Don’t stay less than 3 nights in Luang Prabang

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in       5 months ago     3684 Views     Comments Off on Don’t stay less than 3 nights in Luang Prabang  

“Don’t stay less than 3 nights in Luang Prabang”

 เจอประโยคนี้จากป้ายๆหนึ่งขณะเดินเที่ยวชมเมืองหลวงพระบาง

และรู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง

เพราะเราจะเห็นเสน่ห์ของอะไรจริงๆก็ต่อเมื่อได้ใช้เวลาค่อยๆสัมผัส

แล้วจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงยกให้เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก

เมืองที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

เป็นเมือง Slow Life

เป็นเมืองที่มีบรรยากาศชิวๆอยู่เต็มไปหมด

เป็นเมืองแห่งการพักผ่อนหย่อนใจ

ที่แท้จริง:))


เราใช้เวลาอยู่ที่หลวงพระบางเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน

ส่วนใหญ่เดินทางโดยการเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ เห็นอะไรถูกใจก็แวะไปเรื่อย

มีแค่น้ำตก ที่ต้องนั่งรถออกไปนอกเมือง

และจากการได้ลองใช้เวลาค่อยๆสัมผัสเมืองมรดกโลกแห่งนี้อย่างช้าๆ

ขอสรุป 14 สิ่งที่ชอบ ที่หลงในเมืองหลวงพระบางนะคะ:))


1. เอาเท้าจุ่มน้ำที่ยอดของน้ำตกตาดกวางสี

น้ำตกตาดกวางสีถือเป็นน้ำตกที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในหลวงพระบาง เป็นน้ำตกหินปูน ทำให้เห็นน้ำเป็นสีฟ้าละมุนอยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางไปสัก 30 กิโลเมตรได้ ตรงทางเข้าน้ำตกกวางสีจะพบความน่ารักของหมีจากศูนย์อนุรักษ์หมี นอนขี้เซาไม่ยอมตื่นมาทักทายผู้คน

น้ำตกจะมีหลายชั้น ความสวยก็มากขึ้นไปตามอันดับ โดยชั้นสุดท้ายจะไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำ

แต่หลังจากน้ำตกชั้นสุดท้าย เดินข้ามสะพานไม้มาจะมีทางเดิน Trekking สั้นๆ แต่ชันอยู่ เพื่อขึ้นไปดูยอดของน้ำตกตาดกวางสี เราใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาทีได้ จากระยะทางนี้ขึ้นไปบนยอดของน้ำตกจะค่อนข้างสงบ ไร้ผู้คน เราเดินขึ้นมาจนถึงยอด น้ำบนนี้มันไม่ได้เป็นชั้นสวยงาม หรือสีฟ้าละมุนเหมือนข้างล่าง แต่เราใช้เวลาอยู่บนนี้นานมาก คงเป็นเพราะ บรรยากาศมันสงบดี;)

การเดินทาง:

  1. เหมารถไปเอง มีรถรับจ้างอยู่ข้างถนนเต็มไปหมด เราสอบถามราคาและต่อรองราคาได้ ราคาก็จะอยู่ประมาณ 200,000-375,000 Kip ซึ่งจริงๆสามารถให้ที่พักหามาให้ได้ โดยราคาก็ขึ้นกับชนิดรถด้วย ถ้ารถมีแอร์ราคาก็จะแพงหน่อย
  2. แชร์รถตู้กับคนอื่น ราคาประมาณ 50,000-70,000 Kip ส่วนใหญ่จะติดต่อผ่านโรงแรม หรือไปติดต่อเองที่บริษัททัวร์ก็ได้ โดยรถตู้จะแวะมารับที่โรงแรมตามเวลานัดหมาย
  3. เช่ารถมอเตอร์ไซด์ขับไปเอง นอกจากมอเตอร์ไซด์แล้ว ก็เห็นมีขี่จักรยานกันด้วย ค่าเข้า: 20,000 Kip ( 80 บาท) 

เวลาเปิด-ปิด: 8.00-17.30 น.

