“Iceland” Beautiful Things Don’t Ask For Attention

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in       7 months ago     7028 Views     Comments Off on “Iceland” Beautiful Things Don’t Ask For Attention  

 เวลาอยู่ในเมือง

เวลาโหยหาธรรมชาติ

เราจะมองขึ้นฟ้า

ฟ้าเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา

เมฆบนฟ้าก็หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู

ดาวบนฟ้าก็สุกสว่างส่องประกายสวยงาม

เป็นศิลปะที่หาดูได้ง่ายที่สุด

และก็สวยงามที่สุดสำหรับเรา

ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆในการชม

แค่แหงนมองขึ้นไป

และหากบนฟ้านั้นมีแสงออร่าแปลกๆพุ่งออกมาด้วย

คงจะมหัศจรรย์ไม่น้อย

แสงประหลาดบนฟ้าที่มีหลายสี

จะออกมาพบเจอกันเมื่อวันฟ้าโปร่ง

ในสถานที่ซึ่งห่างไกลจากบ้านเรานัก

แสงที่เราเรียกกันว่า

“แสงเหนือ”

เป็นความใฝ่ฝันของคนรักท้องฟ้า

ที่อยากเห็น

อยากพบเจอ

ท้องฟ้าในมิติที่แตกต่าง

ท้องฟ้าที่ส่องแสงสีประหลาด

สักครั้งก็ยังดี :))))


การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจาก

ความใฝ่ฝันว่า

สักครั้งในชีวิตต้องขอเห็นแสงเหนือด้วยตาตัวเอง

และสถานที่ที่เราเลือกชมแสงเหนือคือ

“ประเทศไอซ์แลนด์”

ประเทศที่มีสภาพภูมิประเทศ และธรรมชาติที่สวยงาม

คนส่วนใหญ่ชอบมาชมแสงเหนือที่นี้

เพราะการเห็นแสงเหนือ

ที่มีฉากหน้าเป็นธรรมชาติที่งดงาม

เป็นอะไรที่ฟินที่สุด;)


แผนเปลี่ยนไปตามท้องฟ้า

Anticlockwise or Clockwise?

เนื่องด้วยประเทศไอซ์แลนด์เป็นเกาะ มีถนน Ring Road No.1 เป็นถนนเส้นหลักที่วิ่งเป็นวงกลมรอบเกาะ และมีถนน F Road เป็นถนนที่อยู่ในส่วนของตอนกลางของประเทศที่เรียกว่า Highland ซึ่งหน้าหนาวถนน F Road จะเข้าไม่ได้

ช่วงที่เราเดินทางคือ 1-17/04/2017 ซึ่งเป็นปลายฤดูหนาว แผนการเดินทางจึงเป็นการวนรอบเกาะไปตาม Ring Road No1.โดยมีเส้นทางให้เลือกสองแบบ คือ ขับวนตามเข็มนาฬิกา กับ ขับทวนเข้มนาฬิกา โดยจะเลือกแผนไหนก็ขึ้นกับท้องฟ้า ฟ้าเปิดที่ไหนเราก็ไปทางนั้น โดยสามสิ่งที่เรา Check ก่อนออกเดินทาง คือ

*พยากรณ์อากาศ: http://en.vedur.is/

*ค่า Kp index: http://en.vedur.is/weather/forecasts/aurora/

*สภาพถนน: http://www.vegagerdin.is/

หลังจากดูพยากรณ์จึงได้ข้อสรุปว่า จะเดินทางตามเข้มนาฬิกาไป Kirkjufell ก่อน แล้วค่อยวกกลับทวนเข้มนาฬิกาไป Golden Circle เวลาเดินทางที่ใช้ทั้งหมด 17 วัน อยู่ไอซ์แลนด์ทั้งหมดคือ 13 วัน (เดี๋ยวจะสรุปแพลนการเดินทาง+การเตรียมตัวไว้ท้ายบทนะ;))

 


ไอซ์แลนด์ในวันที่ฟ้าหม่น

เรามาถึงไอซ์แลนด์ในตอนเช้าวันที่ฟ้าหม่น ฝนตกหนัก หมอกลง ลมแรง อากาศหนาว และกระเป๋าเดินทางของเพื่อนร่วมทางตกหล่นอยู่ที่ไหนสักแห่ง สายการบินแจ้งว่าจะส่งกระเป๋ามาให้ที่สนามบิน Keflavik เมือง Reykjavik ประเทศไอซ์แลนด์วันนี้ตอนสามโมงเย็น

วันแรกในไอซ์แลนด์เลยเป็นการไปรับรถ Campervan ตามเวลานัดหมาย เราเช่ารถของบริษัท CAMPERS IN ICELAND รถที่เช่าเป็นเกียร์แบบ Auto เป็นรถ Campervan ที่ดัดแปลงมาจากรถกระบะ 4WD ให้เป็นรถบ้านซึ่งสามารถนอนได้ทั้งหมดสี่คน มีเตาแก๊สสำหรับทำอาหาร มีตู้เย็น และอ่างล้างจาน จริงๆมีห้องน้ำด้วย แต่ห้องน้ำใช้การไม่ได้ เลยใช้ห้องน้ำเป็นที่ใส่กระเป๋าสัมภาระแทน และข้อดีสุดๆของรถคันนี้คือมี Heater โดยที่ไม่ต้องสตาร์ทรถทิ้งไว้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องนอนอย่างเหน็บหนาว

หน้าตารถ Campervan ของพวกเรา;))

เหตุผลในการเลือกนอนในรถ Campervan แทนการนอนที่โรงแรม นอกจากเรื่องความประหยัด คือเวลามีแสงเหนือที่ไหนก็หาที่จอดนอนดูตรงนั้นไปเลย ไม่ต้องวิ่งไปกลับจากที่พัก และรู้สึกว่าวางแผนหลวมๆได้ อารมณ์ค่ำไหนก็นอนนั้น และอีกอย่างคืออยากลองใช้ชีวิตในรถบ้านสักครั้ง

รับรถเสร็จก็ไปซ้อมขับรถวนในปั้มก่อน เพราะทุกอย่างนั้นตรงข้ามกับความเคยชินไปหมด ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยที่อยู่ข้างซ้าย และให้วิ่งเลนขวาตลอด ส่วนเรื่องความเร็ว ในเขตเมืองจะวิ่งห้ามเกิน 50 km/hr นอกเมืองประมาณ 80-90km/hr ขึ้นกับสภาพถนน เท่าที่สังเกตจุดที่จะมีกล้องจับความเร็วจะอยู่บริเวณใกล้จะเข้าเขตเมือง

ยิ้มสู้ แม้วันฟ้าหม่น:))

พอได้เวลาก็ขับวกกลับมารับกระเป๋าที่สนามบินให้ทันเวลานัดหมาย แล้วเข้าไปเดินเล่นในเมือง Reykjavik สักแป๊บก่อนออกเดินทางวนตามเข็มนาฬิกาไปตามเส้น Ring Road No.1 ไปหยุดนอนที่เมือง Borgarnes นับเป็นการเปิดประสบการณ์คืนแรกในการนอนในรถ Campervan ของเรา;)

สรุปแผนการเดินทาง Day 1:

สนามบิน Keflavik,

เที่ยวเมือง Reykjavik,

จอดนอนที่ปั๊มในเมือง Borgarnes


แวะเที่ยวเล่นเมือง Mitty

“To see the world,

things dangerous to come to,

to see behind walls, draw closer,

to find each other, and to feel.

That is the purpose of life.”

-Walter Mitty-

เมือง Stykkisholmur

เมือง Stykkisholmur เป็นโลเคชั่นหนึ่งในหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty หนังที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจคนรักการเดินทาง บิ้วอารมณ์ให้หลายๆคนอยากมาเยือนประเทศที่มีภูมิประเทศสวยงาม เวิ้งวางไร้ผู้คน

ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีประชากรน้อย มีประชากรประมาณ 300,000 คน มีบรรยากาศเหงาๆอยู่เต็มไปหมด เมือง Stykkisholmur เป็นเมืองท่าเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจาก Kirkjufell เราแวะมาที่นี้ก่อนเป็นที่แรก โดยระหว่างทางมาเมืองจะพบวิวที่สวยงาม ที่ทำให้อดใจไม่ไว้ต้องขอจอดแวะถ่ายรูป

Arnarstapi หมู่บ้านเล็กๆ หน้าตาน่ารัก จุดเด่นของที่นี้คือ Gatklettur-Arch Rock เป็นหน้าผาที่มีรูวงกลมที่เกิดจากคลื่นกัดเซาะ และ ภูเขา Stapafell เขาที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายพีระมิด

Gatklettur-Arch Rock

ภูเขา Stapafell

Kirkjufell ภูเขารูปร่างหน้าตามีเอกลักษณ์ เราว่าหน้าตาคล้ายๆหมวกแม่มด ถือเป็น Landmark ที่สำคัญของประเทศไอซ์แลนด์ ตั้งใจไว้ว่าคืนนี้จะจอดนอนที่นี้ เพราะถ้าพยากรณ์แม่นยำจริง วันนี้จะมีโอกาสได้เห็นแสงเหนือที่นี้

ช่วงที่ไปฟ้ามืดประมาณสี่ทุ่ม ระหว่างรอฟ้ามืด ก็ฝึกถ่ายภาพน้ำตกไปพลางๆ คือเราไม่เคยถ่ายรูปน้ำตกให้เป็นสายนุ่มละมุนมาก่อน Kirkjufell เป็นที่แรกที่ลองฝึกถ่าย โดยอุปกรณ์ที่เราเตรียมไปคือขาตั้งกล้อง กับ ND Filter คือพอรูปมัน Process ออกมาแล้วตกใจ ทำได้แล้ววววว ถ่ายออกมาเป็นสายน้ำนุ่มละมุน ดีใจจจจ วิ่งไปอวดเพื่อน><

