Dromomania!!! อาการป่วยทางจิต ของคนบ้าเที่ยว

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in  ,      2 years ago     1051 Views     Leave your thoughts  

10338439_653641548038759_4564490261612116483_o

Dromomania!!!
ดราโมเมเนีย!!!
อาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง ที่เพิ่งรู้วันนี้ว่า “เฮ้ย” เรากำลังเป็นอยู่นิหว่า!!!!

Definition (นิยาม)
(n.) An uncontrollable impulse or desire to wander or travel.
แรงกระตุ้นหรือแรงปรารถนาที่ต้องการตะลุยโลก โดยไม่สามารถควบคุมได้

รากศัพท์มาจากภาษากรีก
dromos แปลว่า running หรือ วิ่ง
mania แปลว่า insanity หรือ ความวิกลจริต

If someone tells you about a beautiful, amazing, remote destination on the other side of the world – would you feel the urge inside to leave home and travel there?
ถ้ามีใครซักคนบอกคุณว่า มีสถานที่ที่แสนงดงาม น่าอัศจรรย์อยู่แห่งหนึ่ง อยู่ไกลแสนไกลออกไปที่มุมนึงของโลก คำถามคือ คุณมีแรงปรารถนาจากภายในที่อยากจะออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปที่นั่นหรือไม่?

If so, you might suffer from the same disease as Mr Albert Dadas.
ถ้าใช่ คุณอาจจะได้รับทุกข์ทรมานจากโรคนี้เช่นเดียวกับ นายอัลเบิร์ต ดาดาสแล้วหละ

In the 19th century, Albert Dadas, a french man who couldn’t stop traveling, was officially (by doctors) diagnosed with the new phenomenon “Pathological Tourist” – officially known as Dromomania – which apparently is a psychological illness for people who can’t stop traveling.
ในทศวรรษที่ 19 อัลเบิร์ต ดาดาส หนุ่มชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งไม่สามารถหยุดการเดินทาง ได้รับการวินิจฉัยจากหมอๆ(ตะลุยโรค)อย่างเป็นทางการ กับปรากฎการณ์ใหม่ที่มีชื่อ พยาธิวิทยานักท่องเที่ยว หรือรู้จักกันในชื่อ “ดราโมเมเนีย” ซึ่งเป็นอาการป่วยทางจิตอย่างเห็นได้ชัดกับบุคคลที่ไม่สามารถหยุดการตะลุยโลกได้ (ใช่เลย ผมเป็นอยู่ เป็นเอาหนักมาก ระยะสุดท้ายแล้วมั้งเนี่ย)

Perhaps you will see a little of yourself in his story…
บางที คุณจะเห็นอะไรบางอย่างในตัวคุณเองบ้างเมื่อได้ลองอ่านเรื่องของเค้า

‘… In 1886, Dadas was 26 years old and worked in the gas works in Bordeaux, one day he simply did not turn up for work – he was gone and no-one knew where – he was away walking around Europe for over a year.
…ในปี ค.ศ. 1886 ดาดาส วัย 26 ปี ทำงานอยู่ในโรงงานก๊าซที่บอร์กโดซ์ วันนึงอยู่ดีๆ เค้าก็หายตัวไปไม่มาทำงาน ไม่มีใครรู้ว่าเค้าตัวไปไหนไปไหน ปรากฎว่า เค้าเดินตะลุยโลกไปทั่วยุโรปนานนับปี

Then towards the end of July in 1887, a young psychology student discovered Albert Dadas crying in his bed in Dr. Pitres ward in the Sankt André Hospital back in Bordeaux.
ต่อมาจนกระทั่งปลายเดือนกรกฎาคม ปี 1887 นักศึกษาจิตวิทยาหนุ่มได้ไปเจออัลเบิร์ต ดาดาส นอนร้องไห้อยู่บนเตียงของเค้าในวอร์ดของหมอ Pitres ในโรงพยาบาล Sankt André ที่บอร์กโดซ์

The young student took the time to listen to him as Dadas explained that he had recently returned from a long journey and although he was exhausted, this wasn’t the reason for his tears.
นักศึกษาหนุ่มใช้เวลาอยู่กับเค้า ฟังสิ่งที่ดาดาสอธิบายว่า เค้าเพิ่งกลับมาจากการเดินทางอันไกลแสนไกล ตอนนี้เค้ารู้สึกอ่อนล้าเต็มที แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เค้าร้องไห้ฟูมฟายออกมาเลย (แล้วเฮียแกร้องไห้ทำไมฟระ?!?)