 


2. ชมลายประดับดอกดวงที่วัดเชียงทอง

วัดเชียงทองเป็นวัดที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในหลวงพระบาง จริงๆวัดนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและมีรายละเอียดมากมาย แต่สิ่งที่เราหลงเสน่ห์ในวัดเชียงทองนี้คือ การเล่านิทานพื้นบ้านและวิถีชีวิตของชาวหลวงพระบางผ่านลายประดับดอกดวงหรือกระจกสีที่มาตกแต่งบนผนังสีชมพูกุหลาบที่หอพระ 2 หลังข้างหลังสิม(พระอุโบสถ)

การเดินทาง: เดินตรงมาจากพระราชวังหลวงพระบางมาเรื่อยๆ สัก 15-20 นาที (เดี๋ยวจะทำแผนที่สรุปเส้นทางไว้ท้ายบทจ้า)

เวลาเปิด-ปิด: 8.00-17.30 น.

ค่าเข้า: 20,000 Kip ( 80 บาท)

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: ต้องแต่งกายสุภาพ ถ้าใส่กระโปรงต้องคลุมเข่า

 


3. เดินชมเมืองเก่า

เราชอบบรรยากาศเมืองหลวงพระบาง หน้าตาบ้านเรือนที่ดูวินเทจแบบไม่ได้จงใจเติมแต่ง แต่ในทางกลับกันก็ไม่ได้ปล่อยให้เก่าจนโทรม มีการบูรณะดูแลที่กำลังดี บรรยากาศแบบนี้ เดินเล่น ถ่ายรูปไม่เบื่อเลย 

การเดินทาง: เดินตามถนนเส้นที่เป็นตลาดมืด ผ่านพระราชวังหลวงพระบางแล้วเดินไปเรื่อยๆ

เวลาเปิด-ปิด:

 


 4. อยู่ในสภาวะทิ้งตัวที่ร้าน Utopia

ถ้าเดินเรียบแม่น้ำคานไปเรื่อยๆจะเห็นร้านบรรยากาศดีชื่อ Utopia ร้านนี้ฮอตฮิตมากในคนต่างชาติ ด้วยบรรยากาศร้านที่โคตรชิว การจัดร้านที่ตอบโจทย์ความชิว ไม่จัดเบาะนั่ง แต่เป็นเบาะนอนที่มีวิวตรงหน้าแบบ Open Air เป็นวิวแม่น้ำคาน กินไปก็นอนชมวิวไป บางคนก็นอนอ่านหนังสือ บางคนกินเสร็จก็นอนหลับตรงนั้นไปเลย ให้คะแนนความชิวเต็มสิบเลยสำหรับร้านนี้

การเดินทาง: เดินเรียบแม่น้ำคานไปเรื่อยๆ จะพบป้ายบอกทางของร้าน Utopia เดินตามป้ายไปเลยจ้า

เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 23:30 น.

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: บางวันมีจัดกิจกรรมโยคะด้วยนะ

 


5. Shopping ที่ตลาดมืด

ตลาดมืดหรือถนนคนเดินหลวงพระบาง เป็นตลาดขายของพื้นเมืองที่เริ่มปิดถนนและตั้งร้านขายของกันตั้งแต่ห้าโมงเย็น อยู่บริเวณหน้าพระราชวังหลวงพระบาง เป็นตลาดที่คนเดินส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว และราคาค่อนข้างสูง แต่ก็สามารถต่อรองราคาได้ ตลาดนี้เป็นสีสันของเมืองยามค่ำคืน เราเดินเล่นทุกคืน วันแรกๆก็เป็นการเดินสำรวจราคา หลังจากนั้นก็ช้อปแหลก การมีของติดไม้ติดมือออกมาจาดตลาดเป็นความสุขเล็กๆของลูกผู้หญิงค่า;) 

การเดินทาง: เริ่มตั้งแต่สี่แยกที่ทำการไปรษณีย์ไปจนถึงพระราชวังหลวงพระบางและทางขึ้นพระธาตุพูสี

เวลาเปิด-ปิด: 17.00 – 22.00 น.

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: ถ้าตามหาร้านบุฟเฟ่ต์มังสวิรัติก็จะอยู่ในซอยตรงต้นทางเข้าตลาดมืดเลยจ้า ราคาบุฟเฟ่ต์มังสวิรัติอยู่ที่ 10,000 Kip หรือ 40 บาท โดยให้ตักเองแค่ครั้งเดียว มากเท่าไหร่ก็ได้

 