Kirkjufell

เราจอดรถนอนที่ Kirkjufell หนึ่งคืน หวังว่าการพยากรณ์จะแม่นยำ เพราะตอนเช้าเราดูค่า Kp index อยู่ที่ 3 และบริเวณ Kirkjufell ตามที่พยากรณ์ไว้ก็ฟ้าโปร่ง แต่พอมาดูอีกที กลายเป็น 2 และฟ้าก็ไม่เปิดเท่าที่ควร เราตั้งขาตั้งกล้องนั่งรอจนทุกคนที่รอด้วยกันเดินจากหายไปหมดก็ยังไม่มีวี่แววแสงเหนือ จนตระหนักได้ว่าวันนี้ยังไม่ใช่วันของเรา จึงเดินกลับไปที่รถ Campervan นอนเก็บแรงไว้วันอื่น

สรุปแผนการเดินทาง Day 2:

เมือง Borgarnes,

เมือง Stykkisholmur, Arnarstapi,

จอดนอนตรง Kirkjufell

 


Kirkjufell สองอารมณ์

เช้าตรูของวันใหม่ ขณะเปิดประตูลงมาจากรถ Campervan สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ทุกอย่างรอบตัวกลายเป็นสีขาวโพลน เราได้เห็น Kirkjufell ที่ถูกปกคุมด้วยหิมะ ให้อารมณ์ต่างจากที่เห็นเมื่อวานมาก แต่สวยกันคนละแบบ ถึงจะไม่ได้เห็นแสงเหนือที่นี้ แต่เราได้เห็น Kirkjufell ในสองอารมณ์ นับเป็นข้อดีอีกข้อของการนอนบนรถ คือเราได้เห็นสถานที่เดิม ในช่วงเวลาและอารมณ์ที่แตกต่าง

Kirkjufell ที่ถูกปกคุมด้วยหิมะ ><

วันที่สามของการเดินทาง เราเดินทางย้อนทวนเข็มนาฬิกาไปยัง Golden Circle ซึ่งที่ที่ไปคือ Þingvellir หรือ Thingvellir เป็นอุทยานแห่งชาติที่องค์การยูเนสโก ยกให้เป็นมรดกโลก หลังจากนั้นก็เดินทางไปตามหาน้ำตก Bruarfoss ต่อ

น้ำตก Bruarfoss เป็นน้ำตกที่มีสายน้ำเป็นสีฟ้าสดใสที่ขึ้นชื่อว่าเจอตัวยาก และใช้ Google Map ช่วยหาไม่ได้ เราคลำทางตาม Youtube https://www.youtube.com/watch?v=dx_TvYnijJI  ที่มีคนทำไว้เพื่อแสดงเส้นทางการมาน้ำตกนี้ มันช่วยได้บ้างแต่สุดท้ายก็งงอยู่ดี เลยตัดสินใจเดินไปตามเสียงน้ำตก เดินมั่วอยู่พักหนึ่งก็จะเจอตุ๊กตาหิมะหน้าตาน่ารักที่มีคนใจดีปั้นไว้เพื่อบอกทาง ไม่ไกลจากตุ๊กตาหิมะจะพบป้ายที่หน้าตาเป็นแท่งสีขาวที่มีลูกศรบอกทางไปน้ำตก Bruarfoss เดินสักพักจะเจอสะพานข้ามธารน้ำเล็กๆ เจอรอยเท้าและโคลนเปียกเต็มไปหมด บอกเลย รองเท้าพังค่ะ แล้วเราก็เจอฝรั่งสองคนโผล่มา เป็นการคอนเฟิร์มว่ามาถูกทาง มันสนุกดีนะการตามหาอะไรสักอย่าง ไม่ใช่แค่จอดรถ ลงจากรถ แล้วก็เจอเลย

ป้ายบอกทางไปน้ำตก Bruarfoss

ทางเดินไปยังน้ำตก Bruarfoss

เดินสักพักจะเจอสะพานข้ามธารน้ำเล็กๆ

และในที่สุดก็เจอน้ำตก Bruarfoss:))

หลังจากนั้นเราก็ไปยัง Geysir เป็นน้ำพุร้อน ที่ต้องรอจังหวะมันพวยพุ่งขึ้นมา สนุกตอนลุ้นว่ามันจะพุ่งมาตอนไหนนั่นแหล่ะ พอเก็บภาพหน่ำใจแล้วก็ไปน้ำตก Gullfoss ต่อ คืนนี้เราจอดรถนอนแถวๆน้ำตกนี้ แอบลุ้นว่าจะเห็นแสงเหนือมั้ย แต่ก็ไม่เห็นจ้าT_T

Geysir

น้ำตก Gullfoss

สรุปแผนการเดินทาง Day 3:

Kirkjufell, Pingvellir,

Bruarfoss, Geysir,

จอดนอนแถวๆ Gullfoss


ตามหาบ่อน้ำร้อนกลางหุบเขา

น้ำตก Seljalandsfoss เป็นน้ำตกที่เราสามารถเดินลอดใต้สายน้ำของน้ำตกที่ร่วงหล่นกระทบพื้น เห็นน้ำตกในอีกมุมหนึ่ง มุมที่เราไม่เคยเห็นที่ไหน เพราะจะได้มองน้ำตกจากทางด้านใน แต่ต้องเตรียมเสื้อกันน้ำไปดีๆนะ เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำเลย กล้องเราก็เอาซองกันน้ำไปใส่ ไม่งั้นกล้องแย่แน่

น้ำตก Seljalandsfoss

ต่อมาก็เดินทางไปตามหาบ่อน้ำร้อนกลางหุบเขาชื่อ Seljavallalaug วิธีไปงงๆนิดหน่อยแต่ไม่เท่าน้ำตก Bruarfoss โดยจากถนน Ring road No.1 ให้เลี้ยวเข้าถนน No.242 ตรงไปเรื่อยๆ จะเจอถนนหน้าตาเป็นหลุมเป็นบ่อ ก็ยังต้องตรงไปเรื่อยๆนะ ตรงไปจนสุดทาง จะเจอ Seljavellir ซึ่งสามารถจอดรถตรงนี้ได้

แล้วเดินเข้าไปต่ออีก 20 นาที ทางเดินมันจะถูกตัดขาดด้วยสายน้ำเล็กๆที่ตื้นมากเป็นช่วงๆ สามารถเดินลุยหรือเดิมอ้อมหรือกระโดดข้ามได้ พอข้ามสายน้ำได้ก็จะเจอทางเดิน เดินไปสักพักจะเจอสะพานไม้หักๆ แต่ยังแข็งแรงพอที่จะเดินข้ามไปได้ หลังจากนั้นเดินอีกไม่นานก็ถึงบ่อน้ำร้อน กลางหุบเขา

เราเตรียมชุดมาเล่นน้ำด้วย มันไม่มีห้องอาบน้ำนะ มีแค่ห้องเปลี่ยนชุด 3 ห้อง ซึ่งสกปรกมาก เพราะไม่มีใครดูแล และไม่มีค่าใช้จ่ายในการแช่น้ำ พอเปลี่ยนชุดเสร็จ ก็รีบโดดลงน้ำอย่างเร็ว เพราะอากาศหนาวมากกกกก พอโดดไปก็พบว่า น้ำมันไม่ได้อุ่นเท่าไหร่เล้ยยย

บ่อน้ำร้อนกลางหุบเขาชื่อ Seljavallalaug

คืนนี้จอดนอนกันตรง น้ำตก Skogafoss เป็นจุดให้รถ Campervan จอดนอนได้ โดยจะเสียเงินค่าจอดนอนคนละ 1000 ISK มีห้องน้ำให้ สามารถอาบน้ำได้โดยจะคิดค่าอาบน้ำ 300 ISK อาบได้ 5 นาที

สรุปแผนการเดินทาง Day 4:

Gullfoss,

Seljalandsfoss, Seljavallalaug,

จอดนอนที่ Skogafoss

 


“WARP” ที่น้ำตก Skogafoss

ตั้งใจว่าจะตื่นเช้ามาเก็บภาพน้ำตก Skogafoss เผื่อว่าจะเห็นรุ่งกินน้ำกับเค้าบ้าง ปรากฏว่าไม่เห็นค่ะ ฟ้าไม่โปร่งเช่นเคย เลยหาอะไรทำด้วยการถ่ายภาพเป็นที่ระลึกคู่กับน้ำตกแทน เราลองเปิด Shutter speed 30 วินาที และใช้ ND Filter  โดยพยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด เพื่อให้ภาพออกมาตัวเราไม่เบลอ ผลออกมามีความผิดพลาดนิดหน่อย เลยได้ภาพแบบวาร์ปๆออกมาด้วย แต่เราชอบนะ บางทีความผิดพลาดก็นำไปสู่อะไรที่แปลกใหม่

“WARP”

DC3 Airplane Wreakage เป็นจุดที่เครื่องบินตก พิกัดคือ 63.459523,-19.364618 (เสิร์ซชื่อไปใน Google Map แล้วมันไม่ขึ้น ให้ใส่พิกัดไปแทน) การมาที่นี้ต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 4 km โดยจะมีทางเดินที่ไกลสุดลูกหูลูกตา เวิ้งว้างสุดๆ เดินไปไม่หลงแน่ เพราะมีเสาปักเรียงรายเป็นทางเดินไว้ให้ เดินมาก็จะเจอซากเครื่องบิน ถ่ายรูปเล่นไม่นานเราก็เดินกลับออกมา

