รีวิว “อิหร่าน” (Iran) อ่านจบแล้วลุยได้เลย

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in  , ,      6 months ago     6098 Views     Comments Off on รีวิว “อิหร่าน” (Iran) อ่านจบแล้วลุยได้เลย  

ทำไมต้องไปอิหร่าน

คงเป็นเครื่องหมายคำถามตัวโตๆขึ้นมาในหัวของคนส่วนใหญ่ว่า “จะไปทำไมอิหร่าน” “น่ากลัวจะตายไปทำไหมเธอ” “ไม่มีที่อื่นที่ดีกว่านี้แล้วเหรอ” และคำถามอีกเป็นกองที่ผุดออกมาจากคนรอบตัวจนบางครั้งหลายคนยอมแพ้ต่อเสียงทัดทานและมองข้ามอิหร่านไปแบบจำใจยอม

ปัจจุบันโลกเราเปลี่ยนไปมากแล้วครับ เป็นโลกที่วิ่งกันอยู่บนข้อมูลข่าวสารที่ฉับไวเพียง 1 วินาทีเราก็ติดต่อกับคนข้ามทวีปได้แล้ว หลายๆสิ่งในประเทศอิหร่านไม่ได้อยู่มุมมืดที่คนไม่เคยเห็นมาก่อน มีข้อมูลและนักท่องเที่ยวมากมายที่ไปมาแล้วประทับใจคนต้องไปซ้ำ อัธยาศัยของคนเปอร์เซียที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าดีที่สุดในโลก อู่อารยธรรมโบราณที่ฝังรากลึกบนแผ่นดินมาหลายพันปีทำให้อิหร่านเป็นสถานที่ๆคุณจะไม่มีวันหาเจอจากโลกใบนี้อีกแล้วถ้าไม่ใช่ที่นี่ครับ

ทีนี้เมื่อเราได้เหตุผลแล้ว ก็ได้เวลาไปอิหร่านแล้ว ผมขอแบ่งหัวข้อที่จะพูดถึงไว้ตามนี้ เรียงตามลำดับไปเลย

  • การทำวีซ่าอิหร่าน
  • การเดินทางมาอิหร่าน
  • แผนการเดินทาง
  • ช่วงเวลาที่น่าเดินทาง
  • เรื่องการใช้มือถือ Sim และอินเตอร์เน็ต
  • อาหารอิหร่าน
  • การแต่งกาย
  • อัธยาศัยของคนอิหร่าน
  • เรื่องของการเตรียมเงิน
  • ภาษาและตัวเลขฟาร์ซี
  • การเดินทางภายในประเทศอิหร่าน
  • ลุยเดี่ยว VS ไปเป็นกลุ่ม
  • คำถามสุดท้าย “ปลอดภัยจริงไหม”
  • สถานที่น่าสนใจ
  • ค่าใช้จ่าย

การทำวีซ่า Iran (ข้อมูลล่าสุดวันที่ 1 เมษายน 2560)

จะให้รายละเอียดในส่วนของวีซ่ามากนิดนึงนะครับเนื่องจากเป็นส่วนที่สำคัญเลยทีเดียว

อิหร่านเป็นเหมือนตัวเชื่อมโลกตะวันตกกับโลกตะวันออกเข้าด้วยกัน การไม่มีอิหร่านในเส้นทางสายไหม เหมือนกับกินโรตีสายไหมที่ไม่มีแป้ง แถมยังเป็นอู่อารยธรรมของแท้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ยังไงอิหร่านต้องอยู่ในลิสต์!!! ยิ่งตอนนี้มีสายการบิน Low cost บินไปจอดถึงที่ แทบไม่ต้องหาเหตุผลใดๆว่าไม่ต้องไปอีกแล้ว ไปกันเถอะครับอิหร่าน

Visa_policy_of_Iran

***สำคัญมาก passport ของเราต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากหลักฐานการเดินทางไปประเทศอิสราเอลด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะไปด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ไม่งั้นโอกาสที่วีซ่าจะไม่ผ่าน และโดนตัดสิทธิ์ขึ้นบัญชีดำอดเข้าตลอดชีวิต ซวยเลยครับ เพราะอาจจะเกิดขึ้นได้ครับ***

***ให้ทำ passport เล่มใหม่ได้เลยครับ ถ้าจะเข้าอิหร่าน (ในกรณีที่เล่มเดิมนั้นมีวีซ่าอิสราเอลอยู่)***

IMG_20160711_101047_HDR

วีซ่าจะอายุโดยปกติ 3 เดือนนับจากวันที่ลงตราประทับ เราเข้าประเทศไปวันไหน ก็นับไปอีก 30 วัน ทำให้ประเทศอิหร่านค่อนข้างเป็นประเทศที่เที่ยวได้ค่อนข้างสบายไม่ถูกบีบบังคับด้วยกฎเกณฑ์เรื่องวันเวลามากนัก

ระยะเวลาวีซ่า : ได้ตามจำนวนวันที่เราขอไป แต่ไม่เกิน 30 วัน ถ้าต้องการนานกว่านี้ต้องไป extend ต่อครับ

สำหรับคนไทยเรามีทางเลือก 2 ทางสำหรับ visa คือ


Tourist visa แบบปกติ

จำเป็นต้องใช้ Authorization code (คล้ายๆ LOI) ซึ่งตอนนี้ขอได้ 2 วิธีแล้ว คือ

1.ขอผ่านบริษัททัวร์ (Tourist agency) > วิธีแบบดั้งเดิม

บริษัททัวร์ที่ได้รับคำแนะนำมีดังนี้คือ ราคา code อยู่ที่ประมาณ 30-35 Euro

  • touranzamin.com > มีคนใช้เยอะ และก็ทำงานได้ตามมาตรฐาน
  • key2persia.com > ผมใช้บริการอันนี้ โอเคดีครับ
  • iranianvisa.com > อันนี้ห้ามใช้เด็ดขาด โดนโกงกันหลายแล้ว เช็คจาก TripAdvisor ได้ครับ

หลังจากที่เราติดต่อกับ Agency แล้ว เขาจะให้เราโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัทเขา ซึ่งบัญชีนั้นจะอยู่ในประเทศที่ 3 เช่นของ Key2persia.com จะอยู่ในเยอรมนี ส่วนของ Touranzamin.com จะอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ ก็ไม่ต้องตกใจไปครับ (อิหร่านโดน sanction ทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินกับโลกภายนอกได้) ซึ่งการโอนเงินเข้าไปก็เหมือนกับการโอนเงินข้ามประเทศครับ มีค่า fee อีกพอสมควรประมาณ 500-1000 บาทต่อ 1 ธุรกรรม ทำผ่านธนาคารในบางสาขาที่ทำได้เท่านั้นครับ

มีจุดหนึ่งสำคัญมากเหมือนกันคือ ตอนที่เราจะขอ code ไปเนี่ย ทาง Agency ก็จะขอสถานทูตที่จะให้เขาส่ง code ไปให้ โดยหลังจากเราได้ code แล้ว เราจะไปต้องยืนยันตัวตนเพื่อทำวีซ่าที่สถานทูตๆนั้น จะเปลี่ยนภายหลังไม่ได้ เช่นเราบอกไปที่กรุงเทพ เราก็ต้องไปทำที่กรุงเทพเท่านั้น

จะเห็นว่าถ้าทำวีซ่าอิหร่านในกรุงเทพก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไร ความวุ่นวายจะอยู่ที่ถ้าเราอยู่ในระหว่างการเดินทาง เช่นตอนนี้อยู่ที่ตุรกีกำลังจะเข้าอิหร่านเดือนหน้า เราจะแจ้งไปที่สถานทูตไหนดี ผมมีข้อแนะนำง่ายๆคือ ให้เลือกจุดรับวีซ่าเป็นจุดที่ใกล้เคียงพรมแดนอิหร่านมากที่สุดครับ เช่นที่ Erzurum หรือ Trabzon ในตุรกีครับ แต่ถ้ามาจากทางด้านตะวันออก ทำได้ที่เมือง Dushanbe,Bishkek หรือ Almaty ครับ

หลังจากที่โอนเงินเรียบร้อย ก็รอรับ code จากทางบริษัทครับ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 7-10 วันทำการโดยที่เราคาดการณ์ไม่ได้ แล้วทาง Agency จะส่ง code กลับมา เราก็เอาไปกรอกใส่ใบคำร้องแล้วก็ไปยื่นที่สถานทูตครับ แล้วก็จ่ายเงินค่าวีซ่าอีกครั้งกับสถานทูตนั้นๆ ซึ่งราคาวีซ่าจะแตกต่างกันไปตามสัญชาติจริงๆ

ค่าวีซ่าของคนไทยจะอยู่ที่ 40-45 Euro ครับ แล้วแต่สถานทูตครับ (ในขณะที่คนอังกฤษเสียถึง 120-150 Euro)

***สถานทูตอิหร่านในกรุงเทพคิด 2,025 บาท นะครับ***

หลังจากไปยื่นที่สถานทูตแล้วก็ต้องรอวีซ่าจริงอีกประมาณ 3-5 วันทำการ (แล้วแต่สถานทูตนั้นๆ) เราก็จะได้วีซ่าตัวจริงมาแบบรู้สึกภูมิใจในความพยายามของตัวเองอย่างมากครับ