6. มองวิวหลวงพระบางจากมุมสูงและชมพระอาทิตย์ตกที่พระธาตุพูสี 

คนลาวเองชอบออกกำลังกายเดินขึ้นบันได 328  ขั้นขึ้นไปที่พระธาตุพูสี แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีจุดประสงค์ในการเดินขึ้นเพื่อมาชมวิวเมืองหลวงพระบางจากมุมสูงและชมพระอาทิตย์ขึ้นไม่ก็ตกดิน พอเดินถึงยอดจะพบว่าทุกคนมานั่งเรียงเต็มอัฒจันทร์เพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกที่นี้ เป็นบรรยากาศที่คึกคักมากในการชมท้องฟ้าที่ค่อยๆเปลี่ยนสีจากการอำลาของพระอาทิตย์ และ จริงๆ ไม่ว่าไปที่ไหน การได้เปลี่ยนมุมมอง มามองวิวเมืองจากมุมสูงบ้าง เป็นความฟินเล็กๆเลยนะ

การเดินทาง: ทางขึ้นพระธาตุพูสีอยู่ตรงตลาดมืดเลย ตรงข้ามพระราชวังหลวงพระบางเลย

ค่าเข้า: 20,000 Kip ( 80 บาท)

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: เมื่อเดินขึ้นมาจะเจอผู้คนมากมายนั่งอยู่ตรงอัฒจันทร์ ถ้ามาสายไม่มีที่นั่งตรงอัฒจันทร์ แนะนำให้เดินอ้อมไปด้านหลังพระธาตุพูสีจะพบว่ามันจะไปโผล่ข้างๆอัฒจันทร์ที่เขานั่งๆกัน และเป็นจุดที่เห็นวิวพระอาทิตย์ตกได้ชัดแจ๋ว

 


7. ตื่นเช้ามานุ่งผ้าถุงตักบาตรข้าวเหนียว

ขอบอกเลยว่าการตื่นเช้าเป็นเรื่องยากของเรา แต่ก็อยากสัมผัสบรรยากาศการตักบาตรที่เลื่องชื่อของเมืองหลวงพระบาง เลยต้องพยายามขุดตัวเองขึ้นจากเตียงให้ได้

การตักบาตรข้าวเหนียว เป็นการตักบาตรที่ใส่แต่ข้าวเหนียวจริงๆ ไม่มีกับข้าวใดๆทั้งสิ้น จากการตื่นเช้ามาสังเกตการณ์แทบทุกวันพบว่าเวลาที่เหมาะสมคือ ตีห้าครึ่ง ไม่เร็วไป ไม่ช้าไป กำลังดีเลย

ทำเลที่นั่ง: ตรงข้ามไปรษณีย์หลวงพระบาง

เวลา: 05.00 – 06.00 น. 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: Set กะติ๊บข้าวเหนียวและเสื่อปูพื้นที่ชาวบ้านจัดมาจำหน่ายราคาประมาณ 20,000-25,000 Kip (มีแถมสไบให้ด้วยจ้า)

 


8. เดินตลาดเช้า  

ตลาดเช้าเป็นตลาดที่ให้ความรู้สึกเรียล เป็นตลาดที่ชาวบ้านเขาเดินกันจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นการขายของสด จริงๆก็อารมณ์คล้ายๆบ้านเรา แต่ที่ต่างคงเป็นชนิดของของสดที่ขายจะมีสัตว์แปลกๆ เช่น กบ เขียด ค้างคาว และตัวอ่อนอะไรสักอย่างหน้าตาเหมือนหนอน

การเดินทาง: ข้างๆวัดใหม่สุวรรณภูมาราม

เวลาเปิด-ปิด: 05.00-10.00 น. 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: เราชอบกินไส้อั่วมาก เลยมาลองชิมที่ตลาดเช้า อร่อยใช้ได้เลย แต่มันไม่เหมือนที่บ้านเราซะทีเดียวนะ ไส้อั่วบ้านเรามันจะออกสีเครื่องแกง ออกสีขมิ้น แต่ที่นี่หน้าตาและสีเหมือนไส้กรอกอีสานแต่กัดมาข้างในจะมีพริกเม็ดใหญ่เบ้อเร่อ


9. กินโจ๊กร้านประชานิยม

ร้านประชานิยมเป็นร้านกาแฟเก่าแก่ของหลวงพระบางตั้งอยู่ริมโขงเลย โจ๊กที่นี่อร่อยมากจริงจัง คือเขาจะใส่หอมเจียวกับเห็ดหอมมาในโจ๊กด้วย บอกเลยว่าเด็ดจริงจ้า