DC3 Airplane Wreakage

Black Sand Beach หาดทรายสีดำสนิท ณ เมือง Vik คลื่นที่นี้มีความรุนแรงมาก มากจนมีป้ายเตือนเรื่องความรุนแรงของคลื่น และจะมีเจ้าหน้าที่เดินมาเตือนหากเข้าใกล้คลื่นมากเกินไป เพราะเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น

จุดเด่นของที่ Black Sand Beach คือ หินกลางทะเลที่เกิดจากการ Form ตัวของหิน Basalt ที่มีชื่อว่า Reynisdrangar และหิน Basalt บริเวณผาที่มีลักษณะเป็นแท่งเรียงเป็นชั้นๆสวยงามมาก

Reynisdrangar

หิน Basalt บริเวณผาที่มีลักษณะเป็นแท่งเรียงเป็นชั้นๆ ตรง Black Sand Beach

Mossy Lava Field เป็นทุ่งหินลาวาที่ถูกปกคลุมด้วยมอสหน้าตามุ้งมิ้งอย่างหนาแน่นและกว้างใหญ่ไพศาลมาก เป็นทุ่งที่อยู่สองข้างทางของถนนที่อยู่ระหว่างทางไป Black Sand Beach กับ Fjaorargljufur Canyon พิกัดคือ 63.747218, – 18.159500 อันนี้ก็เสิร์ชชื่อใน Google Map แล้วมันไม่ขึ้น ให้ใส่พิกัดไปแทนจ้า

เป้นกน่ารักใบนี้ตอนที่เอามาสะพายในไอซ์แลนด์น่ารักสุดๆไปเลยค่า ถ้าสนใจลองดูได้ที่นะคะhttps://goo.gl/IFx1In

Mossy Lava Field

Fjaorargljufur Canyon เป็นหุบเขาลึกขนาดใหญ่ มีความลึกประมาณ 100 เมตร และยาวประมาณ 2 กิโลเมตร เราเดินขึ้นมาชมวิวข้างบน เพื่อถ่ายภาพแคนยอนจากมุมสูง และถ้ามองหันหลังกลับไปจะสามารถมองเห็น Mossy Lava Field ที่กว้างใหญ่ไพศาลด้วย

Fjaorargljufur Canyon

สรุปแผนการเดินทาง Day 5: Skogafoss,

DC3 Airplane Wreakage, Dyrholaey,

Black Sand Beach,

Mossy Lava Rocks,

Fjaorargljufur Canyon,

นอนที่ Skaftefell National Park

 


ฉลองวันเกิด โดนตำรวจจับ

และแสงเหนือแรก:))

ขอแนะนำเพื่อนร่วมการเดินทางครั้งนี้นิดหนึ่งนะคะ การเดินทางครั้งนี้เราไปกัน 4 คนค่ะ คือ แพร หนิง ออม เจ นอนในรถ Campervan ทุกคืนยกเว้นคืนสุดท้ายที่นอนโรงแรมในเมือง Reykjavik

วันนี้เป็นวันเกิดเจ ชายหนุ่มคนเดียวในทริป ตั้งใจกันว่าจะเงียบๆไว้ก่อนทำเป็นลืม และออมก็วางแผนจะซื้อเค้กเซอร์ไพรส์เจ โดยออมเตรียมเทียนและของขวัญมาจากกรุงเทพ กะว่าตอนเย็นจะไปซื้อเค้กในเมืองกัน

แต่เนื่องด้วยโปรแกรมวันนี้แน่นมาก ไม่ว่าจะเป็น เดิน Glacier walk ที่ Svinafell Glacier แบบกระทันหันไม่ได้ตั้งตัว ไปแวะน้ำตก Svartifoss ซึ่งทางปิดไม่ให้เข้าชั่วคราว และมุ่งหน้าไป Jokulsarlon Diamond Beach หลังจากนั้นก็รีบแวะเข้าเมืองเพื่อไปซื้อเค้ก แต่ไม่ทัน ร้านปิดกันหมดแล้ว สุดท้ายเลยแวะร้านสะดวกซื้อในปั้มซึ่งไม่มีเค้กใดๆขาย ดีนะมีขายไอศครีมหน้าตาน่ากิน เลยตัดสินใจเอาไอศกรีมนี้แหล่ะ เรา Happy Birthday เจกันบนรถบ้านที่แสนจะน่ารักของเรา บรรยากาศอบอุ่นแต่อากาศกลับไม่อบอุ่นตาม

Svinafell Glacier

ขอเล่าเรื่อง Glacier walk ที่ Svinafell Glacier สักนิด คือเราไม่ได้จอง Glacier walk ไว้ เนื่องจากตอนแรกยังตัดสินใจเรื่องแผนเที่ยวไม่ได้ว่าจะวนตามหรือทวนเข็มนาฬิกา เพิ่งตัดสินใจได้ว่าจะวนทางไหนก็ตอนมาถึงประเทศไอซ์แลนด์แล้ว เลยคิดว่าจะจองใกล้ๆ แต่พอจองใกล้ๆดันจองไม่ได้ เลยคิดว่าลองไปตายเอาดาบหน้าเอาแล้วกัน

กฎของการไปตายเอาดาบหน้าของเรามี 3 ข้อ คือ

  1. ห้ามคาดหวัง เพราะความคาดหวังจะนำมาสู่ความผิดหวัง
  2. มองว่าทุกเรื่องที่เข้ามาในชีวิตล้วนดีหมด “All is well” ถ้าได้เดิน Glacier walk ก็ถือเป็นเรื่องโชคดี แต่ถ้าไม่ได้เดินเราก็ได้เดินทางไปที่อื่นต่อและมีเวลาอยู่กับสถานที่นั้นๆนานขึ้น
  3. มีแผนสำรอง หรือไม่ก็เปิดใจให้กว้างลองเส้นทางใหม่ๆ เที่ยวมั่วไปเล้ยยยยย

แต่สวรรค์เป็นใจให้เราได้ไปลำบากลำบน เห้ย ไม่ใช่ๆ ให้เราได้ไปสัมผัสประสบการณ์การเดินบนธารน้ำแข็งที่ยิ่งใหญ่นี้ เราส่งเจเจ้าของวันเกิดไปเจรจาเรื่องเดิน Glacier Walk ที่บริษัททัวร์ของ Glacier Guides ที่ตั้งอยู่ตรงลานจอดรถใกล้ๆน้ำตก Svartifoss ที่เราจอดนอนเมื่อคืน ราคาค่าทัวร์อยู่ที่ 15990 ISK เป็นเงินไทยก็ประมาณ 5000 บาท ระยะเวลาในการเดินรวมขับรถไปกลับประมาณ 5 ชั่วโมง ความยากระดับ Moderate ดูรายละเอียดได้จากhttp://glacierguides.is/GlacierTripsFromSkaftafell/GlacierExplorer ใจเราคิดว่ามากะทันหันแบบนี้ น่าจะเต็มไปแล้ว แต่ผลสรุปคือได้ไปซะงั้น และที่ตลกคือ เขาจะให้เราไปตอนนี้ ณบัดนาววว!!! บอกเลยว่ายังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน แต่ก็ต้องยอมค่ะ ไปเลยก็ได้T_T

Glacier walk ที่ Svinafell Glacier ใช้ขวานเป็นพร็อพถ่ายรูปฮะ ;))

เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่ได้เดินบนธารน้ำแข็ง เราชอบ Uniform แบบนี้นะ ขวานที่ถือก็ดูเท่ห์ชะมัด ในใจก็ถามตัวเองว่า นี้มันต้องขนาดใช้ขวานเลยเหรอออ แต่โชคดี มีเพื่อนร่วมทางชาวไต้หวันคนหนึ่งชิงถามก่อน ว่าขวานนี้เอาไว้ทำไร ไกด์เลยตอบว่า เป็นพร๊อพให้ดูเท่ห์อ่ะ เห้ยยย จิงอะ หน้าตาทุกคนดูตกใจ ไกด์ก็รีบบอกใหม่ว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเดินขึ้นธารน้ำแข็ง อารมณ์ว่าทุกคนต้องมีหากคิดจะขึ้นมาบนนี้

My gang:))

ข้อดีของการได้เดิน Glacier Walk นอกเหนือจากเรื่องเปิดประสบการณ์ใหม่เอี่ยมในการเดินตะลุยธารน้ำแข็ง หรือได้สัมผัส หรือดื่มด่ำบรรยากาศของธารน้ำแข็งที่ยิ่งใหญ่นี้แล้ว ยังได้เปิดประสบการณ์ลองชิมน้ำจาก Glacier ครั้งแรกด้วย มันเป็นน้ำที่อร่อยมากกก มากจริงๆ ไม่รู้จะบรรยายความฟินยังไง ต้องมาลองเอง;)) 

คืนนี้ก็ตั้งใจว่าจะขับรถกลับมานอนที่ Jokulsarlon Diamond Beach เพราะดูจากพยากรณ์อาจมีโอกาสเห็นแสงเหนือที่นี้ ขับรถไปสักพักก็เห็นรถตู้ที่มีไฟไซเรนจอดอยู่ข้างทาง มีคนแต่งตัวเหมือนตำรวจโบกไฟสีแดง เรานึกกันว่าเกิดอุบัติเหตุแน่ๆ