He wept because he could not prevent himself from leaving when the urge to travel arose. He would abandon everything – his family, his job and daily life, and leave immediately.
ที่เค้าร้องไห้นั่น ก็เพราะเค้าไม่สามารถหยุดตัวเองให้ออกไปจากบ้านได้ เมื่อแรงกระตุ้นการตะลุยโลกเกิด ขึ้นมาภายในใจ เค้าจะทิ้งแมร่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเค้า หน้าที่การงานเค้า ชีวิตประจำวันเค้า แล้วออกไปผจญภัยในโลกกว้างโดยทันที แบบว่ากรูไม่คิด ไม่กังวลอะไรทั้งสิ้น

Whenever he heard of a far away place, he was forced to set off on a journey. He had a “mad” urge for foreign places, and an unstoppable need to vagabond.
เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เค้าได้ยินว่ามีสถานที่อันไกลโพ้น เค้าจะถูกพลังบางอย่างดึงดูดให้ต้องเดินทางไปที่นั่น เค้าจะมีแรงขับดันอย่างบ้างคลั่งที่ต้องเดินทางไปตามประเทศต่างๆ และไม่มีทีท่าว่าความต้องการตะลุยโลก มันจะถึงตอนจบเมื่อไหร่

It would usually begin with him, in the middle of his daily routine, hearing of some remote place and suddenly just walking, with only the money he had in his pocket, towards that place …’
มันมักเริ่มเกิดขึ้นกับตัวเค้า ในช่วงกลางๆของชีวิตประจำวันแบบเดิมๆของเค้า ได้ยินเสียงสถานที่ห่างไกลออกไป แล้วก็ออกเดินทางไปด้วยเงินเท่าที่มีอยู่ในกระเป๋าสตางค์นะตอนนั้น เพื่อไปยังสถานที่แห่งนั้น สถานที่มันกำลังเรียกร้องเค้าอยู่ come on baby!…

I really wonder what they would have thought of today’s travelers!
ฉันสงสัยจริงๆว่า อะไรกันนะที่พวกเค้าจะคิดถึงกันเกี่ยวกับนักเดินทางในทุกวันนี้

I think people like Mr Dadas who had a strong urge to be free, who wanted to leave things behind, forget and be independent, to travel without a reason really scared the general society – and it’s funny because I find myself having to deal with the same judgment from people today.
ฉันคิดว่ามีหลายคนเหมือนกับนายดาดาส ผู้ที่มีแรงผลักดันมหาศาลที่อยากจะมีความรู้สึกอิสระ ผู้ที่อยากจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ลืมมัน และ มีอิสรภาพ เพื่อออกเดินทาง โดยปราศจากเหตุผลของความกลัวจากคนในสังคมทั่วไปที่เค้าคิดๆกัน และมันดูตลกนะ เพราะฉันเองก็พบว่าตัวเองมีการจัดการกับการตัดสินใจแบบเดียวกันจากคนในสังคมทุกวันนี้

So what do you think? Are we also suffering from this same mental illness? And where do you draw the line between Healthy, and Pathological travelers?
แล้วคุณหละคิดยังไง พวกเรากำลังทุกข์ทรมานจากอาการป่วยทางจิตแบบเดียวกันนี้รึเปล่า และเราขีดเส้นแบ่งแยกระหว่างนักเดินทางที่สุขภาพดี กับ นักเดินทางที่มีพยาธิสภาพตรงไหนกันนะ?

ปล. ถ้าอ่านคำแปลแล้วงง ก็ขอให้อ่านอังกฤษนะครับ เพราะคนแปลอาจแปลงงๆ มีโรคทางจิตอีกด้วยตอนนี้

ปล.2 เราอาจไม่จำเป็นต้องเมเนียขนาดคุณดาดาสก็ได้ แค่ยึดหลักการที่ว่า “ไม่ต้องเที่ยวให้สุด…แต่ขอให้หลุดจากโลกใบเดิมก็พอ”

แปลอย่างกากโดย วิน หมอๆตะลุยโลก

Source : http://www.aswetravel.com/diagnosed-with-dromomania-travel-illness/

Comments

comments

No Comments

No comments yet. You should be kind and add one!

Leave a Reply

You can use these tags:   <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>