การเดินทาง: เดินผ่านไปรษณีย์ เจอวงเวียนแล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปยังแม่น้ำโขง ก็จะเจอร้านอยู่ตรงหัวมุมพอดี 

เวลาเปิด-ปิด: 05.00-12.00 น

 


10. เที่ยวพระราชวังหลวงพระบาง

จากทางเข้าเดินตรงมาผ่านต้นตาลที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง มองตรงไปจะเห็นพระราชวังหลวงพระบาง ซึ่งได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง ภายในมีการจัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ของราชวงศ์

มาที่นี่แล้วก็อย่าลืมไปไหว้สักการะ “พระบาง” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง ที่หอไตรทางปีกขวาของพระราชวังนะคะ 

การเดินทาง: ตรงข้ามทางขึ้นพระธาตุพูสี

เวลาเปิด-ปิด: 08.00-11.30 น. และ 13.30-16.00 น. เปิดทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร

ค่าเข้า: 30,000 Kip (120 บาท)

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: ต้องแต่งกายสุภาพ ถ้าใส่กระโปรงต้องคลุมเข่า และพอเข้ามาแล้วให้เลี้ยวซ้ายไปเก็บของที่ Locker ก่อน เพราะเวลาเข้าไปในพระราชวัง เค้าจะให้เอากระเป๋าใบเล็กจิ๋วเข้าได้เท่านั้น แล้วห้ามถ่ายรูปในพระราชวังจ้า

 


11. แวะส่งโปสการ์ดที่ไปรษณีย์หลวงพระบาง  

กิจกรรมที่เราทำทุกที่ที่ไป คือส่งโปสการ์ดให้ตัวเอง ครอบครัว และเพื่อนสนิท เหมือนเป็นการได้สะสมแสตมป์ในแต่ละประเทศ และได้เขียนความรู้สึก ณ เวลานั้น ส่งให้กับตัวเองในอนาคต

 


12. เดินข้ามสะพานไผ่  

เดินเรียบแม่น้ำคานมาก่อนถึงร้าน Utopia จะเจอสะพานไผ่ข้ามแม่น้ำคานไปอีกฝั่ง เราเลยลองข้ามไป พบว่าที่อีกฝั่งมีร้านอาหารบรรยากาศดีชื่อ ร้านเย็นสบาย บรรยากาศร้านตกแต่งอย่างร่มรื่นด้วยต้นไผ่มากมาย น่านั่งชิวกินลมชมวิวมาก

การเดินทาง: เดินเรียบแม่น้ำคานมาจะเจอสะพานไผ่อยู่ก่อนถึงร้าน Utopia โดยพอข้ามแม่น้ำคานด้วยสะพานไผ่ จะเจอร้านเย็นสบายอยู่ฝั่งซ้ายมือ 

ค่าข้ามสะพานไผ่: 5000 Kip (ไป-กลับ)

 


13. การทักทาย และขอบคุณภาษาลาว 

เสน่ห์ที่เราชอบมากๆของที่นี่ คือ สำเนียงการพูดทักทาย “สะบายดี” และคำพูด “ขอบใจ” ไม่รู้มีใครรู้สึกเหมือนเรามั้ย ว่าภาษาเค้าน่ารัก ดูไม่ทางการ กันเอง ซื่อ เรียบง่ายและจริงใจ

 


14. พักที่หลวงพระบางอย่างน้อยที่สุดคือสามคืน

ตามที่เกริ่นนำ “Don’t stay less than 3 nights in Luang Prabang” ถ้าหากอยากสัมผัสบรรยากาศหลวงพระบางในแบบไม่รีบเร่ง แบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป แบบ Slow Life แนะนำเลยว่าให้พักที่หลวงพระบางอย่างน้อยสามคืน

ทริปนี้เราพาคุณแม่มาเที่ยว เราพักที่ Maison Souvannaphoum Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมที่ลักษณะตัวอาคารมีการผสมผสานศิลปะของชาติตะวันตกนั่นก็คือฝรั่งเศส แต่ก็ยังคงกลิ่นอายของความเป็นท้องถิ่นร่วมอยู่ด้วย หรือที่เรียกกันว่า Colonial Style

Maison Souvannaphoum Hotel เดิมเคยเป็นที่อยู่ของเจ้าชายสุวรรณภูมิ ทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับวงเวียนน้ำพุ บนถนน Chao Fa Ngum ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง

บรรยากาศของโรงแรมสวยงามและร่มรื่น เนื้อที่ไม่ใหญ่มาก แต่จัดสรรได้อย่างลงตัว นอกจากบรรยากาศโรงแรมที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจแล้ว บริการต่างๆของพนักงานก็น่าประทับใจสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการติดต่อรถเพื่อเดินทางไปที่ต่างๆ ปรึกษาสถานที่เที่ยว หรือร้านอาหารเด็ดๆในหลวงพระบาง

และอีกอย่างโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยว ทำให้สามารถเดินเที่ยวไปได้แทบทุกที่ ยกเว้นน้ำตกตาดกวางสีที่ไกลจริง ต้องนั่งรถไป แต่จริงๆโรงแรมมีจักรยานให้นะ แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบเดินมากๆ เลยเลือกที่จะเดินไปเรื่อยๆ หลวงพระบางเป็นเมืองที่น่าเดินเล่นไปเรื่อยๆมาก บรรยากาศข้างทางสวย ผู้คนน่าฮัก และเป็นเมืองที่ปลอดภัยมาก

 

 


*สรุปการเดินทาง

เราเดินทางไปลาวช่วง 31-6/06/2017 โดยอยู่หลวงพระบาง 4 วัน 3 คืน แล้วเดินทางต่อไปวังเวียงและเวียงจันทน์ รีวิวนี้ขอพูดถึงแค่หลวงพระบางก่อนนะคะ ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องวังเวียงและเวียงจันทน์ให้ฟัง;))

  1. การเดินทางในตัวเมืองหลวงพระบาง

การเดินทางในตัวเมืองหลวงพระบางของเราหลักๆเลยคือ การเดิน ทุกที่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้ๆกันหมด แต่ถ้าไม่อยากเดินก็สามารถเช่าจักรยาน(ราคาประมาณ 15,000-20,000 Kip) หรือจะเช่ามอเตอร์ไซด์ หรือจะเหมารถรับจ้างไปก็ได้ โดยจะมีรถรับจ้างจอดอยู่ข้างทางเต็มไปหมดเลยค่ะ

*หัวใจคือที่พักของเรา Maison Souvannaphoum Hotel

*ดาวสีเหลืองคือสถานที่ที่เราแวะชม

  1. การเดินทางนอกตัวเมือง เช่นไปน้ำตกตาดกวางสี และน้ำตกตาดแส้ ซึ่งเราไปแค่น้ำตกตาดกวางสี แต่การเดินทางก็คล้ายๆกันโดยวิธีการเดินทางก็จะมีดังนี้

– เหมารถไปเอง มีรถรับจ้างอยู่ข้างถนนเต็มไปหมด เราสอบถามราคาและต่อรองราคาได้ ราคาก็จะอยู่ประมาณ 200,000-375,000 Kip ซึ่งจริงๆสามารถให้ที่พักหามาให้ได้ โดยราคาก็ขึ้นกับชนิดรถด้วย ถ้ารถมีแอร์ราคาก็จะแพงหน่อย

– แชร์รถตู้กับคนอื่น ราคาประมาณ 50,000-70,000 Kip ส่วนใหญ่จะติดต่อผ่านโรงแรม หรือไปติดต่อเองที่บริษัททัวร์ก็ได้ โดยรถตู้จะแวะมารับที่โรงแรมตามเวลานัดหมาย

– เช่ารถมอเตอร์ไซด์ขับไปเอง นอกจากมอเตอร์ไซด์แล้ว ก็เห็นมีขี่จักรยานกันด้วย

  1. การเดินทางข้ามเมือง

แถวๆไปรษณีย์ และเส้นถนนที่ผ่านพระราชวังหลวงพระบางจะมีบริษัททัวร์เต็มไปหมด สามารถติดต่อเรื่องรถไปที่อื่นได้เช่น ไปวังเวียง ราคาแต่ละที่ก็จะแตกต่างกันนิดหน่อย จากการเทียบราคาแล้วเราให้ที่โรงแรม Maison Souvannaphoum จองให้ ราคาโอเคสุด