สักพักเหตุการณ์น่าตื่นเต้นก็เกิดขึ้น รถตู้ที่มีไซเรนคันนั้น คันที่เราทั้งสี่คนคิดว่าเป็นรถพยาบาลขับตามเรา 555 โอ๊ยยยยย ตามมาทำไมมมมมม เลยตัดสินใจจอด คนที่ใส่เครื่องแบบตำรวจคนนั้นเดินมาหาเราที่รถ พร้อมบอกว่า “คุณเห็นไฟแดงในมือผมที่โบกมั้ยยยย” เราทั้งสี่พยักหน้า เขาพูดอธิบายต่อว่ามันคือสัญญาณบอกให้เราจอด เห็นแบบนี้ต้องจอดนะ 555555 อ่าววว ฮือออ ไม่รู้หนิT_T สรุปคือโดนปรับเนื่องจากไม่ยอมจอดให้ตรวจ เป็นเงินทั้งสิ้น 10,000 ISK แต่คงด้วยความที่ดูเอ๋อมากไม่ก็คงดูน่าสงสารเค้าเลยลดให้เราเหลือ 7500 ISK แต่รู้มั้ยจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้ว่าตำรวจประเทศนี้ซื้อสัตย์มากเลยนะ เค้าไม่ยอมรับเงินสดเลย ต้องให้รูดบัตรเท่านั้นเพื่อให้เงินมันเข้าไปในระบบ

ในเรื่องร้ายๆมันจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นตามมาเสมอ พอขับถึงที่ Jokulsarlon Diamond Beach ก็เห็นอะไรไม่รู้สีเทาลอยเป็นสายอยู่บนฟ้า เราไม่เคยเห็นแสงเหนือมาก่อน แต่จากเซ้นส์น้อยๆของเรา เราว่ามันต้องใช่แน่ๆ สิ่งที่รอคอย สิ่งที่อยากพบเจอ เราเห็นแล้ว ฟ้าที่ปล่อยแสงประหลาดออกมา 

ณ ตอนนั้นเหมือนคนมีพลังขึ้นมาทันที ทำอะไรว่องไวไปหมด กางขาตั้งกล้อง ถอดฟิวเตอร์ ตั้งค่ากล้อง กดถ่ายลองดูก่อน มันใช่จริงๆด้วยยย แสงเหนือแรกของเรา ดีใจน้ำตาคลอ แต่พอกดถ่ายรอบสองเพื่อที่จะโฟกัสฉากให้ชัดพบว่าแสงเหนือหายไป อ่าววว มาแป๊บเดียววววว แถมเมฆก็เคลื่อนตัวมาเรื่อยๆ ภาพแสงเหนือที่ได้จึงเบลอค่ะ แต่ไม่เป็นไร แค่ได้เจอกัน ก็ดีใจมากกกแล้ว แสงเหนือแรกของเรา ;))

แสงเหนือแรกของเรา ที่ Jokulsarlon Diamond Beach

สรุปแผนการเดินทาง Day 6:

Glacier Walk ที่ Svinafell Glacier,

น้ำตก Svattifoss,

จอดนอนที่ Jokulsarlon Diamond Beach

 


เพชรเม็ดงามบนชายหาดสีดำ

สำหรับ Jokulsarlon Diamond Beach จุดเด่นของที่นี้คือความลงตัวของ ก้อนน้ำแข็ง หาดสีดำ และคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง เพราะเมื่อสามอย่างนี้มาประกอบกัน ก้อนน้ำแข็งดูเปล่งประกายเหมือนเพชรเมื่อวางอยู่ตรงนั้น

การถ่ายรูปที่ Jokulsarlon Diamond Beach เราได้รับคำแนะนำมาจากหมอโจ้ว่า ให้เตรียมบูทยางกันน้ำแบบอารมณ์บูทใส่ตอนหนีน้ำท่วมไรงี้ไปด้วยย จะทำให้ถ่ายรูปได้มันส์และฟินมาก

คือมันดีจริง เพราะการจะถ่ายให้เห็นคลื่นที่ซัดก้อนน้ำแข็งหน้าตาสะสวยเหมือนเพชรให้ดูนุ่มละมุนนั้นเราต้องพร้อมที่จะปะทะคลื่นไปด้วย ซึ่งรองเท้ากันน้ำปกติเอาไม่อยู่ ต้องใช้บูทยางกันน้ำที่ใส่หนีน้ำท่วมเนี่ยแหล่ะ

Jokulsarlon Diamond Beach

บูทยางกันน้ำ อุปกรณ์ช่วยทำให้ถ่ายรูปได้มันส์และฟินมาก

ระหว่างทางไป Vesturehorn Mt. ถ้าขับวนทวนเข็มนาฬิกาแบบเราให้มองไปด้านซ้ายมือจะพบ Glacier สามสาย อยู่ใกล้กัน สวยงามจนต้องหาทางขับเข้าไปชมใกล้ๆ หนึ่งในสามสายที่เราแวะถ่ายรูปใกล้ๆคือ Flaajokull Glacier

ออกจากถนนหลัก เพื่อตามหา Flaajokull Glacier

Flaajokull Glacier

Flaajokull Glacier

เรามาถึง Vesturhorn Mt. ตอนเย็นๆ ซึ่งฝนตกและหมอกลงจนคลุมยอดเขา จึงตัดสินในทำอาหารกินที่นี้เพื่อรอฟ้าเปิด และที่ Vesturhorn Mt. ต้องเสียค่าเข้าประมาณ 800 ISK ต่อคน โดยจะเขียนแปะป้ายไว้ว่าให้เข้าไปจ่ายที่ร้าน Viking Café ร้านหน้าตาน่ารักที่มีโครงกระดูปลาวาฬและสารพัดสิ่งประดับวางโชว์ไว้ข้างหน้า

ร้าน Viking Café

จากการดูพยากรณ์ค่า Kp index และดูว่าที่ไหนฟ้าโปร่ง พบว่าที่เมือง Stöðvarfjörður น่าจะมีโอกาสได้เห็นแสงเหนือ จึงออกเดินทางไปล่าแสงเหนือกัน

และก็ได้เจอกันอีกครั้งเป็นวันที่สอง ครั้งนี้เห็นชัดมากก เห็นสีม่วงด้วยยย  :)))

แสงเหนือ ณ เมือง Stöðvarfjörður เห็นสีม่วงด้วยยยย ดีใจมากก><

แสงเหนืองครั้งที่สอง ณ เมือง Stöðvarfjörður

แสงเหนือครั้งที่สอง;)

สรุปแผนการเดินทาง Day 7:

Jokulsarlon Diamond Beach,

Flaajokull Glacier,

Vesturehorn Mt. & Viking Café,

จอดนอนเมือง Stöðvarfjörður

 


แฝดผู้น้องของ

Blue Lagoon

น้ำตก Dettifoss

Dettifoss เป็นน้ำตกที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่และทรงพลังที่สุดในยุโรป การจะมาที่นี้ควร Check Road Condition ก่อน ซึ่งวันที่เราไปสภาพถนนค่อนข้างลื่น การ Check สภาพถนนก่อนทำให้เรารู้ว่าเราจะเจอกับทางแบบไหน เป็นการทำให้เราได้เตรียมตัวที่จะรับมือกับสภาพถนนที่ลื่น

ถนนลื่นจริงจัง ข้างทางมีรถคว่ำด้วย เราแวะลงไปดูเผื่อจะสามารถช่วยอะไรเค้าได้บ้าง แต่มีรถคันหนึ่งจอดช่วยอยู่ก่อน เค้าบอกว่าได้โทรแจ้ง 112 แล้ว ซึ่งเป็นเบอร์ Emergency Service ของประเทศไอซ์แลนด์ เดี๋ยวก็มีรถมาช่วย และไม่มีใครบาดเจ็บ

พอมาถึงน้ำตก Dettifoss หิมะเต็มไปหมด เป็นวันที่มีสภาพอากาศหนาวมาก เดินไปซัก 15 นาทีได้ ถึงจะเห็นน้ำตก มันใหญ่และทรงพลังสมคำร่ำลือ คุ้มค่าที่ฝ่าลมหนาวมา และหากแข็งใจเดินต่อไปอีกนิดจะเจอน้ำตก Selfoss ด้วย อยู่ไม่ไกลกันมาก

น้ำตก Selfoss

สารภาพตามตรงเลยว่าไม่ค่อยได้อาบน้ำ ไม่สิ คำว่าไม่ค่อยยังน้อยไป ต้องบอกว่าแทบจะไม่ได้อาบน้ำ การมา Myvatn Natural Baths เป็นการอาบน้ำครั้งที่สามของเราในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งเค้าบอกกันมาว่าที่ Myvatn Natural Baths เป็นฝาแฝดผู้น้องของ Blue Lagoon หน้าตาคล้าย Blue Lagoon แต่คนน้อยกว่า เป็นส่วนตัวกว่า และอีกอย่างที่เราว่าโอเคมากๆคือราคาที่ถูกว่า Blue Lagoon เกินครึ่งหนึ่งได้เลย(ราคาช่วงที่เราไปคือ 3800 ISK ค่ะ)

เป้นกน่ารักใบนี้ตอนที่เอามาสะพายในไอซ์แลนด์น่ารักสุดๆไปเลยค่า ถ้าสนใจลองดูได้ที่นะคะhttps://goo.gl/IFx1In

การมาที่ที่อากาศหนาวมากๆแบบนี้ การได้แช่ตัวในน้ำอุ่นๆที่ Myvatn Natural Baths คือโคตรแห่งความสุขเล้ยยยย;)

 แล้วเราก็มานอนรอแสงเหนือที่ Godafoss ซึ่งวันนี้ฟ้าปิดTT

สรุปแผนการเดินทาง Day 8:

เมือง Stöðvarfjörður,

Dettifoss&Selfoss,

Myvatn Natural Baths,

จอดนอนที่น้ำตก Godafoss

 


ตามรอย Game of Thrones

ทางเดินชมวิวน้ำตก Godafoss จะมีสองฝั่ง คือฝั่งซ้ายกับขวาของน้ำตก เมื่อวานตอนเย็นเราลองเดินไปถ่ายรูปน้ำตกจากฝั่งขวาแล้ว ตอนเช้าเลยขอเปลี่ยนมุม และก็ให้คำตอบไม่ได้ว่าถ่ายจากฝั่งไหนสวยกว่ากัน แต่เช้าวันนี้ฟ้าใสกว่าเมื่อวานนัก เราเลยได้ภาพที่ถ่ายจากด้านซ้ายของน้ำตกที่มีรุ้งกินน้ำปรากฏขึ้น:))