ข้อมูลสำหรับการกรอกในแบบฟอร์มขอวีซ่าที่สถานทูตฯ

  • Name of an individual or organizations you intend to visit in Iran ควรเขียนเอเจนซี่ที่ติดต่อไว้ให้ชัดเจน (ไม่ควรเว้นว่างไว้เหมือนขอวีซ่าประเทศอื่น)
    Intended means of transport and name of travel agency ให้ใส่ชื่อสายการบินครับ

สรุป Timeline การทำวีซ่าที่สถานทูตโดยประมาณ (วันทำการนะครับ ไม่นับเสาร์-อาทิตย์)

  • ยื่นส่งเรื่องขอทำ Authorization code ใช้เวลา 1 วัน (ในขั้นตอนนี้เราต้องระบุสถานทูตอิหร่านประจำเมืองนั้นๆที่เราจะไป ซึ่งถ้าแจ้งไปแล้ว จะเปลี่ยนไม่ได้)
  • โอนเงินข้ามประเทศ รอการตอบรับ confirm เงินใช้เวลาอีกประมาณ 3 วัน
  • รอเวลาจากบริษัทยื่นเรื่องเข้ากระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเพื่อขอ code ใช้เวลา 7-10 วัน
  • หลังจากนี้ ให้เราคอยเช็คกับบริษัทและสถานทูตอย่างสม่ำเสมอว่าไอ code ที่เราขอไป มันถูกส่งมายังสถานทูตอิหร่านประจำเมืองที่เราจะไปขอหรือยัง จะไม่ได้ไปสถานทูตเก้อครับ
  • นำ code มายื่นขอวีซ่าจากสถานทูตใช้เวลา 3-5 วัน ขึ้นกับความดราม่าของแต่ละที่
  • สรุปใช้เวลาประมาณ 1 เดือน สำหรับทุกๆขั้นตอน อาจจะเร็วหรือนานกว่านี้ขึ้นกับความเร็ว/ช้าของหน่วยงานราชการของทางอิหร่านครับ

สรุปค่าใช้จ่าย

  • ค่า Authorization code 30 Euro ~ 1,200 บาท
  • ค่า Transfer fee โอนเงินข้ามประเทศ ~ 500 บาท
  • ค่าทำ Visa ที่สถานทูตอิหร่าน ~ 1,600 บาท
  • รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ~ 3,300 บาท

2. ทำผ่านระบบ E-Visa (พึ่งเริ่มใช้บริการปี 2560 นี้)

ถือเป็นความเฮงขั้นสูงสุดที่ตอนนี้กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ปรับตัวเข้าสู่ยุค Iran 4.0 อย่างเต็มรูปแบบด้วยการอนุญาตให้นักท่องเที่ยวขอ Code ผ่านทางเว็บไซต์ http://e_visa.mfa.ir/en นี้ได้แล้วครับ

โดยหลักการของที่นี่คือ เราเข้าไปกรอกข้อมูลเอง และก็เลือกสถานที่รับวีซ่าได้เองในประเทศที่มีสถานทูตอิหร่านอยู่  แล้วสุดท้ายเราจะได้เป็น Tracking Code ซึ่งสามารถเอาเลขนี้ไปเช็คสถานะวีซ่าของเราผ่านในเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกันนะครับ

บางคนอาจจะถูกเรียกไปสัมภาษณ์ถ้าสถานทูตมีข้อสงสัย แต่บางคนก็ผ่านฉลุยได้วีซ่ามาเลยโดยที่ไม่โดนเรียกครับ โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 10-14 วันทำการครับ

ขั้นสุดท้ายก็คือการชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่สถานทูต ประมาณ 40 Euro นะครับ

ข้อดีของวิธีนี้คือ เราจะประหยัดเงินค่าทำวีซ่ากว่าแบบขอ code จากต่างประเทศมาก และระยะเวลาในการได้วีซ่าก็สั้นกว่าครับ แนะนำวิธีนี้ครับ


หลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมไปยื่น มีดังนี้

  1. ตั๋วเครื่องบินไปกลับ ถ้าทำจากกรุงเทพ ของผมทำที่ตุรกีแล้วจะออกจากอิหร่านเข้าเติร์กเมนิสถาน ไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้นก็ทำได้ครับ
  2. แผนการเดินทาง เขียนไว้คร่าวๆ แต่ถ้าจะขอกี
  3. ประกันการเดินทาง (เลือกบริษัทที่เขารับรองประเทศอิหร่านด้วยนะครับ ตอนนั้นผมใช้ไทยวิวัฒน์นะครับ ไม่มีปัญหาใดๆ)
  4. Résumé or Curriculum Vitae อันนี้จำเป็นเฉพาะสำหรับการทำ E-Visa ครับ

Visa on arrival <<< Recommended!!!

เป็นวิธีที่ผมแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวไทย “ที่จะไปอิหร่านโดยใช้เครื่องบิน”

สนามบินที่สามารถขอ Visa on arrival ได้ (ไม่สามารถขอวีซ่าทาง land border ได้นะครับ)

  • Imam Khomeini (Tehran) > สนามบินหลักของประเทศ เป็นที่ๆ AirAsia บินมาลงครับ
  • Mehrabad (Tehran)
  • Isfahan
  • Shiraz,
  • Mashhad
  • Tabriz

เนื่องจากมีเครื่องบินเส้นทาง Bangkok – Tehran อยู่แล้ว เราสามารถทำวีซ่าที่สนามบิน Imam Khomeini กรุงเตหะราน หรือที่ Mehrabad ได้ ตอนนี้มีการบินไทย เปิดเส้นทางบินมาเตหะรานแล้ว คนไทยน่าจะมาเที่ยวที่อิหร่านเยอะขึ้นมากเรื่อยๆครับ ตอนนี้สามารถขอวีซ่าได้จำนวน 30 วันเช่นเดียวกัน

วิธีนี้มีข้อดีคือ เราไม่ต้องทำ Authorization code ที่สุดแสนจะวุ่นวาย และประหยัดเงินได้พอสมควร

วิธีนี้ในอดีตมีความไม่แน่นอนสูงเพราะบางคนไปถึงสนามบินแล้วมีปัญหา แต่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา (เมษายน 2560) คนไทยจำนวนมากไม่มีปัญหากับวิธีนี้อีกแล้ว จึงแนะนำอย่างมาก

แต่หลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมไปยื่น มีดังนี้

  1. ตั๋วเครื่องบินไปกลับ
  2. หลักฐานการจองที่พักในคืนแรก
  3. แผนการเดินทางทั้งหมดจะไปกี่วัน เขียนไปให้ครบ เที่ยวที่ไหน นอนที่ไหน วิธีการเดินทาง ภาษาอังกฤษ > จากข้อมูลล่าสุดจากคนที่พึ่งกลับมาบอกว่าใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ขึ้นอยู่ว่าคนเยอะหรือไม่ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มอะไรเลย แค่เซ็นต์ชื่อรับ หนังสือเดินทางกลับ
  4. ประกันการเดินทาง ต้องไปซื้อที่สนามบินตอนก่อนจะถึงช่องยื่นวีซ่าครับ ราคา 14 Euro (ประกันการเดินทางจากเมืองไทยไม่สามารถใช้ได้ เช่น ไทยวิวัฒน์)

สรุปค่าใช้จ่าย

  • ค่าทำ Visa ที่สนามบิน ~ 75 Euro
  • ค่าประกันภัย ~ 15 Euro
  • รวมๆ ก็ประมาณ 75-90 Euro นะครับ ราวๆ 3,000 – 3,500 บาท

เทคนิคการขอวีซ่าอิหร่าน

  • ในใบสมัครขอวีซ่า ช่องอาชีพ ให้ใส่เป็นอาชีพที่ดูดีและปลอดภัย เช่น ครู หมอ อะไรแบบนี้ครับ ห้ามใส่พวกนักข่าว ช่างภาพ สื่อมวลชน ทหาร อะไรแบบนี้เด็ดขาด
  • จุดประสงค์หลักในการเดินทาง ให้ใส่ว่ามา “ท่องเที่ยว”
  • ในแผนการเดินทาง อย่าเขียนว่าจะเดินทางไปที่ๆประหลาดและเป็นชนวนความขัดแย้งเช่น แคว้น Sistan and Baluchestan (แต่หลังจากที่เราเข้าไปในอิหร่านได้แล้ว เราจะไปที่ไหนก็ได้ครับ)

Visa extension

เกิดเที่ยวแล้วติดลม 30 วันอาจจะไม่พอ อิหร่านก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เราสามารถต่อวีซ่าได้ง่ายมาก โดยต้องไปทำที่ OVIR ในแต่ละเมืองสำคัญดังนี้ เช่น Mashhad, Esfahan, Shiraz, Tehran เป็นต้นครับ โดยที่เราสามารถต่อได้ 2 ครั้งหมายความว่าอยู่ได้นานถึง 90 วันครับ


