่าจะมีความสุขมากกว่าเสมอไป”

_DSC9575

อาทิตย์ลับขอบฟ้า ณ ป่าคอนกรีต

_DSC9610_DSC9602

ว่ากันว่า ถ้าอยากรู้รากเหง้า ที่ทำให้ประเทศนั้นๆ มายืนอยู่ ณ จุดๆนี้ได้ยังไง สถานที่ที่สามารถตอบคำถามนี้ได้ มีอยู่แห่งนึง ซึ่งก็คือ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์ (National Museum of Singapore) ปกติแล้วผมมีโรคประจำตัวอยู่โรคหนึ่ง คือ โรคภูมิแพ้พิพิธภัณฑ์ เวลาเข้าพิพิธภัณฑ์ทีไร จะเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด กระสับกระส่ายครับ ต้องรีบเดินออกมาภายใน 5-10 นาที อาการถึงทุเลาลงได้ แต่เนื่องจากความใคร่อยากรู้เอามากๆ ว่าประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่นานมานี้ จริงๆแล้วประวัติศาสตร์เค้าเป็นเช่นไร ผมใช้เวลากับที่นี่ไปราวๆ 4 ชั่วโมง ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผมใช้เวลา “นานที่สุดในโลก” เลยก็ว่าได้ แต่ถือเป็น 4 ชั่วโมงที่สั้นมาก เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ 700 ปีของเกาะเล็กๆ ที่มีชื่อว่า “สิงคปุระ” แห่งนี้

_DSC9628

บรรยากาศภายนอกของ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ

_DSC9635

ไทม์แมชชีน ที่จะพาผู้มาเยือน ย้อนเวลากลับไป

_DSC9641

ที่นี่เล่าเรื่อง ที่ฟังดูยาก ให้เข้าใจง่าย ด้วยการใช้รูปภาพ และข้อความที่ไม่มาก

_DSC9643 _DSC9649 _DSC9650 _DSC9652 _DSC9656 _DSC9660_DSC9662

ด้วยความที่ สภาพภูมิศาสตร์ของที่นี่ เป็นท่าเรือขนส่งสินค้า เมื่อมีงาน ก็มีเงิน เมื่อมีเงิน ก็มีคนมา ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมคนจากหลากหลายเชื้อชาติ และ ศาสนา ทั้งคนจีน อินเดีย อาหรับ ตะวันตก มลายู ซึ่งคนที่มาจากเชื้อชาติเดียวกันก็จะจัดตั้งชุมชนเพื่อช่วยเหลือกัน ในสมัยก่อน อังกฤษเข้ามาปกครองเกาะน้อยแห่งนี้ โดยมีคนเชื้อชาติอื่นๆกระจัดกระจายไล่ฐานะกันตั้งแต่เป็นพ่อค้าระดับเศรษฐี ไปจนถึงกุลี ก็มี ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคสงครามโลก ที่ญี่ปุ่นได้เข้ามายึดครองแผ่นดินสิงคโปร์อยู่ราวๆ 4-5 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนสิงคโปร์มีชีวิตที่แร้นแค้น ยากลำบากจากภาวะสงคราม ก่อนที่จะก้าวไปสู่การผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียถึง 2 ปี แต่ด้วยปัญหาขัดแย้งทางข้อตกลงที่ทำไว้กันสองฝ่าย ลี กวน ยู ผู้นำสิงคโปร์ จึงขอแยกตัวออกจากประเทศมาเลเซีย และประกาศตัวเป็นอิสรภาพ เป็นประเทศๆหนึ่งของโลก ในปี ค.ศ. 1965

_DSC9664

ลี กวน ยู ถือเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ไกล จนนำพาสิงคโปร์มาได้ไกลมากจนถึงทุกวันนี้ เค้ามองเห็นคุณค่าทางการศึกษา การแก้ปัญหาคอรัปชั่น การสร้างวินัยให้คนในชาติ การพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ในปีหน้า 2015 สิงคโปร์ก็จะฉลองวันชาติในวาระครบ 50 ปี

_DSC9580

9 สิงหา 2015 จะเป็นวันชาติ ที่คนสิงคโปร์จะเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งประเทศ

แม้ใครจะพูดว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ส่วนตัวผมคิดว่า

สิงคโปร์เป็นประเทศกำลังพัฒนา(อยู่เสมอ) ต่างหากหละ

และการเดินทางมาในครั้งนี้ทำให้ผมได้รู้เลยว่า “สิงคโปร์” นั้นมีอะไรมากกว่าพื้นที่รอบอ่าวมารินา เบย์ และสวนสนุกอีกมาก…

วิน
หมอๆตะลุยโลก

สิงคปุระ  ณ 28-30 พ.ย. 2557

Comments

comments

2 Comments

  1.   July 2, 2015, 3:36 am

    ภาพสวยมากเลยครับ ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ครับ

    ปล. ขอแก้ข้อมูลนิดนึงครับ สนามกีฬาใหม่ (Singapore Sports Hub) นั้นสร้างใหม่ 100% ครับ สนาม National Stadium เก่านั้นถูกทุบทิ้งในปี 2010 ครับผม เพราะของเดิมนั้นเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1966 และแล้วเสร็จเปิดใช้งานมาตั้งแต่ 1973 ครับ

  2.   December 4, 2014, 3:23 pm

    Your comment is awaiting moderation.

    เขียนได้ดีครับ แต่กึ่ง ๆ จะออกแนวขายของ ก็เข้าใจนะว่าเขาเชิญเราไป

Leave a Reply

You can use these tags:   <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>