น้ำตก Godafoss กับรุ้งกินน้ำ:))

ทะเลสาบ Myvatn มีที่เที่ยวรอบทะเลสาบเยอะแยะไปหมด ที่เราแวะก็มี  Psuedo Crater, Hverfjall, Grjotagia Cave, Hverir, Krafla

Psuedo Crater เป็นปล่องภูเขาไฟเทียม วิวทะเลสาบ Myvatn มองจากตรงนี้สวยมากๆ

Psuedo Crater หรือ ปล่องภูเขาไฟเทียม

วิวทะเลสาบ Myvatn เมื่อมองจาก Psuedo Crater

Hverfjall เป็นปากปล่องภูเขาไฟ ที่เดินขึ้นไปดูปากปล่องใกล้ๆได้

วิว Hverfjall จากไกลๆ

ทางเดินขึ้นปากปล่องภูเขาไฟ Hverfjall

ปากปล่องภูเขาไฟ Hverfjall

Hverir เป็นทุ่งโคลนร้อนที่เดือดปุดๆ มีควันและกลิ่นซัลเฟอร์ตลบอบอวนเต็มไปหมด และการเดินที่นี้รองเท้าจะเต็มไปด้วยโคลนหนึบๆเละสุดๆเลย พอเดินเสร็จทุกคนจะมีสเต็ปการเดินถอยหลังท่า Moonwalk แบบ ไมเคิล แจ๊คสันกันเลยทีเดียวเพื่อถูและไถโคลนหนึบๆออกจากรองเท้า

Hverir มีควันและกลิ่นซัลเฟอร์ตลบอบอวน

Hverir เป็นทุ่งโคลนร้อน

สภาพรองเท้ายับเยินT_T

เราชอบซีรี่ย์เรื่อง Game of Thrones มาก ชอบในความดราม่าของหนังแบบไม่เกรงใจใคร และก็ชอบ Jon snow มากด้วย เลยไม่พลาดที่จะมาเยื่อนถ้ำที่เค้าว่ากันว่าใช้ถ่ายทำฉากรักเร่าร้อนระหว่าง Jon Snow กับ Ygritte ชื่อถ้ำคือ Grjotagia Cave

ทางลง Grjotagia Cave เห็นตอนแรกแล้วกลัว นึกว่าลึก จริงๆลงไปสองเมตรก็ถึงล่ะ><

Grjotagia Cave

Grjotagia Cave เป็นถ้ำขนาดเล็กๆที่มีบ่อน้ำร้อนสีฟ้าใส อยู่บริเวณทะเลสาบ Myvatn สามารถมาได้สองทางคือเดินจาก Hverfjall ประมาณ 1.8 กิโลเมตร หรือขับรถไปโดยถ้าขับรถไปก็ให้ไปตามทาง No.1 แล้วเลี้ยวไปทาง No.860 (เสิร์ซชื่อใน Google Map ได้เลย มาง่ายจ้า)

เราแทบไม่ค่อยได้เห็นต้นไม้ต้นใหญ่ๆที่ไอซ์แลนด์เลย เราเพิ่งมาเจอที่รอบทะเลสาบ Myvatn เนี่ยแหล่ะ เลยขอแวะถ่ายรูปสักนิด;))

ต้นไม้สูง ณ ทะเลสาบ Myvatn

สรุปแผนการเดินทาง Day 9:

น้ำตก Godafoss,

เที่ยวรอบ Myvatn Lake

< Psuedo crater, Hverfjall, Grjotagia cave, Hverir, Krafla>,

กลับมาจอดนอนที่น้ำตก Godafoss

 


มาไกลเกินจะหันหลังกลับ

น้ำตกที่ไปยากและสร้างความตื่นเต้นที่สุดในทริป ขอยกให้ที่นี้ น้ำตก Aldeyjafoss ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากน้ำตก Godafoss แม้ว่าจะแค่พิมพ์ชื่อน้ำตก Aldeyjafoss ลงไปใน Google Map ก็หาเจอได้ง่ายดาย และ Check Road Condition พบว่าถนนค่อนข้างลื่นแต่ยังสามารถขับไปได้

แต่พอขับเข้าไปจริงพบว่าถนนเต็มไปด้วยหิมะหนาแน่นและไม่มีร่องรอยล้อรถก่อนหน้าเลยสักคัน ขับไปใกล้จะถึง พบว่าทางปิด แต่จาก Google Map บอกว่าให้ไปอีก 4 กิโลเมตร ทางข้างหน้าถูกปกคลุมด้วยหิมะ และดูเหมือนจะมีแค่พวกเรา 4 คนที่มาเยือนน้ำตกแห่งนี้

“เรามาไกลเกินจะถอยแล้ว” เจ หนุ่มพียงคนเดียวของทริปพูดปลุกใจขณะที่ทุกคนเริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดี ไหนๆก็มาถึงขนาดนี้แล้ว เอาก็ได้ ลองดูซักตั้ง

เราทั้งสี่ลงจากรถ และเดินตามหาน้ำตก Aldeyjafoss ท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ หิมะก็ปกคลุมทางไปหมด และที่แย่สุดคือ Internet ก็หมดพอดี เลือกจังหวะหมดได้ดีมากกกก เราเลยไม่รู้ทางใดๆ แต่เห็นมีป้ายอยู่ข้างหน้าเลยเดินไปดู พบว่ามาถูกทางแล้ว แต่ป้ายกลับไม่บอกอะไรหรือดูไม่เป็นเองก็ไม่รู้ จึงเดินต่อไปตามถนนที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ

การเดินแบบไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ไหน ทำให้รู้สึกกังวล และรู้สึกว่ามันไกลเป็นพิเศษ แต่อีกหนึ่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกท้าทายและตื่นเต้นจากการได้ลองตามหาเส้นทางด้วยตัวเราเอง เดินไปสักพักใหญ่ เริ่มท้อ ดูไม่เห็นมีวี่แววของน้ำตก หนิงจึงออกความเห็นว่าทำไมเราไม่เติมเงินค่า Internet โดยใช้บัตรเครดิต เดินไร้ทิศทางแบบนี้จะถึงมั้ยยย555

สรุปจึงตัดสินใจทิ้งความท้าทายและตื่นเต้นไว้เบื้องหลัง ใช้เงินแก้ปัญหา เลยได้ใช้ Google Map นำทางซึ่งถึงไม่ท้าทายเท่าไหร่แต่อุ่นใจกว่ากันเยอะ

เราเดินทั้งหมดสี่กิโลเมตรได้ ทางเดินใกล้ๆถึงน้ำตกค่อนข้างชันและลื่น แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้าคุ้มค่าที่สุด เห็นแล้วหายเหนื่อยเลย

ยกให้ที่นี้เป็นน้ำตกที่มายาก สร้างความตื่นเต้น และสวยที่สุดสำหรับเรา;)

น้ำตก Aldeyjafoss

หลังจากนั้นก็เดินทางเข้าเมือง Akureyri เมืองทางตอนเหนือที่ถือว่าเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองรองจาก Reykjavik สิ่งที่เราทำคือการ Shopping ใน Bonus และเดินเล่นแถวๆ Downtown ความน่ารักของเมืองนี้คือความมีรายละเอียด ขนาดไฟจราจรสีแดงยังเป็นรูปหัวใจ น่ารักกกกกที่สุด

สรุปแผนการเดินทาง Day 10:

น้ำตก Godafoss, Aldeyjafoss,

จอดนอนที่เมือง Akureyri

 


ไอซ์แลนด์มีมากกว่าแสงเหนือ

เราเดินทางออกจากเมือง Akureyri ระหว่างทางก็แวะดูหินไดโนเสาร์ หรือ Hvitserkur ทำให้เราได้เจอเพื่อนชาวสิงค์โปร์ เค้ามากัน 5 คน มิตรภาพครั้งนี้เกิดจากเหตุที่รถบ้านเราหน้าตาประหลาดเค้าเลยเดินมาขอดูข้างใน เราก็บอกเค้าว่ามันรกมากกกเลยนะ แอบอายเบาๆ แต่ก็เปิดให้ดู555

เราคุยกันเรื่องการเดินทาง ต่างคนต่างเล่าเรื่องการเดินทางของตัวเอง เค้าเล่าว่าเค้าเดินทางมาวันที่10 แล้ว ยังไม่เห็นแสงเหนือเลย ซึ่งมันไม่น่าแปลกใจเลย เพราะช่วงที่เรากับเค้าไปสภาพอากาศไม่ดีเลย เมฆเยอะมากก ฟ้าไม่โปร่งเลย และ Kp index สูงสุดที่เจอก็แค่ 3 แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ แม้ว่าจะไม่เห็นแสงเหนือ การมาที่ไอซ์แลนด์ก็คุ้มค่าอยู่ดี

ด้วยความเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ

แบบไม่มีสิ่งใดมาเจือปน

ด้วยภูมิประเทศที่สวยงาม

ด้วยความสงบและเรียบง่าย

ด้วยบรรยากาศเหงาๆที่มีเสน่ห์

ด้วยบรรยากาศหม่นๆ

ที่ให้อารมณ์ภาพออกมาแตกต่าง

ด้วยความรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจ

ด้วยความรู้สึกตามหาและได้ค้นพบ

ด้วยความรู้สึกครั้งแรกกับการเที่ยวนอนบนรถ

ด้วยความรู้สึกได้ลิ้มรสน้ำ Glacier ครั้งแรก

ด้วยความรู้สึกถึงมิตรภาพของเพื่อนดีๆรอบตัว

ด้วยความรู้สึกได้ลองทำตามฝัน

ด้วยความรู้สึกได้ออกเดินทางและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ไอซ์แลนด์มันมีอะไรมากกว่าแสงเหนือ;))