การเดินทางมาที่อิหร่าน

เครื่องบิน

สนามบินหลักๆของ Iran จะอยู่ที่ Tehran คือ

  • Imam Khomeini International Airport (IKA)
    • อยู่ห่างตัวเมืองราวๆ 30 กม.ทางตะวันตกเฉียงใต้ นอกเมืองเลย
    • เป็นสนามบินที่ใหญ่สุดของอิหร่าน สายการบินใหญ่ๆมักจะมาลงที่นี่ เช่นเดียวกับไฟลต์ของการบินไทย
    • วิธีการเข้าเมืองทำได้วิธีเดียวคือ Taxi ซึ่งโดยปกติราคาจะอยู่ที่ประมาณ 400,000 – 700,000 เรียล อยู่ที่การต่อราคาล้วนๆ และสำหรับผู้มาใหม่ ต้องเข้าใจเสมอว่า  Taxi จะคุยกันที่เงินสกุล Toman เป็นหลักนะครับ เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ดีๆ อ่านเพิ่มด้านล่างนะครับ ผมเขียนอธิบายไว้แล้ว
  • Mehrabad Airport
    • เป็น Domestic airport ครับ อยู่ในเขตเมืองเลย คล้ายๆกับดอนเมืองบ้านเรา
    • อันนี้ดีหน่อยมี Metro เข้าถึงได้
    • ถ้าต้องมีการต่อเครื่องระหว่าง IKA และ Mehrabad ขอให้เผื่อเวลาให้มากๆ เพราะการจราจรในเตหะรานบ้างครั้งมาบ้าสิ้นดีครับ 555+

ไฟลต์บินตรง

  • การบินไทย (กรุงเทพ – เตหะราน)
  • Mahan air (กรุงเทพ – เตหะราน)

แผนการเดินทางโดยสังเขป

แผนการเดินทางในอิหร่าน กี่วันดี อิหร่านเป็นประเทศที่ต้องมีอย่างต่ำ 5 วันสำหรับการมาที่นี่ ส่วนอย่างมากไม่มีครับ อยู่ไปจนเบือนั่นแหละ แต่ถ้าถามถึงจำนวนวันที่เหมาะสมละ ผมขอแบ่งไว้แบบนี้ละกัน โดยขอยึดหลักคนใช้เครื่องบินเป็นหลัก

แผน 5 วัน

5 วันถือเป็นเวลาที่กระชั้นชิดมากครับ เผื่อเวลาให้เตหะรานได้ 2-3 วัน แล้วก็ใช้เวลาอีก 2-3 วันสำหรับเมืองใดเมืองหนึ่งระหว่าง Shiraz และ Esfahan ครับ ถ้าถามจะไปทั้งสองได้ไหม คงไม่แนะนำเพราะสองเมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ควรมีอย่างต่ำ 2 วันเป็นอย่างน้อยในแต่ละเมืองครับล

Day 1 : Tehran
Day 2 : Shiraz / Esfahan
Day 3 : Shiraz / Esfahan
Day 4 : Tehran
Day 5 : Tehran

แผน 7 วัน

มีเวลาหายใจหายคอมากขึ้น 7 วันเป็นตัวเลขที่ผมว่ากำลังดีนะ เหมาะสำหรับคนที่มีวันลาไม่มากนัก เพราะได้เที่ยวเมืองเทพอย่าง Shiraz และ Esfafan รวมทั้งมาเก็บเล็กเก็บน้อยที่ Tehran ได้พอดี

Day 1 : Tehran
Day 2 : Esfahan
Day 3 : Esfahan
Day 4 : Shiraz
Day 5 : Shiraz
Day 6 : Tehran
Day 7 : Tehran

แผน 10 วัน

การมีเวลาเพิ่มอีก 3 วันจาก 7 วันทำให้เราออกนอกเส้นทางหลักไปที่เมืองโอเอซิสอย่าง Yadz และแวะเที่ยวเมืองอย่าง Kashan ได้ครับ

Day 1 : Tehran
Day 2 : Yadz
Day 3 : Yadz
Day 4 : Shiraz
Day 5 : Shiraz
Day 6 : Esfahan
Day 7 : Esfahan
Day 8 : Kashan
Day 9 : Tehran
Day 10 : Tehran

แผน 14 วัน

ถ้ามีเวลาถึง 2 อาทิตย์ สิ่งที่แนะนำเป็นอย่างแรกคืออยากให้ขึ้นเหนือไปที่ Tabriz ก่อนครับ Bazaar ที่นี่สวยจริงๆ แถมได้แวะเมืองที่สร้างจากดินอย่าง Kandovan และไปจบที่ทะเลสาบเกลือ Lake Urmia ก่อนที่วกกลับมายัง Tehran เพื่อเข้าสู่เส้นทางมาตรฐานครับ แต่สามารถทำเป็นวงรอบได้ โดยไปที่ Yadz เมืองโอเอซิส และป้อมดินเผาที่ Kerman และวกกลับมาที่เมืองมาตรฐานอย่าง Shiraz และ Esfahan ครับ ผมแนะนำไปที่ Qom ด้วยนะครับ เมืองศักดิ์สิทธิ์ไปดูแรงศรัทของคนมุสลิมที่นี่กันว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน หรือจะตัดออกแล้วไปที่ Mashhad เมืองที่ศักดิ์ที่สุดของอิหร่านเลยก็ได้ครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน

Day 1 : Tehran
Day 2 : Tabriz
Day 3 : Lake Urmia
Day 4 : Tehran
Day 5 : Yazd
Day 6 : Yazd
Day 7 : Kerman – Bam
Day 8 : Shiraz
Day 9 : Shiraz
Day 10 : Esfahan
Day 11 : Esfahan
Day 12 : Kashan
Day 13 : Qom
Day 14 : Tehran


ช่วงเวลาที่น่าเดินทาง

บรรยากาศอันแสนสบายในเมือง Esfahan

บรรยากาศอันแสนสบายในเมือง Esfahan

เหมาะสมที่สุด กลางเดือนมีนาคม ถึง ปลายเดือนพฤษภาคม

  • อุณหภูมิกำลังโอเค อยู่ระหว่าง 15-25 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อหนาวตัวเดินสบายๆเหงื่อไม่ออก
  • จะไปทะเลทรายก็ไม่ร้อน จะไปภูเขาก็ไม่หนาวมาก เรียกว่ากำลังโอเค
  • ระวังเดินทางในช่วงวันที่ 21 มีนาคม ถึง 3 เมษายน ของทุกปี เพราะนี้คือช่วงปีใหม่ของชาวเปอร์เซียที่เรียกว่า No Ruz ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างในประเทศแพงขึ้นมาก

เดือนนี้ก็โอเค เดือนมิถุนายน ถึง เดือนตุลาคม

  • อากาศร้อนมากขึ้น อยู่ระหว่ง 25-35 องศาในช่วงกลางวันได้
  • เหมาะสุดสำหรับการมาเดินเขา
  • ราคาไม่แพง

คิดใหม่อีกครั้งได้ถ้าจะมา เดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนกุมภาพันธ์

  • หนาวสุดๆ ไม่แนะนำให้มา เจอติดลบแน่นอน ใครขี้หนาวไม่ควรมา
  • ดีอย่างเดียวคือไม่ต้องแย่งกันเที่ยว ราคาต่อได้สนุก
  • สถานที่บางแห่งไปไม่ได้

ถ้าหันกลับมาดูตารางวันหยุดของคนไทย ช่วงที่ดูเหมาะสมที่สุดก็น่าจะเป็นช่วงสงกรานต์ครับ เพราะได้จำนวนวันที่โอเค ไม่น้อยเกินไป ร่วมกับสภาพอากาศที่ดูจะเป็นใจที่สุด ปีใหม่ไม่แนะนำเพราะหนาวเกินไปยกเว้นจะมาเล่นสกีครับ


เรื่องของ Sim มือถือ & Internet

พูดถึงเรื่องอินเตอร์เน็ตก่อน Wifi-internet ตามโรงแรม ที่พัก สถานที่สาธารณะ ต้องใช้คำว่าอย่าไปคาดหวังมากครับ มันช้าเหลือเกิน ยิ่งพวกเราที่คุ้นเคยกับ 4G กลางเมืองมาแล้ว มาเจอแบบนี้งงไปเลย แต่คนท้องถิ่นเขาก็เล่นของเขาไป เขาไม่ได้เปิด Youtube ดูหนังอะไรแบบบ้านเราครับ

ส่วนเรื่องของเครือข่ายมือถือในอิหร่าน ตอนนี้มีที่ผมเห็นคือ 2 เจ้า โดยได้ทดลองใช้ด้วยตัวเองมาหมดแล้ว โดยทั้งสองอันนักท่องเที่ยวคนไทยสามารถซื้อได้เอง โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตอะไร เพียงแต่มีขั้นตอนทางการกรอกเอกสารเล็กน้อย ใครเจอเจ้าหน้าที่วัยรุ่นก็โชคดีไป เข้าจะเข้าใจเราอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไปเจอคนขายวัยกลางคนก็พ่อเจ้าประคุณเอ๊ยลำพังคุยกันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอยู่แล้ว ให้กรอกเอกสารนี่ตายไปเลยครับ

สิ่งที่เหมือนกันทั้งสองค่ายนี้คือ Block Facebook, Gmail, Twitter แต่ Line, Instagram ไม่ block นะครับสามารถใช้ได้

  • MCI (Hamrah-e-Aval ) 

    • ชื่อจำยาก อ่านก็ยาก หาซื้อก็ยากครับ
    • ขั้นตอนในการขอซื้อซิมนี่โคตะระยากเลยครับ เอกสารเยอะแยะไปหมด แถมบางอันเป็นภาษาฟาร์ซีที่ต้องหาคนมาแปลให้ T_T
    • ความเร็วอินเตอร์เน็ตนี่ตะพาบน้ำที่บ้านเรายังเดินเร็วกว่า แต่เขาเคลมว่ามีทั้ง 3G 4G หมดละ
    • สรุป ถ้าเป็นไปได้ เลี่ยงดีกว่า ไปใช้ Irancell ดีกว่าครับ
  • Irancell   
    • หาซื้อซิมได้ง่ายมาก มีขายตามสนามบินและแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป
    • เน็ตความเร็วถือว่าโอเค
    • ต้องมีการลงทะเบียนเหมือน MCI แต่ว่าขั้นตอนน้อยกว่าเยอะ และต้องมีการปั็มลายนิ้วมือด้วยครับ นิ้วผมดำไปเป็นวันเลย คือปั๊มกับหมึกแท้ๆเลยนะครับ (ไม่ใช่แบบเครื่องสแกนลายนิ้วมือ)