*ที่พัก

การจองที่พักเราแนะนำให้หาที่พักทำเลดีๆ ใกล้ตัวเมือง ใกล้ตลาดมืด เราพักที่ Maison Souvannaphoum Hotel ซึ่งบรรยากาศดี ทำเลดีมาก และบริการดีมากด้วย โดยโรงแรมจะอยู่ตรงถนน Chao Fa Ngum การมาโรงแรมจากสนามบินใช่เวลานั่งรถมาแค่ 15 นาที และอยู่ไม่ไกลจากร้าน Joma Bakery Café ที่โด่งดัง และไม่ไกลจากตลาดมืดเลย ราคาที่พักช่วงที่เราไปก็ห้องละประมาณสามพันปลายๆ ราคารวมอาหารเช้า ซึ่งเป็นบุฟเฟ่ต์ website โรงแรมก็ http://www.angsana.com/en/ap-laos-maison-souvannaphoum จ้า


*ค่าใช้จ่ายเฉพาะที่หลวงพระบาง 4 วัน 3 คืน

ค่าเครื่องบินไปกลับ: 3,400 บาทต่อคน

ค่าที่พัก 3 คืน: 5,500 บาทต่อคน

ค่าอาหาร: 1,400 บาทต่อคน

ค่าเหมารถไปน้ำตกตาดกวางสี: 400 บาทต่อคน

ค่าเข้าสถานที่สำคัญ: 120 บาทต่อคน

ค่า Sim โทรศัพท์: 250 บาท

ราคาเฉพาะที่หลวงพระบาง 4 วัน 3 คืนก็ประมาณ 11,070 บาทต่อคน


*ที่เที่ยวอื่นๆ

จริงๆ หลวงพระบางมีที่เที่ยวอีกเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกตาดแส้ ถ้ำติ่งหรือถ้ำปากอู และสะพานไผ่ที่ข้ามไปเพื่อดูงานทอผ้าหมู่บ้านผานม (สะพานไผ่คนละอันกับที่ข้ามไปร้านเย็นสบาย เป็นสะพานไผ่ตรงรอยบรรจบของแม่น้ำโขงกับแม่น้ำคาน)


*ภาษา

ฟังกันรู้เรื่อง คุยกันเข้าใจ การสื่อสารไม่เป็นอุปสรรคในการมาเที่ยวประเทศนี้


*เรื่องเงินๆทองๆ

– หน่วยเงินที่ใช้คือ กีบ (Kip) ค่าเงินก็ประมาณ 1 บาท = 250 กีบ

– ตามกฎหมายเขาเราไม่สามารถใช้เงินไทยที่ลาวได้ แต่ในชีวิตจริงก็แอบใช้กัน

– เราบินมาลงที่หลวงพระบางเลย ถ้าจะแลกเงินกีบในสนามบิน จะมีที่ให้แลกประมาณสามที่ ซึ่งเรทราคาต่างกัน ให้เปรียบเทียบราคาดีๆก่อนแลกน้า


* Sim โทรศัพท์

ขอสารภาพตามตรงว่าไม่ได้ศึกษาเรื่อง Sim โทรศัพท์มา มาถึงสนามบิน โดนเชิญชวนไปทางไหนก็คล้อยตาม เลยได้ Sim ของ Beeline ซึ่งเป็น 3G มีอายุการใช้งาน 7 วัน ราคาอยู่ที่ 250 บาท แต่เราว่าสัญญาณดีใช่ได้เลยนะ;)


*ของฝาก

จากการสำรวจตลาดมืด เราได้ผ้าพันคอผ้าฝ้ายลายมัดย้อมสีครามที่ เราใช้พันหัว พันคอแทบจะทั้งทริป ราคาหลังการต่ออยู่ที่ 150 บาท

และอีกอย่างที่ชอบมากๆคือกระเป๋างานปักลายน่ารักสีสันสดใส ซื้อมาหลายใบ หลายแบบมากเลยจ้า


*ขอบใจจ้า:)))

ระหว่างทางที่เดินเล่นเรื่อย เราเจอป้ายนี้ Dos and Don’t ต้องขอขอบคุณป้ายนี้ที่ทำให้ได้ไอเดียดีๆในการท่องเที่ยวหลวงพระบาง

ขอบคุณคุณแม่ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน เป็นการผจญภัยในต่างแดนของเราสองแม่ลูก เป็นทริปสอนแม่ถ่ายรูป เป็นทริปเดินรัวๆ แดดแรงแค่ไหนก็ไม่หวั่น กลับมาดําปิ๊ดปี๋เลยทั้งแม่และลูก ขอบคุณแม่สำหรับรูปสวยๆที่ถ่ายให้นะคะ ขอบคุณที่มีความพยายามในการถ่ายรูปลูกสาว ไว้จะพาไปเที่ยวอีกน้า:)))

 

 

 

Comments

comments