Hvitserkur

เราเดินลงไปถ่ายรูปหินไดโนเสาร์ใกล้ๆ แล้วก็แยกย้าย เราบอกเค้าว่านี้เป็นคืนสุดท้ายของเรา จะขับขึ้นไปตะวันตกเฉียงเหนือ ขึ้นไปเมือง Reykholar เพราะเป็นที่เดียวที่ฟ้าโปร่ง เผื่อว่าจะได้เห็นแสงเหนือเป็นคืนสุดท้าย:))

เราขับรถนำออกมาก่อน แน่นอนว่าไปกันคนละทางจากที่คุยแพลน แต่ไม่รู้อีท่าไหนเค้าขับตามเราพร้อมให้สัญญาณแปลกๆ ในใจก็คิดว่าจะขอตามไปด้วยใช่มั้ย แต่จริงๆแล้วประตูรถบ้านด้านหลังมันเปิดขณะกำลังขับ โอ๊ยย ทริปคนเปิ่น ขอบคุณจริงๆ ที่ขับตามมาบอก:)))

Reykholar เป็นเมืองที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นแผนนอกเส้นทางของเรา เพราะเป็นที่เดียวที่ฟ้าเปิด Kp ตอนที่เช็คก็ประมาณ 2 เลยขับขึ้นไปด้วยความหวังที่ว่าจะเห็นแสงเหนือเป็นคืนสุดท้ายก่อนกลับ

ยอมรับเลยว่าบรรยากาศระหว่างทางไปเมืองนี้สวยมาก และบางจังหวะที่หมอกลงก็ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในหนัง Silent Hill

เราขับไปจอดนอกเมืองเพื่อให้ห่างไกลจากแสงรบกวน และด้วยพรหมลิขิตและความพยายาม เราจึงได้พบกันอีกครั้งเป็นคืนสุดท้าย แบบน้อยๆ น้อยมากๆๆ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้เจอ

แสงเหนือคืนสุดท้าย มาแบบน้อยยยนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เจอ:)))

สรุปแผนการเดินทาง Day 11:

เมือง Akureyri, Hvitserkur,

จอดนอนที่เมือง Reykholar

 


แช่น้ำร้อนสีฟ้า

ที่ Blue Lagoon

Blue Lagoon

ผ่านมา 12 วันในไอซ์แลนด์ เราอาบน้ำทั้งหมดสี่ครั้ง 555 แน่นอน ที่ Blue Lagoon เป็นครั้งที่ 4 Blue Lagoon เป็นบ่อน้ำร้อนสีฟ้าละมุนที่ยิ่งใหญ่มาก

ข้อดีของที่นี้ที่เหนือกว่าแฝดผู้น้อง Myvatn Natural Baths คือ ระบบจัดการต่างๆที่ถูกทำมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาจำนวนมหาศาลได้อย่างดีเยี่ยม จำนวน Locker ห้องน้ำที่มีมากมายไม่ต้องแย่งกัน แต่ข้อเสียคือคนมหาศาลมาก ต้องจองมานะคะ ไม่งั้นอาจจะอดได้

และราคาแช่น้ำร้อนที่นี้คือ 5400 ISK (Standard), 7400 ISK (Comfort), 9500 ISK (Premium) ยันแพงสุดคือ 53000 ISK (Luxury) ซึ่งรายละเอียดว่า 4 แบบนี้ต่างกันยังไงดูได้จากเว็บ http://www.bluelagoon.com/ ซึ่งเราเลือกแบบ Comfort คือ 7400 ISK ซึ่งราคาแพงกว่า Myvatn Natural Baths เท่าตัว

แต่ถามว่าคุ้มมั้ยเราว่าคุ้มนะ มันมี Silica Mud Mask ให้พอกหน้าได้แบบไม่อั้น แถมเขียนสรรพคุณว่าช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวดูกระจ่างใส และถ้าติดใจคิดว่าจะออกมาซื้อ Silica Mud Mask กลับไปเป็นที่ระลึก ราคามันแพงมากกกบอกเลย เพราะฉะนั้นควรจะพอกให้หนาๆและเต็มทุกอณูของหน้าไปเลยคะ เอาให้คุ้ม555

ครีมนวดผม ครีมทาตัวก็ดีมากเลย เราติดใจเลยออกมาดูราคาหวังซื้อกลับไปใช้ แต่พอเห็นราคาก็ช็อกไปอีก เอาเป็นว่าในนั้นมีอะไรให้ใช้ ก็ใช้ให้เต็มที่ เพราะออกมาดูราคาแล้วไม่อาจแตะต้องได้

ลืมบอกไปแบบ Comfort ที่เราเลือกจะมี Algae Mask ให้ใช้พอกหน้าด้วย สีเขียวๆ ช่วยเรื่องริ้วรอย และตีนกา อันนี้ให้นิดเดียว ใช้ทาอย่างประหยัด

สรุปแผนการเดินทาง Day 12:

เมือง Reykholar,

Blue Lagoon, เมือง Reykjavik


 คืนสุดท้าย

ละติจูด 64°08′ N

และสุดท้ายก็วิ่งกลับมายังจุดเริ่มต้น เมือง Reykjavík ถือเป็น “The world’s northernmost capital city” คือเป็นเมืองหลวงที่อยู่เหนือสุดของโลกที่ ละติจูด 64°08’N

เราไม่ค่อยได้เที่ยวในเมืองเท่าไหร่เลย ส่วนใหญ่ก็เดินเล่นตรง Downtown ต่อคิวกิน Hotdog ร้านดัง Baejarins Beztu Pylsur เสน่ห์ของ Hotdog ร้านนี้ที่ทำให้อร่อยน่าจะเป็นความหอมของหอมแดงเจียวที่ใส่ลงไปใน Hotdog

ร้าน Baejarins Beztu Pylsur

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในไอซ์แลนด์ เป็นคืนที่ได้อาบน้ำอุ่นสบายๆ นอนเตียงนุ่มๆในโรงแรมในเมือง Reykjavik แต่กลับนอนไม่หลับ สงสัยจะคิดถึงทีนอนในรถแคบๆหนาวๆ นอนตรงนั้นหัวถึงหมอนปั๊บก็สลบไปเลย หลับเร็วมากกก ไม่เข้าใจตัวเอง

สรุปแผนการเดินทาง Day 13:

เมือง Reykjavik,

คืนรถ, Keflavik international airport

 


ซากุระเบ่งบานที่นอร์เวย์

การอยู่ที่ Oslo ถือเป็นการพักผ่อนที่แท้จริงของเรา นอนตื่นสาย Shopping เดินเล่นมั่วๆไปเรื่อย ไม่มีแพลนใดๆ และช่วงที่ไปเป็นช่วงที่ ดอก Cherry Blossom หรือซากุระบานพอดี

ดอก Cherry Blossom

Me & Cherry Blossom

 

 


สรุป

รายละเอียดการเดินทางสั้นๆ

*ช่วงที่เราเดินทาง คือ 1-17/04/2017

มีแผนการเดินทางตามนี้

1/04/2017: นอนที่สนามบิน Oslo Gardermoen ที่ Oslo, Norway

2/04/2017: สนามบิน Keflavik, เที่ยวเมือง Reykjavik, *จอดนอนที่ปั้มในเมือง Borgarnes

3/04/2017: เมือง Borgarnes, เมือง Stykkisholmur, Arnarstapi, *จอดนอนตรง Kirkjufell

4/04/2017: Kirkjufell, Pingvellir, น้ำตก Bruarfoss, Geysir, *จอดนอนแถวๆน้ำตก Gullfoss

5/04/2017: น้ำตก Gullfoss, น้ำตก Seljalandsfoss, บ่อน้ำร้อน Seljavallalaug, *จอดนอนที่ Skogafoss

6/04/2017: น้ำตก Skogafoss, DC3 Airplane Wreakage, Dyrholaey, Black Sand Beach, Mossy Lava Rocks, Fjaorargljufur Canyon, *จอดนอนที่ Skaftefell National Park

7/04/2017: Glacier Walk ที่ Svinafell Glacier, น้ำตก Svattifoss, *จอดนอนที่ Jokulsarlon Diamond Beach

8/04/2017: Jokulsarlon Diamond Beach, Flaajokull Glacier, Vesturhorn Mt. & Viking Café, *จอดนอนเมือง Stöðvarfjörður

9/04/2017: เมือง Stöðvarfjörður, น้ำตก Dettifoss&Selfoss, Myvatn Natural Baths, *จอดนอนที่น้ำตก Godafoss

10/04/2017: น้ำตก Godafoss, เที่ยวรอบ Myvatn Lake < Psuedo crater, Hverfjall, Grjotagia cave, Hverir, Krafla>, *จอดนอนที่น้ำตก Godafoss

11/04/2017: น้ำตก Godafoss, น้ำตก Aldeyjafoss, *จอดนอนที่เมือง Akureyri

12/04/2017: เมือง Akureyri, Hvitserkur, *จอดนอนที่เมือง Reykholar

13/04/2017: เมือง Reykholar, Blue Lagoon, เมือง Reykjavik *นอนโรงแรมจ้า

14/04/2017: บินกลับไป Oslo, Norway

15-16/04/2017: เที่ยวเล่นใน Oslo

17/04/2017: ถึงไทย


*ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยวประเทศไอซ์แลนด์

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการล่าแสงเหนือ: ปลายเดือนตุลาคม-ต้นเดือนเมษายน