รายละเอียดเรื่อง package ขอไม่ลงลึกเพราะมันเปลี่ยนแปลงบ่อย แต่ราคาก็ไม่ได้แพงมากครับ เน็ตก็ไม่ต้องซื้อเยอะมากก็ได้ เพราะบางทีมันก็ช้าจนเราขี้เกียจเล่นไปเอง 555+

ถ้าอยากเล่น Facebook/Twitter/Gmail ทำอย่างไร

  • วิธีที่ง่ายที่สุดคือไปหา VPN มาใช้ครับ
  • ถ้าใช้มือถือระบบ Android ใช้โปรแกรม Psiphon
  • ถ้าใช้มือถือระบบ Iphone ใช้โปรแกรม OpenDoor

เรื่องของอาหาร

อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่อาหารเลี่ยนมาก

แต่อย่างน้อยคนที่นี่เขาก็กิน “ข้าว” เป็นอาหารจานหลักอยู่บ้าน คนไทยอย่างเราเลยสบายไปไม่ใช่น้อย

คนที่อ่านภาษาฟาร์ซีไม่รู้เรื่อง อย่าริลองสั่งอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยไม่งั้นอาจจะได้ของที่สุดยอดมาทานจนเราตกใจก็เป็นได้

อันนี้เป็นรายการอาหาร ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฟาร์ซี ถ้าไม่รู้อะไรยื่นเมนูพวกนี้ไป ไม่อดตายแน่นอน

โดยผมจะมี trick การสั่งอาหารแบบนี้ครับ โดยเราต้องจำคำมาตรฐานให้ได้ บางอันจะถอดเสียงไทยได้ บางอันก็ขอไม่ถอดนะครับ ออกเสียงตามภาษาอังกฤษไปเลย

  • ข้าวของอิหร่านเป็นข้าว Basmati ที่เม็ดจะร่วนมาก ใครที่ชอบข้าวแห้งๆแบบผมจะมีความสุขมาก เราเรียกว่า “เจโล่” (چلو ,chelow)

ข้าว Basmati ในอิหร่านจะเรียกว่า “เจโล่” or Chelow

  • โรตีของอิหร่านจะแผ่นใหญ่และค่อนข้างหนา บางครั้งแห้งจนแข็งไปเลย เราเรียกว่า Lavash (لواش)

แผ่นโรตี (Lavash) แบบนี้คืออาหารจานหลักที่พบได้ทั่วอิหร่าน จะเอามากินเล่นเป็นอาหารว่าง หรืออาหารหลักก็ได้

  • ไก่ย่าง จะเรียกว่า จูเจ๊ะ เคบับ (Jūjeh-kabāb, جوجه‌کباب‎‎,)
  • แกะ/เนื้อย่าง จะเรียกว่า คูบิเด๊ะ เคบับ (Kabab koobideh,کباب کوبیده‎‎)
  • เคบับในความเข้าใจคนไทย ตัวผมเองด้วย (ตอนนั้น) มันจะเป็นแบบแผ่นขนมปังห่อเนื้อที่ถูกแล่มาจากแท่งใหญ่ๆตามแบบตุรกีใช่ไหมครับ ต้องบอกเลยว่าถ้ามาอิหร่านแล้ว เคบับ จะไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว แต่จะเป็นเนื้อที่ถูกย่างมากินกับข้าวหรือแผ่นโรตีตามแบบด้านบนครับ

ทีนี้การสั่งข้าว ก็จะเป็นแบบนี้ครับ มันจะเป็นการรวมคำของอาหารสองสิ่งนั่นเอง

  • ข้าวสวย + ไก่ย่างถ่าน (Chelow+ kebab jujeh, چلوکباب) อาหารกันตายของจริง ข้าว Basmati กับไก่นุ่มๆ เพลินเลย
  • ข้าวสวย + แกะย่างถ่าน (Chelow Kabab koobideh,کباب کوبیده‎‎)

Kubideh ก็คือเนื้อวัวหรือเนื้อแกะ ซึ่งเสียบไม้แล้วเอาไปย่างถ่าน มักจะเอามากินพร้อมกับ Lavash หรือ Chelow ครับ

  • ถ้าผมต้องการเนื้อผมก็สั่งไปแค่ kebab jujeh (ไก่ย่าง) หรือ Kabab koobideh (แกะย่าง)
  • หรือถ้าต้องการข้าวสวยเพิ่มก็สั่งเฉพาะ Chelow ไปเท่านั้นครับ

ระหว่างที่ผมอยู่ในอิหร่านเกือบจะยี่สิบวัน ก็กินวนไปวนมาตามนี้ครับ เพราะอยู่ท้อง อร่อย คุ้นกับคนไทยที่สุดแล้ว อ่อ ลืมไป พวกแผ่นโรตีเราก็เอามากินกับไก่ย่างเนื้อย่างได้เหมือนกัน แต่มันไม่ฟินเท่ากับกินกับข้าวนั่นเอง

แต่พวกอาหาร Fast food ในอิหร่านก็มีนะครับ เป็นร้านของคนท้องถิ่นเอง ไม่มีพวก KFC, McDonalds นะครับ จะเป็นพวกร้านขาย Hotdog, Sandwich อะไรพวกนี้ครับ


อัธยาศัยของคนอิหร่าน

  • คนอิหร่านโดยเฉพาะ “ผู้ชาย” ถือว่าเป็นหนึ่งในพวกที่ยิ้มเก่งและ (พยายาม) มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีที่สุดในโลก เขาจะเข้ามาทักทายพวกเราชาวเอเชียตะวันออกตลอดเวลา ชวนไปกินชา ชวนไปเดินเล่น หรือให้ถ่ายรูปให้ หรือจะถ่ายเซลฟี่ เอาทั้งหมดเท่าที่เขาอยากจะใช้เวลากับเราครับ
  • ส่วนคนอิหร่านผู้หญิงเท่าที่ผมเห็นได้สัมผัสรวมทั้งได้ฟังจากคนอื่นๆที่ไปมา ก็เห็นค่อนข้างตรงกันคือ ถ้าเป็นวัยรุ่นๆอายุช่วงประมาณ 20 กลุ่มนี้จะรู้จักโลกภายนอกผ่านทางอินเตอร์เน็ตและก็จะชอบดาราเกาหลี ญี่ปุ่นอะไรเหมือนกับคนไทยนี่แหละ พอมาเจอหน้าตาแบบผมเข้าไปที ร้องกรี๊ดกันแทบไม่ทัน ยังกะดารา เอ่อ ก็ดีเหมือนกันครับสำหรับคนเอเชียแบบเราๆมาอิหร่านจะมีผู้หญิงมาตามกรี๊ดตลอดทางเลยละ แต่ถ้าเป็นหญิงวัยผู้ใหญ่หน่อยก็มักจะค่อนข้างเก็บตัวละต่างจากวัยรุ่นครับ
  • และคำถามสุดคลาสสิกของคนที่นี่ คือจะถามว่า เรามาจากไหน ??? ยิ่งถ้าเราตอบว่า “I come from Thailand” เท่านั้นละ เจ้าประคุณเอ๊ย งานเข้าแน่นอนครับ เพราะคนอิหร่านจะยิ่งเลิฟเรายังกับเราผูกผันกันมาแต่ชาติปางไหน แรกๆ ผมก็ดีใจที่เขาชอบคนไทย ที่ไหนได้คนอิหร่านรู้แต่เพียงว่า คนไทย=คนพัทยา (เขาน่าจะแยกระหว่างประเทศไทยและพัทยาไม่ออก) เท่านั้นละครับ หลังๆเลยเลี่ยงที่จะไม่บอกว่ามาจากไทยแลนด์ เพราะขี้เกียจที่จะคุยเรื่องพัทยากับคนที่นี่ 555+
  • และถ้าเป็นผู้หญิงละ ไม่ควรตอบอย่างยิ่งว่ามาจากประเทศไทยนะครับ เพราะสายตาของชายหนุ่มที่นี่จะเปลี่ยนไปทันที ก็ตอบไปเจแปน โคเรีย ไชน่า ไทเป อะไรก็ว่าไปครับ
  • ศาสนาอิสลามคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนที่นี
    • ทุกสิ่งทุกอย่างของอิหร่านอยู่ภายใต้กฎของอิสลามทั้งหมดครับ
    • เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามเท่านั้น อย่าทำให้อะไรที่ต้องเป็นที่ต้องตาเขา
    • สถานที่สำคัญทางศาสนาเช่น มัสยิดศักดิ์สิทธิ์ในเมือง Mashhad หรือ Qom เราสามารถที่จะเข้าไปชมภายในได้ แต่ต้องมีผู้ที่ดูแลเราด้วยซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่เขาเตรียมไว้ให้เราแล้ว
    • บนแผงหนังสือ โทรทัศน์ หรืออินเตอร์เน็ต สุราและเครื่องดื่มที่ผสม Alcohol พวกสื่อต้องห้ามจะถูกแบนทั้งหมด
    • รถไฟใต้ดินแยกขบวนชาย-หญิง รถเมล์ตามเมือง ชายอยู่ด้านหน้า หญิงอยู่ด้านหลัง

