Kilimanjaro(คิลิมันจาโร) “Where it slopes down is where it slopes up.”

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in  , ,      3 weeks ago     1817 Views     Comments Off on Kilimanjaro(คิลิมันจาโร) “Where it slopes down is where it slopes up.”  

 

“Painamapo

ndipo painukapo.”

Where it slopes down is

where it slopes up.

คิลิมันจาโร

เขาหนึ่งใน Seven Summits

สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา

อยู่ในประเทศแทนซาเนีย

เป็นเขาที่ใช้ทักษะการเดินขึ้นล้วนๆ

เพื่อขึ้นไปถึงยอดที่สูงที่สุด Uhuru peak

ยอดที่มีความหมายว่า

“F R E E D O M”

 


เพราะคำว่า “สูงที่สุด”


จากการศึกษาข้อมูลและรู้ว่าคิลิมันจาโรเป็นเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา

เป็นหนึ่งใน Seven Summits

กลับกลายเป็นว่า

เพราะคำว่า

“สูงที่สุด”

ทำให้เรากลัวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

กลัวว่าตัวเองยังไม่พร้อม

ยังไม่ถึงเวลาที่จะไปเขาลูกนี้

แต่ก็เกิดคำถามในใจที่ทำให้ความกลัวมันหายไป

 

“ถ้าไม่พร้อมตอนนี้

แล้ว

เมื่อไหร่หล่ะ…..”

การเตรียมตัวให้พร้อมกับการขึ้นเขาจึงเริ่มขึ้น ด้วยการวิ่งทุกวันและ Squat อย่างหนักหน่วง สิ่งหนึ่งที่ชอบจากการมีแพลนว่าจะไปขึ้นเขา คือมันจะมีไฟและเป็นแรงจูงใจที่ดีให้หันมาออกกำลังกาย

และการเตรียมตัวที่ห้ามลืมเด็ดขาดสำหรับการไปประเทศแทนซาเนียคือ การฉีดวัคซีนไข้เหลืองก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วัน โดยเราไปฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ตรงแถวๆอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หมอจะออกสมุดเล่มสีเหลืองๆไว้ให้เป็นหลักฐานไว้ยื่นตอนเดินทางเข้าประเทศแทนซาเนีย  และที่สำคัญยอดเขาที่เรากำลังจะไปสูงเกือบ 6,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลเพราะฉะนั้นอย่าลืมปรึกษาแพทย์เรื่องอาการแพ้ความสูงหรือ AMS น้าาา

รายละเอียดการเตรียมตัวและเส้นทางต่างๆอ่านได้ที่ คู่มือเดินเขาที่ “คิลิมันจาโร” ที่หมอโจ้เขียนเอาไว้ ตาม link นี้ คู่มือเดินเขาที่คิลิมันจาโร

 


คำทักทายแรก


“Jambo”

คำทักทายแรกที่ได้ยินเมื่อมาถึง

ความหมายคือ

“สวัสดี”

แต่ถ้าอยู่ไปเรื่อยๆ จะพบว่าจริงๆมันจะมีคำทักทายฮิตๆอยู่สองแบบ

“Jambo กับ Mambo”

ถ้ามีคนพูดว่า “Jambo” กับเรา ก็ให้ตอบเค้าไปว่า “Jambo” อันนี้ง่าย แต่ถ้าทักมาว่า “Mambo” ต้องตอบแบบมีชั้นเชิงกลับไปว่า “Poa” ถ้าฟังไม่ผิดมันอ่านออกเสียงว่า “โพอา” เอาเข้าจริง เวลามีคนทักว่า Jambo เราจะดีใจมาก มันตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า Jambo แต่เวลามีคนทักว่า Mambo เราจะสตั้นไป 7 วินาที ยืนคิดว่าต้องตอบว่าไรรรรรรนะ

 