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการล่าพัฟฟิน: มิถุนายน – กันยายน


*การเดินทางในประเทศไอซ์แลนด์

เส้นทางการเดินทาง: เส้นทางถนนในไอซ์แลนด์จะมี

  1. Ring Road No.1 เป็นถนนเส้นหลักที่วิ่งเป็นวงกลมรอบเกาะเลย
  2. F Road คือถนนที่อยู่ในส่วนของตอนกลางของประเทศไอซ์แลนด์ที่เรียกว่า Highland ต้องใช้รถ 4WD และหน้าหนาวจะใช้ถนนเส้นนี้ไม่ได้

โดยทริปนี้เราขับไปตามทาง Ring Road No. 1 โดยใช้ Google Map นำทางทั้งทริปเลย มีที่น้ำตก Bruarfoss กับ Seljavallalaug ที่งงหน่อย และ สามสิ่งที่เรา Check ก่อนออกเดินทาง คือ

การเช่ารถ: เราเช่ารถ Campervan ของบริษัท CAMPERS IN ICELAND

จากเว็บ https://www.campersiniceland.com/

ข้อดีคือ ตรงต่อเวลา ตอบเมล์ไวมาก ใส่ใจ มีปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือตลอด

เนื่องจากไม่มีใครขับเกียร์กระปุกหรือ Manual เป็นเลย เราเลยต้องตามหารถเกียร์ Auto ซึ่งเราจองช้า ทำให้เราไม่มีทางเลือกมาก เพราะส่วนใหญ่คนจองไปหมดแล้ว ทำให้เราต้องเลือกรถที่ราคาสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันคุณสมบัติก็ดีขึ้นด้วย ลักษณะของรถที่เราเช่าคือ

  • เป็นเกียร์แบบ Auto
  • เป็นรถ Campervan ที่ดัดแปลงมาจากรถกระบะ 4WD ให้เป็นรถบ้าน
  • นอนได้ทั้งหมด 4 คน
  • มีเตาแก๊สสำหรับทำอาหาร มีตู้เย็น อุปกรณ์ครัวและอ่างล้างจาน
  • จริงๆมีห้องน้ำด้วย แต่ห้องน้ำใช้การไม่ได้ เลยใช้ห้องน้ำเป็นที่ใส่กระเป๋าสัมภาระแทน
  • ข้อดีสุดๆ คือมี Heater โดยที่ไม่ต้องสตาร์ทรถทิ้งไว้ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องนอนอย่างเหน็บหนาว
  • ข้อเสียคือ กินน้ำมันมากกกกกกก

ประกันรถ: เราทำประกันรถแบบ SCDW พยายามให้ครอบคุ้มสุด เพื่อความอุ่นใจในการขับ

คำเตือนและคำแนะนำของผู้ให้เช่ารถ:

  • เนื่องจากรถคันที่เราเช่านี้มันเป็นรถกระบะที่ประยุกต์เป็นรถบ้านซึ่ง ประกอบเป็นสองชิ้นแยกส่วนกัน เพราะฉะนั้นถ้าลมแรงเกิน 14 นอตแนะนำให้หาที่จอด เพราะตัวบ้านที่อยู่หลังกระบะจะโคลงเคลง
  • เวลาเปิดประตูรถให้ดูทิศทางลมด้วย เพราะลมที่นี้แรงมาก ประตูอาจพังได้ถ้าเปิดไปในทิศทางที่ต้านแรงลม
  • ต้องเปิดไฟหน้ารถไว้ตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืนเลย
  • คาดเข็มขัดนิรภัยทั้งคนขับและผู้โดยสาร เค้าค่อนข้างเข้มงวดนะ ถ้าตรวจเจอโดนปรับแพงมาก

ความยากในการขับ: ยากตรงทุกอย่างนั้นตรงข้ามกับความเคยชินไปหมด ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยที่อยู่ข้างซ้าย และให้วิ่งเลนขวาตลอด เลนส่วนใหญ่เป็นสองเลน แต่ด้วยความที่รถน้อยทำให้การขับรถที่นี้ไม่ยากเท่าไหร่ แต่อย่าลืม Check สภาพถนนจากเว็บ http://www.vegagerdin.is/

ความเร็ว: จะมีป้ายบอก และจะกำหนดความเร็วไว้ 3 ระดับ คือ

  • 90km/hr นอกเมือง
  • 80km/hr ถนนลูกรัง
  • 50 km/hr ในเขตเมือง

และเท่าที่สังเกตจุดที่จะมีกล้องจับความเร็วจะอยู่บริเวณใกล้จะเข้าเขตเมือง

การเติมน้ำมัน:จะไม่มีเด็กปั๊มมาช่วยเติมเหมือนเมืองไทย เราต้องเติมเอง โดยปั๊มเปิด 24 ชม. แต่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มส่วนใหญ่ปิดสองทุ่ม

น้ำมันมีแค่ 2 ชนิดเท่านั้นคือ Gasohol 95 และ Diesel รถเราใช้ Gasohol 95

เติมน้ำมันเสร็จเพิ่งเห็นว่ามีถุงมือให้ใส่ด้วยยยย><

การจ่ายเงินค่าเติมน้ำมันจะมีอยู่สองวิธี คือ

    1. บัตรเครดิต จะต้องใช้รหัส Pin 4 ตัว
    2. ซื้อบัตรเงินสด N1 Card ซื้อตรงร้านสะดวกซื้อที่อยู่ในปั๊มได้เลย  ใช้ได้แค่กับปั๊ม N1 เท่านั้น

กรณีเหตุฉุกเฉิน: โทรแจ้ง 112


*การนอนในรถ

การจอดรถนอนใน Iceland: ส่วนใหญ่เราจะจอดนอนตรงปั๊ม ไม่ก็ที่จอดรถตรงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่มีป้าย No RV/Camping และบางทีก็นอนตรงจุดจอดรถที่เป็น Campsite ซึ่งเสียค่าจอดนอนคนละ 1000 ISK ซึ่งมันจะมีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ แต่ถ้าจะอาบน้ำอุ่นต้องเสียเงินเพิ่ม 300 ISK อาบได้ 5 นาที แต่บางที่ก็ 500 ISK

สิ่งที่ต้องเตรียมไปเป็นพิเศษถ้าจะนอนในรถ:

– ถุงนอน

– Power Invertor แปลงไฟรถยนต์เป็นไฟบ้าน

– กระดาษทิชชู่เปียก จำเป็นมากกกกกก*

– ถุงใส่ขยะ

– อุปกรณ์เข้าครัวไม่ต้องเตรียมไปเลย มีให้ทุกอย่าง


 *การล่าแสงเหนือ

หลักสำคัญคือ

  1. ค่า KP Index
  • ดูได้จากเว็บ http://en.vedur.is/weather/forecasts/aurora/
  • ดูล่วงหน้าได้ 2 วัน แต่ไม่แม่นยำเท่าไหร่ ต้องดู Update ใกล้ๆอีกที
  • มีตั้งแต่ 0-9 ซึ่งในไอซ์แลนด์ค่า KP 2 ขึ้นไปถึงจะมีโอกาสเห็น
  1. ฟ้าต้องเปิด  
  • ดูได้จากเว็บ http://en.vedur.is/weather/forecasts/aurora/ (เว็บเดียวกับดูค่า Kp index)
  • พื้นที่สีเขียวแปลว่าฟ้าปิด หรือมีเมฆเยอะ ถึง Kp index จะสูงแค่ไหนก็ไม่เห็นแสงเหนือ เพราะถูกเมฆบัง
  • ส่วนพื้นที่สีขาวคือฟ้าเปิด ถ้าค่า Kp index มากกว่าหรือเท่ากับสองเราจะขับรถไปบริเวณที่เป็นส่วนสีขาว

– ในเมืองสว่างๆ เราจะไม่ค่อยเห็นดวงดาว แสงเหนือก็เช่นกัน เพราะแสงไฟทำให้เรามีโอกาสเห็นท้องฟ้าที่มืดสนิทน้อยลง เพราะฉะนั้นให้หนีห่างจากตัวเมือง เพื่อไม่ให้มีแสงรบกวน

– เวลาเห็นอะไรบนฟ้าลอยมาแปลกๆ หน้าตาคล้ายๆเมฆ ให้ลองหยิบกล้องมาถ่ายรูปเช็คดู

– ถ่ายรูปแสงเหนืออย่าลืมถอด Filter ออกก่อนน้าจ้า


*การแต่งตัว

ด้วยความที่เรานอนในรถแนะนำเลยว่าให้เอาสัมภาระไปไม่ต้องเยอะ เอาเสื้อตัวเด็ดๆดีๆไปเลย อย่างเสื้อตัวนอกเราใส่อยู่ตัวเดียวทั้งทริปเลย555 เพราะการนอนในรถมันแคบมาก ถ้าสัมภาระเยอะมันทำให้ยิ่งอึดอัด และไม่มีอารมณ์จะเปิดกระเป๋าเท่าไหร่ แค่คิดว่าต้องรื้อของออกมาก็เหนื่อยแล้ว สิ่งที่เราเตรียมไปก็จะมี

    • เสื้อ จะใส่เป็นชั้นๆโดยเริ่มจาก Base Layer, เสื้อ Fleece, เสื้อ Down Jacket และเสื้อกันลมกันฝน
    • กางเกงก็ใส่กางเกงที่บุ Fleece ข้างใน ตัวเดียวเอาอยู่เลยนะ
    • ถุงมือซื้อดีๆเลย กันน้ำได้ยิ่งดี
    • รองเท้าบูทกันน้ำ มีหลายที่มากที่ต้องเดินลุยน้ำลุยโคลน รองเท้าดี ชีวิตโคตรดีจ้า
    • ผ้า Buff เอาไว้พันคอ+ปิดหน้า
    • แว่นกันแดด
    • ถ้าชอบถ่ายรูปคลื่นสวยๆ แนะนำติดรองเท้าบูทยางกันน้ำไปเลยจ้า