เรื่องของเงิน

การเตรียมเงินไปเที่ยวอิหร่าน เป็นอะไรที่สำคัญมากครับ ด้วยเหตุผลตามนี้

  1. แม้ว่าล่าสุดอิหร่านโดนปลด sanction ทางเศรษฐกิจจาก USA แล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินกับประเทศใดๆได้รวมทั้งประเทศไทย ทำให้ เราไม่สามารถใช้บัตร Credit/Debit/ATM ได้ในประเทศอิหร่านครับ
  2. การแลกเงินในตลาด Black market และธนาคาร ที่อัตราการแลกเปลี่ยนต่างกันฟ้ายังกับเหว ต่างกันมากกว่า 30% ครับ

ข้อแนะนำดังนี้

  • ให้เตรียมเงิน USD , Euro เข้าไปให้พอดีหรือเกินไปตามที่คาดการณ์ไว้ ไม่มีการไปตายเอาดาบหน้าเด็ดขาด เพราะหาเงินไม่ได้จริงๆครับ พวกผมไม่ได้เตรียมตัวกันมาตอนแรก วันท้ายๆในอิหร่านนี่เกือบจะไม่มีเงินพอใช้แล้ว ถ้ากะไว้ว่าต้องใช้ 1000 USD ก็ให้เตรียมมาเพื่อสัก 200-300 USD เลยนะครับ
  • เราไม่สามารถแลกเงิน Irainian rial (IRR) ก่อนมาประเทศนี้ได้ถ้ามาจากไทย แต่อาจจะหาแลกได้ตามประเทศพรมแดนครับ หรือถ้าแลกได้เรทก็แย่มาก แนะนำให้ถือเงินสกุลหลักคือ USD/Euro ไปแลกตอนที่ไปถึงครับ
  • เรทอัตราการแลกเปลี่ยนเงินที่ดีที่สุดจะอยู่ตามตลาด เขาเรียกว่า Black market ซึ่งจริงๆผิดกฎหมายครับ แต่ในสภาพความเป็นจริงคือ แม้แต่ชาวอิหร่านเองถ้ามีเงินตัวเองเขาก็ไปแลกเป็นเงิน USD เก็บ เพราะเงิน Rial นั้นอ่อนค่าลงทุกวันด้วยเหตุผลด้านต้นครับ
  • เรทอัตราแลกเปลี่ยนล่าสุดระหว่างการแลกกับธนาคารกับตลาดมืดจะอยู่ที่ประมาณ 1 USD = 25,000 กับ 37,000 เรียลครับ ก็ประมาณ 1000 เรียล = 1 บาท

ทีนี้พอได้เงินมาแล้ว ก็มาเจอกับเรื่องงงๆเรื่องต่อไป

  • ค่าเงินประจำชาติปัจจุบันแม้จะคือ Iranial rial (IRR) แล้ว แต่ชาวบ้านทั่วๆไปก็มักจะเรียกสกุลเดิมคือ โตมาน (Toman) ควบคู่กันไป ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวที่พึ่งมาถึงงงและมีโอกาสจ่ายเงินพลาดสูงมาก เพราะผมก็พลาดมาแล้ว 555+
  • ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีแบงค์ 10,000 เรียลอยู่ในมือ มันจะมีค่าเท่ากับ 1,000 โตมานครับ (ต่างกัน 10 เท่า)
  • ทีนี้เวลาที่เราคุยเรื่องราคากันเนี่ย คนอิหร่านก็มักจะบอกเป็นเงินโตมาน (ทั้งๆที่ในมือถือธนบัตรเรียลอยู่ – -“) เช่น เวลาไปโบกมือเรียกแท๊กซี่เนี่ย สมมติเขาบอกว่า 1000 (เขาจะไม่พูดชื่อสกุลเงินนะครับ เขาจะพูดแต่ตัวเลขถ้วนๆ) นั่นหมายถึงเขาคิดเรา 10,000 เรียลนะครับ เราอย่าไปบ้าจี้ให้ 1,000 เรียล แล้วไปทะเลาะกับเขาละ 555+ อันนี้เป็นความเข้าใจกันทั้งประเทศนะครับ คนมาใหม่ต้องรีบปรับตัว
  • บางครั้งเราอาจจะงงเอง ว่ามันกี่บาทกันแน่ ให้ใช้ความรู้สึกว่า ทำไมราคามันทะแม่งๆจังวะ ถ้าเรารู้สึกแบบนี้เมื่อไร ให้ลองคำนวณหรือถามดีๆ ว่าจริงๆมันอยู่ในสกุลเรียลหรือโตมานกันแน่ครับ
  • ธนบัตรในอิหร่านมีโคตะระเยอะ ตามนี้ครับ 1000-2000-5000-10000-20000-50000-10000 และสภาพจะเหมือนสงครามโลกทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกใบเล็กๆอย่าง 1000 นี่ บางทีเขาให้เรามา พอเราจะขอแลกคืนดันบอกไม่เอาแล้ว เอ่อ แบบนี้ก็มีนะครับ ดูดีๆ

งงไปกับตัวเลขและภาษา

  • คนอิหร่านใช้ภาษาฟาร์ซีทั้งประเทศ โครงสร้างและตัวอักษรดูเหมือนภาษาอารบิค แต่ไม่เหมือนกันเลย
  • นอกจากภาษาของตัวเองเท่านั้นไม่พอ ยังใช้ตัวเลขของตัวเองอีก บร๊ะเจ้า
  • ตัวเลขที่ผมหมายถึงคือ ตัวเลขภาษาฟาร์ซีครับ คือคนที่เขาไม่ใช้เลขอารบิคหรือเลขโรมันแบบที่เราคุ้นเคย
  • ไม่เพียงตัวเลขบนธนบัตร บนป้ายรถเมล์ รถไฟ ป้ายบอกทาง หรือแม้แต่ตัวเลขบนโทรศัพท์มือถือมันก็คือตัวเลขฟาร์ซีครับ
  • มึนไปเลย ผมคงไม่มีคำแนะนำอะไรมากกว่าต้องพยายามจำให้ได้ด้วยตัวเองครับ


โรงแรมในอิหร่าน

ไม่มี Hostel ในอิหร่าน หรือถึงมีจริงๆก็น้อยมากกกก โดยที่พักส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมทั้งหมดครับ

และการจองล่วงหน้าผ่านอินเตอร์เน็ต หรือหาข้อมูลเบื้องต้นทำได้ยากมาก โรงแรมทั่วๆไปที่เรามักจะใช้ก็จะเป็น local hotel เป็นหลัก

เพราะพวกโรงแรมแบรนด์ดังๆ หรือเจ้าใหญ่ๆนั้น ราคาก็แรงพอสมควร อันนี้โดยส่วนตัวนะครับ เราสามารถใช้ข้อมูลของ lonely planet, Tripadvisor, Wikitravel ได้เหมือนกัน สำหรับการทำ research ข้อมูลล่วงหน้าก่อนเดินทาง

ลักษณะของที่พักในอิหร่าน

  • ส่วนใหญ่เป็น local hotel ที่ทำงานกันแบบบ้านๆ ธุรกิจครอบครัวไรงี้
  • ไม่สามารถจองทางอินเตอร์เน็ต ต้องเป็นการ walk in อย่างเดียว ไม่แนะนำให้มานอกเวลาทำการปกติเช่นกลางดึก เพราะอาจจะเปิดประตูไม่ได้ครับ
  • ห้องน้ำในอิหร่าน จะมีสองแบบคือ ส้วมนั่งยอง (squat) และส้วมชักโครก เราเลือกดูได้นะครับ ระหว่างตอนดูห้อง แต่ >80% เป็นส้วมนั่งยองทั้งหมด
  • เราต้องฝาก passport ไว้กับ reception ตามกฎหมาย โดยให้ถ่ายสำเนาของเราเก็บไว้ที่ตัวอีกอันหนึ่งนะครับ

การเดินทางภายในอิหร่าน

Taxi (หรือเรียกว่า Savari)

  • Taxi ของอิหร่าน ก็คือรถบ้านทั่วๆไปที่วิ่งอยู่ตามท้องถนนครับ คนขับจะทำตัวเป็น Uber ที่ไม่มีแอพ คนอย่างเราไม่รู้หรอกว่าใครจะรับเรา เราเพียงไปยืนข้างถนนโบกไม้โบกมือไปมา เดี๋ยวจะมีรถมาจอดหน้าเราเองครับ ขึ้นไปแบบงงๆ
  • Taxi ของอิหร่าน จะไม่มีเหมือนบ้านเรา คือที่นี่เป็น shared taxi ครับ คันนึงจะนั่งกัน 4 คน (ข้างหน้า 1 + ข้างหลัง 3) ถ้าเราอยากเหมา เราก็ต้องบอกคนขับแลกจ่ายเพิ่มส่วนเกินให้ ซึ่งเราคงคุยกับเขาไม่รู้เรื่องแน่ๆ ขอข้ามไป 555+
  • Taxi ของอิหร่าน จะไม่มีมิเตอร์ครับ ไม่ต้องถามหา คุยกันด้วยสัญญาลมปากล้วนๆ เคลียร์สถานที่กันให้ชัดก่อนออกเดินทาง ราคามาตรฐานกะกันเอาเองครับ และอีกอย่างคุยกันให้ดีว่าเงิน เรียล หรือ โตมาน ไม่งั้นอาจมีเงิบได้
  • คนที่เป็นผู้โดยสารคนแรกของ Taxi คันนั้น จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคนขับ โดยที่คนขับจะคอยมองหาผู้โดยสารมาเติมให้เต็มรถ โดยเขาจะเลือกเฉพาะคนที่อยู่ในเส้นทางเดียวกันมาผสมผสานกันครับ
  • ค่าโดยสารโดยประมาณ เอาตามจุดหมายทั่วๆไปในเมือง Tehran จะอยู่ที่ 10,000 – 20,000 เรียลต่อคนครับ
  • ถือเป็นวิธีการเดินทางในระยะทางสั้นๆที่ถูกและเร็วดีครับ แต่ taxi แบบนี้แหละคือตัวการทำรถติดชั้นดีเลย เพราะจอดรถตามใจคนลงหรือคนขับครับ มันมั่วและไร้ระเบียบมากๆ

MRT

  • ในเมืองใหญ่อย่าง Tehran จะมีเครือข่ายรถไฟใต้ดินที่อภิมหาใหญ่ ชนิดที่กรุงเทพชิดซ้ายครับ
  • ค่าโดยสารถูกเหลือเชื่อ ราคาเดียว ไม่ว่าจะต่อกี่ทอดหรือกี่สถานี นับเป็นเที่ยวไปเลย เที่ยวละ 10,000 เรียลครับ
  • เป็นวิธีการเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาถูก
  • คำแนะนำคือไม่ควรใช้รถไฟใต้ดินในชั่วโมงเร่งด่วนครับ เพราะมันคือรังมดชัดๆ แทบจะขี่คอกันเดิน โบกี้หนึ่งจะแน่นไปด้วยคนทุกอณู
  • ถ้าจะไปสนามบินหรือต้องมีการย้ายสัมภาระให้หลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วนเช่นเดียวกัน
  • เพศชาย-เพศหญิงจะมีโบกี้แยกกันครับ (แต่ผู้หญิงสามารถมาขึ้นโบกี้ชายได้ แต่ต้องมีผู้คุ้มกัน)

รถเมล์

  • ถ้าเป็นในเมืองใหญ่ๆ หรือพวกรถของบริษัทดีๆ จะต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าก่อนที่เคาท์เตอร์ก่อนจะไปขึ้นรถครับ เพราะบนรถจะไม่มีการเก็บเงินหรือทอนเงินอีกแล้ว
  • ตัวเลขและภาษาบนรถเกือบจะเป็นฟาร์ซีทั้งหมด ถ้าไม่เข้าใจภาษา การเดินทางด้วยรถเมล์นี่ต้องอาศัยทักษะความมั่วระดับเซียนครับ
  • ต้องอย่าลืมว่าเขาจะแบ่งเพศกันบนรถนะครับ ผู้ชายจะอยู่ในโซนหน้าทั้งหมด และผู้หญิงก็จะอยู่ในโซนหลังทั้งหมด ห้ามมั่วเด็ดขาด

Inter-city bus

  • แต่ละเมืองจะมีสถานีรถบัสประจำเมืองอยู่ แต่ในเมืองบิ๊กเบิ้มอย่าง Tehran จะมีหลายที่มาก แบ่งเป็นสายเหนือใต้ออกตกแบบกรุงเทพบ้านเราครับ ให้เช็คดีๆก่อนด้วยว่าออกจากที่ไหน เพราะแต่ละที่อยู่ไกลกันมาก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพของเมือง Tehran
    • สายตะวันตก (Terminal-e-gharb) อันนี้เป็นรถที่เอาขึ้นเมืองทางเหนือ เช่น Tabriz หรือเตรียมตัวไปประเทศอาร์เมเนียหรืออาเซอร์ไบจานครับ
    • สายตะวันออก (Terminal-e-shargh) สำหรับไปเมืองทางทิศตะวันออกเช่น Mashhad
    • สายใต้ (Terminal-e-jonoob) อันนี้เป็นอันที่เราจะได้ใช้เยอะ เพราะรถไป Esfahan, Shiraz, Yazd, Kerman ออกจากที่นี่ทั้งหมดครับ ตรงนี้จะมี Metro มาโผล่พอดี เป็นที่มาได้ง่ายที่สุดแล้ว
    • Beihaghi bus terminal (Terminal-e-beihaghi)
  • บรรยากาศจะเหมือนการซื้อตั๋วรถทัวร์ในหมอชิตไม่มีผิดเพี้ยน คือมีเป็นตู้ๆ แยกไปกันแต่ละเส้นทางครับ
  • ซื้อตั๋วออนไลน์ไม่ได้ ต้องไปซื้อหน้างานสถานเดียว ก็แนะนำให็ซื้อก่อนวันเดินทางจริงครับ กันเหนียวไว้ก่อน
  • ถ้าเดินทางช่วงกลางคืนจะเป็นรถนอน (ที่เบาะปรับเอนได้นิดเดียว ไม่ใช่แบบบ้านเราหรือของเมืองจีนที่นอนไปเลยแบบนั้นนะครับ)
  • เป็นวิธีการเดินทางที่ดีอีกทางหนึ่งในการใช้ระหว่างเมืองท่องเที่ยวหลักๆ เช่น Tabriz , Tehran , Isfahan, Shiraz, Kerman เนื่องจากใช้เวลาประมาณ 1 คืนพอดี
  • ค่าโดยสารถูกแบบเหลือเชื่อ เช่นจากเตหะรานไปอิสฟาฮาน จะอยู่ราวๆ 200 บาทเอง สำหรับ VIP ข้ามคืนครับ

Train

  • เส้นทางรถไฟในอิหร่านถือว่าไม่ครอบคลุมมากนัก ใช้ได้แต่เมืองหลักๆอย่าง Tabriz , Tehran , Qom , Mashhad
  • ส่วนใหญ่เป็นรถไฟรางเดี่ยว ยกเว้นเส้นทาง Tehran – Mashhad ที่เป็นรถไฟรางคู่แล้ว ทำให้เวลาค่อนข้างแน่นอน
  • ผมใช้บริการในเส้น Tehran – Mashhad เป็นรถไฟตู้นอน ที่แยกเป็นห้องๆ ห้องละ 4 เตียงบน-ล่างครับ คุณภาพถือว่าดีเลยตามมาตรฐานครับ แนะนำให้ลองใช้บริการถ้าจะไป Mashhad นะครับ

Plane

  • ดูจะเป็นวิธีที่คุ้มค่าเงินในเรื่องของเวลาที่สุดแล้ว
  • ราคาเที่ยวบินเฉลี่ยก็ประมาณ 1,000 – 2,000 บาท
  • การซื้อตั๋วแนะนำให้ทำที่ local office จะสะดวกกว่ามากนะครับ
  • เที่ยวบินภายในอิหร่านจะบินจากสนามบิน Mehrabad เท่านั้นนะครับ อย่าไปผิดสนามบินเด็ดขาดเชียว

ลุยเดี่ยว VS ไปเป็นกลุ่ม

คำถามนี้น่าสนใจครับ เพราะบางครั้งการหาเพื่อนไปอิหร่านด้วยนี่ยากยังกะหาคู่ชีวิตที่จะร่วมเดินทางไปพร้อมกัน ถ้าถามไปคนเดียวได้ไหม ตอบกำปั้นทุบดิน ไม่มีที่ไหนในโลกที่ไปคนเดียวไม่ได้ครับ เดี๋ยวผมพูดข้อดี-ข้อเสีย เอามาเทียบกับให้เห็นภาพครับ โดยจะยกเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ

ที่พัก เนื่องจากไม่มี Hostel ในอิหร่าน ไม่มี dorm room ในอิหร่าน นั่นหมายความว่าถ้าเรามาคนเดียว เราก็ต้องเปิดห้องที่มีสองเตียงเพื่อนอนคนเดียว ทำให้ค่าใช้จ่ายค่าที่พักเพิ่มขึ้นเท่าหนึ่งทันที และการจะมาเดินหาคนแชร์ห้องกับเรานั้นก็รู้กันดีว่ายากขนาดไหนครับ ยิ่งถ้าไปในเมืองที่เล็กลงอย่าง Yazd จะยิ่งหายากขึ้นไปอีก และบางครั้งมีแต่ที่พักราคาแพงซ้ำเติมอีกทอด ผมเคยเห็นฝรั่งใช้ coachsurfing ครับแต่ก็ไม่ง่ายและไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีเวลาจำกัดในการเที่ยวครับ