ถ้ายังไม่มีไอเดียอะไรในการแต่งตัวลองติดต่อมาที่ร้าน The Puffin House ได้นะครับ ร้านของหมอโจ้หมอวินเองครับ มาพูดคุยทักทายกันได้


*เรื่องเงินๆทองๆ

เราแลกเงินยูโรไปแล้วค่อยไปแลกเงิน Icelandic Krona (ISK) ที่สนามบิน Keflavik แต่ไม่ต้องแลกเยอะ เพราะส่วนใหญ่ใช้บัตรเครดิตรูดเอา บางที่ต้องใช้รหัส PIN 4 ตัว แต่บางที่ก็ใช่แค่ลายเซ็น


*Sim โทรศัพท์

เราซื้อที่ร้าน 1011 Convenience store ที่สนามบินKeflavik มีให้เลือก 3 ยี่ห้อ คือ

    1. Siminn นิยมสุด สัญญาณ Internet ดีสุด ครอบคลุมสุด
    2. Vodafone ถ้าใช้โทร เค้าแนะนำว่าตัวนี้สัญญาณดีสุด
    3. NOVA

ในทริปควรมีสักหนึ่ง Sim ที่ใช้โทรได้ เผื่อเวลามีเหตุฉุกเฉินจะได้ใช้โทรแจ้ง 112


*อาหารการกิน

เพื่อความประหยัดอาหารส่วนใหญ่เตรียมไปจากไทยเลย แต่ก็แอบซื้อนู้นนี้นั้นจาก Super Market มาลองทำกินด้วย

– Supermarket ที่ Hot Hit คือ Bonus และ Kronan ราคาถูกกว่าซื้อร้านสะดวกซื้อในปั๊มมาก Supermarket อื่นๆที่พบบ่อยก็ Netto, Samkaup, Hagkaup แต่ราคาจะแพงกว่า Bonus และ Kronan นิดหน่อย

– เราสามารถดื่มน้ำประปาที่ไอซ์แลนด์ได้ แต่ในบางบริเวณอาจจะมีกลิ่นกำมะถัน ต้องดมกลิ่นดีๆน้า


* ห้องน้ำ

– เนื่องจากเรานอนในรถ การหาที่เข้าห้องน้ำเลยสำคัญมาก ส่วนใหญ่เราเข้าห้องน้ำในปั๊มน้ำมัน ซึ่งปิดประมาณ 20.00 น.

– ส่วนเรื่องอาบน้ำนั้น อยู่ไอซ์แลนด์ 13 วัน ได้อาบน้ำ 5 ครั้ง เราอาบน้ำในบ่อแช่น้ำร้อนและตามจุด Campsite ที่ให้จอดรถนอน ซึ่งมันจะมีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ แต่ถ้าจะอาบน้ำอุ่นต้องเสียเงินเพิ่ม 300 ISK อาบได้ 5 นาที แต่บางที่ก็ 500 ISK


*ค่าใช้จ่ายตลอดทริป 17 วันในไอซ์แลนด์ และ นอร์เวย์

ค่าวีซ่า + ค่าประกันการเดินทาง 4,200 บาท

ค่าใบขับขี่สากล 505 บาท

ค่าเครื่องบิน Aeroflot + SAS 34,000 บาท

ค่าเช่ารถ 13 วัน + ประกันรถแบบ Supercdw+ค่ารับส่งที่สนามบิน 34,000 บาท/คน

ค่าน้ำมัน 10,000 บาท

ค่าอาหาร+ขนม(ทั้งที่ซื้อไปจากเมืองไทยและซื้อมาทำกินเองที่ไอซ์แลนด์) 7000 บาท

ค่า แช่น้ำร้อนที่ Myvatn Natural Baths 1200 บาท

ค่า แช่น้ำร้อนที่ Blue Lagoon 2800 บาท

ค่า Glacier Walk 5000 บาท

ค่า Sim Card+Internet 1500 บาท

ค่าปรับเนื่องจากไม่ยอมจอดให้ตำรวจตรวจ 800 บาท

ค่าเข้าสถานที่กับค่าจอด Campervan 600 บาท

ค่าที่พักที่ Reykjavik 1 คืน 2500 บาท

ค่าที่พักที่ Oslo 2 คืน 2,200 บาท

รวมเป็นเงินประมาณ 106,000 บาท


 *เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. คนไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสารเลย
  2. คำขอบคุณภาษาไอซ์แลนด์คือ “Takk feyrir”
  3. Iceland เป็นประเทศที่มีน้ำตกให้ดูเยอะมาก ถ้าชอบถ่ายรูปและอยากเพิ่มความสนุกในการถ่ายรูป แนะนำพก ND filter กับขาตั้งกล้องไปด้วยจะฟินมากจริงๆ
  4. ลองสังเกตไฟจราจรสีแดงของเมือง Akureyri ดูสิ น่ารักกก;))
  5. หากใครชอบกินกาแฟ ร้านสะดวกซื้อในปั๊มที่ตั้งเครื่อง Espresso Machines เป็นแบบ Refill นะ กินได้ไม่อั้นจ้า แต่ถ้ากลัวไม่ชัวร์ก็ให้ถามเค้าก่อนนะ แต่เท่าที่ถามมาทุกที่ๆมันจะ Refill หมดเลย
  6. สามารถพบม้าหน้าตาเท่ห์ๆที่มีผมยาวสลวยสวยเก๋ได้ระหว่างทางไปยังที่สถานที่ต่างๆ และถ้าโชคดีก็จะเจอกวางเรนเดียร์ด้วย ซึ่งเราเจอกวางเรนเดียร์เยอะแยะเลยตรงฝั่งตะวันออกของประเทศ แต่ถ่ายรูปยาก มันชอบวิ่งหนี


“Takk feyrir”

means

Thank you ;)))

ขอบคุณเพื่อนร่วมทริป เจ ออม หนิง เราโชคดีมากที่ได้มากับพวกแก คือเป็นทริปลำบาก กินนอนในรถ สภาพอากาศไม่ค่อยโอเค ฝนตกลมแรง ฟ้าไม่ค่อยเปิดเกือบไม่เห็นแสงเหนือ โดนตำรวจจับ ไปไม่ทันห้องน้ำปิดต้องฉี่ข้างรถ สารพัดสิ่ง555 แต่ด้วยความชิวและอยู่ง่ายของทุกคนทำให้ทุกอย่างโอเคไปหมด และเราชอบมาก เป็นสี่คนที่แบ่งหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม

เจ พลขับหลัก ถ่าย selfie ถ่ายวิดีโอ สายบู๊ ไปไหนไปหมดไปทุกที่

ออม ขับรถ ถ่ายรูป ทำอาหาร แก้ปัญหาเครื่องยนต์ แก๊สไม่ติด Heater ดับ ออมทำได้หมด555

หนิง ฝ่ายติดต่อสัมพันธ์+แก้ปัญหาทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าไปที่ไหน มีปัญหาอะไร ส่งหนิงไปเจรจา ต้องได้เรื่องดีๆกลับมาตลอด และที่สำคัญเป็นธนาคารของทุกคน เป็นฝ่ายหมุนเงิน555

แพร ขับรถ วางแผนเที่ยว หาที่จอดนอนล่าแสงเหนือ และถ่ายรูปเก็บภาพความทรงจำ;))

ทริปนี้ รูปที่เราชอบที่สุดคือรูปที่มีครบทั้ง 4 คน ขอบคุณเจที่ถ่ายภาพ Selfie เก็บภาพความทรงจำร่วมกัน ณ สถานที่ที่สวยงาม ขอบคุณ หนิง เจ ออม ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ไว้ไปเที่ยวกันอีกนะ:)))

สุดท้ายขอขอบคุณหมอๆตะลุยโลกที่เป็น Inspiration ที่ทำให้อยากมาเห็นไอซ์แลนด์ด้วยตาตัวเอง:)) ขอบคุณหมอโจ้มากๆๆๆ นอกจากจะเป็น Inspiration แล้ว ก็ยังช่วยวางแผน ช่วยสอนวิธีตามล่าหาแสงเหนือ ช่วยแนะนำทุกสิ่งอย่าง สอนถ่ายรูปน้ำตก ให้ยืมอุปกรณ์ต่างๆนานา ขอบคุณจริงๆ:))))


แม้ว่าจะไม่ค่อยได้เห็นแสงเหนือ

แต่การได้มายังประเทศที่มีภูมิประเทศที่สวยงามแบบนี้

ถึงไม่ได้เห็นแสงเหนือ ก็คุ้มค่าอยู่ดี

ด้วยความเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ

แบบไม่มีสิ่งใดมาเจือปน

ด้วยภูมิประเทศที่สวยงาม

ด้วยความสงบและเรียบง่าย

ด้วยบรรยากาศเหงาๆที่มีเสน่ห์

ด้วยบรรยากาศหม่นๆ

ที่ให้อารมณ์ภาพออกมาแตกต่าง

ด้วยความรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจ

ด้วยความรู้สึกตามหาและได้ค้นพบ

ด้วยความรู้สึกครั้งแรกกับการเที่ยวนอนบนรถ

ด้วยความรู้สึกได้ลิ้มรสน้ำ Glacier ครั้งแรก

ด้วยความรู้สึกถึงมิตรภาพของเพื่อนดีๆรอบตัว

ด้วยความรู้สึกได้ลองทำตามฝัน

ด้วยความรู้สึกได้ออกเดินทางและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ไอซ์แลนด์มันมีอะไรมากกว่าแสงเหนือ;))

 

Comments

comments