เพศ ผู้หญิงจะเที่ยวคนเดียวได้ยากกว่ามาก เนื่องจากโดยธรรมชาติก็ตกเป็นเป้าสายตาอยู่แล้ว ผมเคยเจอเพื่อนผู้หญิงชาวดัตช์คนหนึ่งที่เมือง Kerman เธออายุ 22 ปีครับ แต่ว่าตัวใหญ่มาก อยู่เที่ยวอิหร่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่คืนนั้นเป็นคืนที่รอขึ้นรถบัสนอนไปยังจุดหมายถัดไปทั้งคู่ เธอเล่าให้ผมฟังว่าเธอดูจู่โจมด้วยสายตาตลอดทุกวันที่อยู่ในอิหร่าน และในคืนนั้นเธอให้ผมเดินไปส่งเธอที่ทางขึ้นรถ เนื่องจากรู้สึกว่าลางสังหรณ์ใจไม่ดี ก็เลยคิดว่าถ้าหญิงไทยจะมาเดี่ยวก็ต้องใช้ความระมัดระวังให้มากๆครับ แต่ถ้าเป็นในเขตเมืองใหญ่ๆเช่น Tehran, Esfahan, Shiraz อันนี้บรรยากาศจะปลอดภัยกว่าครับ และที่สำคัญอย่างยิ่งการแต่งตัวให้เหมือนคนท้องถิ่นมากขึ้นเท่าใดก็คือลดโอกาสการเป็นเป้าสายตามากขึ้นเท่านั้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการคลุมผม หรือการใส่ผ้าคลุมใหญ่ๆเพื่อปิดบังร่างกายของตนเองครับ


คำถามสุดท้าย “ปลอดภัยจริงไหม”

ปลอดภัยครับ เที่ยวได้แน่นอน แค่นี้ละ โอเค อยากได้หลักฐานยืนยันใช่ป่าว ได้ครับ

ภาพนี้เอามาจากข้อมูลของรัฐบาลอังกฤษที่ทำเอาไว้ให้คนตัวเองใช้ดูเป็นข้อมูลในการเดินทางครับ (Ref : https://www.gov.uk/foreign-travel-advice/iran)

  • สีแดง = ไม่ควรไป คือพื้นที่บริเวณชายแดนปากีสถานและอิรัก
  • สีเหลือง = ไปได้ แต่ให้ระมัดระวัง
  • สีเขียว = ไปได้ตามปกติ ระมัดระวังตามปกติ

ถ้าดูจากแผนที่ก็จะเห็นว่าเขตส่วนใหญ่ที่เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวนั้นก็สีเขียวทั้งหมดครับ เพราะฉะนั้นไปได้


สถานที่น่าสนใจอิหร่าน คัดมาแล้วเน้นๆ

Grand Bazaar แห่งเมือง Tabriz

Tabriz เป็นเมืองที่ตั้งอยู่เกือบจะเหนือสุดของประเทศอิหร่าน นักท่องเที่ยวทั่วๆไปมักจะมาไม่ถึง เพราะอยู่นอกเส้นทางท่องเที่ยวมาตรฐานไปมาก แต่ในทางตรงกันข้าม Tabriz จะเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกที่นักเดินทางข้ามพรมแดนจะเจอเป็นที่แรกถ้ามาจากประเทศตุรกี อาร์เมเนีย หรืออาเซอร์ไบจาน ทำให้ Tabriz เป็นเสมือนหนึ่งจุดแวะพักที่สำคัญจุดแรกในเส้นทางสายไหม (Silk road)

Grand Bazaar ของเมือง Tabriz คือมรดกโลกที่ UNESCO มอบให้ เพราะมันทั้งใหญ่ ทั้งเก่าแก่ และมีเสน่ห์แบบสุดๆ เป็น Bazaar ที่ดีกว่าที่ๆไหนในอิหร่าน ต่อให้ Shiraz, Esfahan, Tehran ก็เถอะ แพ้ Tabriz ทั้งหมดครับ เขาว่ากันว่าเราสามารถหาทุกอย่างได้จากที่นี่ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ และแน่นอนสินค้าขึ้นชื่อก็คือ “พรมเปอร์เซีย” นั่นเองครับ ส่วนแมวเปอร์เซียนั้นผมไม่เห็นนะ

นอกเหนือจากตัว Bazaar อันใหญ่โตมโหระทึกแล้ว อย่าลืมไปแวะที่ El Gölü ด้วยนะครับ จะได้เป็นทะเลสาบและเมือง Tabriz จากมุมสูงว่าสวยงามเพียงใด อย่าลืมใส่ Tabriz ไว้ในแผนการเดินทางของทุกๆคนนะครับ ไม่งั้นเสียใจแน่นอน

หมู่บ้านฟลินท์สโตนแห่งหมู่บ้าน Kandovan

นอกเหนือจากเมือง Cappadocia ที่ตุรกีแล้ว ที่อิหร่านก็ยังมีบ้านของชาวเมืองที่ไปสร้างเจาะทะลุหินทำเป็นโพรงแล้วตัวเองเข้าไปอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน บางหลังสร้างขึ้นมาใหม่ก็อยู่ด้านนอก พวกที่อยู่มาแต่ดึกดำบรรพ์ก็อยู่ในภูเขา นอกเหนือจากนี้ยังมีโรงแรมที่สร้างในสไตล์บ้านดินแบบนี้ไว้บริการนักเดินทางอีกด้วย

คำว่า “Kando” เป็นภาษาอิหร่านแปลว่า “รังผึ้ง” ความหมายชัดเจนว่าทำไมถึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า Kandovan ครับ คนแรกที่มาอาศัยที่นี่ก็ราวๆ 700-800 ปีที่แล้วในสมัยที่ชาวเมืองต้องมาอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ เพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตาของกองทัพทหารม้าของมองโกลอันเกรียงไกรของเจงกิสข่านที่บุกตะลุยโลกมาถึงเปอร์เซีย

หมู่บ้าน Kandovan เป็นสถานที่ๆนักท่องเที่ยวทั่วไปรู้จักกันน้อยครับ เพราะเขตภาคเหนือของอิหร่านคนมักจะมากันไม่ถึง แต่ถ้าได้มาแล้วบอกได้เลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน ความสนุกของการเดินทางคือบางครั้งการได้ไปเห็นอะไรที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนนี่แหละ

วิธีการเดินทางมา (37.795530, 46.247940)

  • เริ่มต้นที่เมือง Tabriz ทางภาคเหนือของอิหร่านครับ สะดวกที่สุด อยู่ห่างไปประมาณ 45 กิโลเมตร
  • หารถ Taxi จากใน Tabriz เลยโดยให้ต่อราคากันเอง ค่าจ้างโดยมาตรฐานจะอยู่ประมาณ 400,000 – 600,000 IRR

Kandovan หมู่บ้านฟลินต์สโตน

Oasis แห่งเมือง Yazd

ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนแรง มีเมืองโอเอซิสเมืองหนึ่งที่เป็นจุดศูนย์กลางลัทธิบูชาไฟ และเมืองนี้เกือบทั้งเมืองสร้างด้วยดินเหนียวและก้อนอิฐนับหมื่นๆแสนๆก่อน เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดอีกแห่งของตะวันออกกลาง ตรอกเล็กๆในเมืองลัดเลาะไปมาเหมือนกับรังมดที่ทำเอาคนแปลกหน้าอย่างผมเดินหลงทางไปหลายครั้ง

โรงแรมใน Yazd เกือบทั้งหมดจะถูกดัดแปลงมาจาก “คาราวานเซราย” (Caravanserai) หรือที่พักของพวกนักเดินทางข้ามแผ่นดินทางสายไหมในอดีต ที่จะมาตั้งเมืองตามเขตโอเอซิส ที่พักพวกนี้ตรงกลางจะเป็นอ่างน้ำ และมีห้องแยกย่อยไปพร้อมมีโถงตรงกลางไว้ทำกิจกรรมร่วมกัน

และถ้าใครได้ขึ้นไปอยู่บนอาคารสูงเราจะมองเห็นกลุ่ม “Wind tower” ที่เป็นภูมิปัญญาของชาวเปอร์เซียสมัยโบราณที่สร้างระบบระบายอากาศแบบธรรมชาติขึ้นมาเพื่อทำให้พวกสามารถอาศัยอยู่ในบ้านดินในยามที่อุณหภูมิด้านนอกสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสในฤดูร้อนได้ครับ

และถ้ามาถึง Yazd แล้วต้องอย่ามาดู Amir Chakhmakh Complex ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ Yazd ครับ

Amir Chakhmakh Complex

จัตุรัสอิหม่าม ศูนย์กลางของโลกในยุคกลาง (Imam square)

ขอให้ลืมทุกๆเมืองในอิหร่านที่เราไปเที่ยวมา เมื่อเรามาอยู่ที่อิสฟาฮาน (Esfahan) เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลก หรือวลีในสมัยโบราณที่เรียกว่า “ครึ่งหนึ่งของโลกอยู่ที่อิสฟาฮาน” ภาษาฟาร์ซีออกเสียงว่า “Nesf-e-Jahan” สถานที่สำคัญของอิสฟาฮาน (Esfahan) คือ

  • จัตุรัสอิหม่าม (Imam’s square) ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา เป็นรองก็เพียงเทียนอันเหมินที่กรุงปักกิ่งเท่านั้น นอกจากความใหญ่ของตัวจัตุรัสเองแล้วยังไม่พอ บรรดาสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่รายล้อมทั้งสี่ทิศของจัตุรัสก็คือมรดกเพชรเม็ดงามแห่งอารยธรรมเปอร์เซียที่แท้จริงอีกด้วยครับ
    • ทางทิศใต้ มี Imam Mosque
    • ทางทิศตะวันออก มีมัสยิด Sheikh Lotf Allah
    • ทางทิศตะวันตก มีพระราชวัง Ālī Qāpū
  • สะพาน Si-o-Seh Pol อีกหนึ่งสัญลักษณ์สุดคลาสสิคของอิสฟาฮาน ที่ชาวเมืองมักจะมาใช้เวลายามเย็นจนค่ำคืนกันที่นี่

สะพาน Si-o-Seh Pol

“ครึ่งหนึ่งของโลกอยู่ที่อิสฟาฮาน” “Esfahan is half of the world” “Nesf-e-Jahan” “روزنامه نصف جهان”

มัสยิดสีชมพูแห่งเมือง Shiraz (Nasir ol Molk Mosque)

Shiraz เมืองเอกแห่งคีตกวีของอิหร่าน การมาอิหร่านจะไม่มีวันสมบูรณ์ถ้าเราไม่ได้มาที่ Shiraz ลืมเรื่องบรรยากาศร้อนๆอบๆอ้าวๆของทะเลทรายไปก่อนได้เลยครับ เพราะว่า Shiraz ถือเป็นเมืองที่สุดคลาสสิคโรแมนติคสุดติ่งของดินแดนเปอร์เซียเลยก็ว่าได้ครับ

มัสยิดสีชมพู หรือชื่อเรียกภาษาอาหรับว่า “Nasir ol Molk Mosque” ภาพของห้องโถงมัสยิดที่มีแสงสีต่างๆลอดช่องผ่านแนวกระจกสีบนผนังหน้าต่างทำให้เกิดเป็นสีสรรที่แตกต่างกัน

เคล็ดลับของการได้ภาพสวยของที่นี่ ต้องถูกที่ ถูกเวลา และถูกสถานการณ์ครับ ช่วงระยะเวลาประมาณ 09.00 – 10.00 ของทุกวันถือเป็นช่วง Climax ที่มุมของแสงสะท้อนจะทำมุมพอดี ดังนั้นถ้าอยากจะได้ภาพสวยก็ต้องมาในเวลานี้ครับ แต่ก็แน่นอนว่าคนจะมากันเยอะมากเช่นเดียวกัน

สมควรที่จะมาให้เห็นก่อนตายครับสำหรับมัสยิดสีชมพูแห่งเมือง Shiraz

“Eram Garden” วิลล่าและสวนสไตล์เปอร์เซียขนานแท้ อีกหนึ่งมรดกโลกที่อยู่ใน Shiraz

อนุสรณ์สถานแห่งหนังเรื่อง 300 ที่ Persepolis

หากทุกคนยังจำหนังเรื่อง 300 ที่มีพระเอกสายบู๊ยกกองทัพมดสู้กับกองทัพมหาประลัยของจักรวรรดิเปอร์เซีย และที่ Persepolis ก็คือจุดศูนย์กลางของจักรวรรดินี่เอง ก่อนที่จะถูกจอมทัพอเล็กซานเดอร์มหาราชยกทัพมาเผาราบเป็นหน้ากลองจนกลายเป็นมรดกโลกมาถึงทุกวันนี้

Persepolis คือสถานที่ๆคนรักประวัติศาสตร์จะตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น เสาหนึ่งต้นที่เราเห็นล้วนแต่มีประวัติความเป็นมาสองสามพันปีทั้งนั้น ตัวอักษรที่ถูกจารึกอยู่บนแผ่นหินมีชื่อว่า “อักษรลิ่ม” หรือคูนิฟอร์ม (Cuneiform) ที่ถือว่าเป็นตัวอักษรที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติเลยทีเดียว การมาที่นี่จะเหมือนการรำลึกความหลัง

นอกเหนือจากตัวเขต Persepolis แล้วห่างออกไปไม่ไกลจะเป็น Necropolis (Naqsh-e Rustam) ที่เป็นสุสานหลวงของจักรพรรดิเปอร์เซียในอดีตที่สร้างด้วยการเจาะโพรงเข้าไปในภูเขา ยิ่งใหญ่และตระการตามาก

The Fatima Masumeh Shrine

เราจะไม่มีวันเข้าใจศรัทธาของคนเปอร์เซียที่มีต่อศาสนาอิสลามได้เลยถ้าไม่ได้มาที่เมือง Qom ที่ตั้งอยู่ห่างจากเตหะรานมาไม่ไกลนัก ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงก็จะมาถึงเมืองที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาอิสลามชีอะห์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมลงจากรถมาถึงเมือง Qom สิ่งแรกที่สัมผัสได้เลยก็คือบรรยากาศของความศรัทธาที่ฟุ้งกระจายไปทั่วดินแดนตรงนี้

ไฮไลท์ของการมาเยือนเมือง Qom คือการได้เข้าชม The Fatima Masumeh Shrine ที่เป็นที่ฝังพระศพของพระนางฟาติมะห์ ที่เป็นน้องสาวของอิหม่ามเรซา (Imam Reza) อิหม่ามลำดับที่แปดตามประวัติศาสนาของอิสลามนิกายชีอะห์ โดยคนพุทธจะสามารถเข้าไปถึงลานได้ในได้ แต่จะไม่สามารถเข้าไปถึงส่วนด้านของสุสานได้ครับ

ป้อมปราการดินเผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก Bam

เกือบจะสุดดินแดนทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอิหร่านจะมีเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Bam ที่มีป้อมปราการโบราณ (Arg-e Bam) ที่สร้างจากดินเผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นอีกหนึ่งสถานที่ในอิหร่านที่ UNESCO มอบหลักฐานการันตีความยิ่งใหญ่ของที่นี่ การมาที่ Bam เหมือนกับการได้ขึ้นไทม์แมชชีนย้อนหลังไปพันปีในสมัยที่ Bam ยังเป็นจุดแวะพักที่สำคัญของคาราวานเส้นทางสายไหมในอดีต

Mashhad ศูนย์รวมแห่งความศักดิ์สิทธิ์

อิสลามคือทุกสิ่งทุกอย่างของอิหร่าน และ Mashhad ก็คือทุกสิ่งทุกอย่างของอิหร่าน เลยทำให้เมือง Mashhad เป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของอิหร่านในเรื่องของความเป็นอิสลามมีความศักดิ์สิทธิ์สูงที่สุด ศูนย์รวมทางจิตใจของคนอิหร่านทุกๆคน ความสำคัญของ Mashhad คือเป็นสถานที่ฝังศพของอิหม่ามเรซา (Imam Reza) ในความเชื่อของอิสลามชีอะห์ยกให้ Mashhad มีความศักดิ์เป็นรองเพียงเมือง Meccaที่ซาอุดิอาระเบีย และ Karbala ที่อิรักเท่านั้น

Imam Reza shrine ถือเป็นหนึ่งในศาสนาสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ของขนาดพื้นที่และจำนวนคนที่อยู่ข้างใน คนที่ไม่ใช่มุสลิมเช่นผมก็สามารถที่จะเข้ามาด้านในได้เช่นเดียวกัน แต่ต้องมีผู้ดูแลของทางเขาเป็นคนพาเราเดินชม ไม่สามารถเดินไปเดินมาเองได้ครับ ที่นี่เปิด 24 ชั่วโมงเราสามารถที่จะเดินเข้าเดินออกได้ตลอดเวลาครับ ผมแนะนำให้มาช่วงตอนใกล้เย็นๆ เพราะอากาศจะกำลังดีไม่ร้อน มาอยู่ร่วมบรรยากาศการละหมาดเย็นโดยพร้อมเพียงกันของคนที่นี่ รับรองขนลุกซู่เลยในแรงศรัทธาในอิสลามของคนที่นี่

ถึงแม้ Mashhad จะอยู่ไกลและออกนอกเส้นทางปกติไปมาก แต่ก็ยังยืนยันว่าถ้ามีเวลาก็ต้องมาครับ มันจะเป็นอิหร่านในความรู้สึกที่ไม่สามารถหาได้จากเมืองอื่นๆในอิหร่านอีกแล้ว

เมืองหลวงเตหะราน (Tehran)

ศูนย์กลางความเจริญของประเทศ ทุกๆคนต้องได้มาแวะที่เตหะรานเป็นแน่แท้ เตหะรานมีทั้งสถานที่ๆเข้มข้นไปด้วยประวัติศาสตร์ และความก้าวหน้าทันสมัยของเทคโนโลยีได้ในเวลาเดียวกัน

Milad tower กับความภาคภูมิใจของชาวเตหะราน


ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

ผมขอสรุปค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางในอิหร่านที่เวลามาตรฐานประมาณ 10 วันครับ

  • ค่าเครื่องบิน ไปกลับ กรุงเทพ – เตหะราน 20,000
  • ค่า Visa ทำจากเมืองไทย 2,025 บาท
  • ค่ารถนอน โดยประมาณตีไว้ 500 บาทต่อเที่ยว เท่ากับ 2,500 บาท
    • เส้นทาง Tehran – Yazd
    • เส้นทาง Yazd – Kerman
    • เส้นทาง Kerman – Shiraz
    • เส้นทาง Shiraz – Esfahan
    • เส้นทาง Esfahan – Tehran
  • ค่าที่พัก 4 คืน (หักคืนที่นอนบนรถ) คืนละ 600 เท่ากับ 2,400 บาท
  • ค่าเดินทางในเมืองทั้งหมด 9 วัน ตีไว้วันละ 300 เท่ากับ 2,700 บาท
  • ค่าอาหาร เฉลี่ย 200 บาท/มื้อสามเวลา  เท่ากับ 6,000 บาท
  • ค่าเข้าชมสถานที่ เผื่อไว้ให้ทั้งหมดประมาณ 4,000 บาท
  • ค่าจิปาถะ 3,000 บาท

รวมเป็นประมาณ 40,000 – 44,000 บาท


Comments

comments