เส้นทางที่เลือกเดิน


Rongai เป็นเส้นทางที่เลือกเดิน เป็นหนึ่งในหกเส้นทางในการพิชิตยอดเขาที่สูงสุดในแอฟริกา เป็นเส้นทางไม่ฮอตฮิตเท่าไหร่ แต่ข้อดีที่ต่างจากเส้นทางอื่นคือ การได้สัมผัสวิถีชีวิต Chagga style เพราะการเดินในช่วงแรกจะพบบ้านชาวบ้านเรียงรายอยู่ระหว่างทาง ได้พบเจอสัตว์แปลกๆ เช่น ลิง Colobus เป็นลิงที่มีขนหางสีขาวยาวสลวยสวยเก๋ และพบพืชพรรณหน้าตาประหลาด เดินทั้งหมด 6 วัน นอนเต็นท์ทุกคืน ขาลงจะเปลี่ยนเส้นทางไปเดินลงทาง Marangu ซึ่งเราว่าดี เพราะถือว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศ ขึ้นกับลงไม่ซ้ำทางกัน



Song of Kilimanjaro


“Jambo, jambo Bwana 

(Hello, hello Sir)

Habari gani 

(How are you?)

Mzuri sana

 (Very fine)

Wageni, mwakaribishwa 

(Foreigners, you’re welcome)

Kilimanjaro, hakuna matata 

(Kilimanjaro, there is no problem)”

มันคือท่อนหนึ่งในเพลงแห่งคิลิมันจาโร ที่การ์ดี้ไกด์ของเราสอนร้องระหว่างเดิน เป็นเพลงร้องต้อนรับสำหรับผู้มาเยี่ยมเยือนคิลิมันจาโร และเหมือนเป็นธรรมเนียมที่พอเดินถึงแคมป์จะมีการร้องเพลงนี้และเต้นต้อนรับผู้มาเยือน จังหวะสนุกสนานของบทเพลงประกอบกับท่าเต้น freestyle ของคนที่นี้ มันเป็นหนึ่งในเสน่ห์ของการได้มาเยือนคิลิมันจาโร มันเป็นบรรยากาศที่ไม่มีทางลืมได้ลงได้เลย

 


แปรงแห้งวิธีแปรงฟันที่ชอบใช้เวลาเดินป่าเดินเขา


การแปรงฟันแบบไม่ต้องใช้น้ำหรือการแปรงแห้ง คือการแปรงฟันที่แค่ถุยฟองทิ้ง ไม่ต้องบ้วนน้ำตาม ซึ่งเป็นวิธีแปรงฟันที่เราชอบใช้เวลาไปเดินเขา อารมณ์น้ำมีให้ใช้น้อย จะเอาไปบ้วนทิ้งก็เสียดายและบวกกับไม่อยากออกมายืนแปรงฟันหนาวข้างนอกเต็นท์ ก็แปรงแห้งในเต็นท์แล้วบ้วนใส่กระดาษเอาเลย

นอกจากเรื่องความประหยัดน้ำและความสะดวกแล้ว จริงๆการแปรงแห้งนั้นมีประโยชน์มากๆ ในเรื่องของการออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่ของฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุ เพราะการแปรงแห้งนั้นยาสีฟันจะไม่ถูกเจือจางด้วยน้ำ และยังเป็นการเก็บฟลูออไรด์ให้อยู่ในช่องปากนานๆด้วย

โดยวิธีแปรงนั้น มีขั้นตอนง่ายๆดังนี้
1. เอาแปรงสีฟันใส่ยาสีฟันแล้วเอาเข้าปากได้เลย โดยไม่ต้องจุ่มน้ำ แปรงกันแบบแห้งๆกันเลยเนี่ยแหล่ะ;)
2. แปรงนานอย่างน้อย 2 นาที แล้วก็ถุยฟองออก โดยไม่ต้องบ้วนน้ำตาม
3. หลังแปรงเสร็จ ไม่ควรทานอาหาร หรือ ดื่มน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที

เท่านี้แหล่ะค่ะวิธีแปรงแห้ง ง่ายๆ สะดวกมาก ลองเอาไปใช้ตามได้เลยน้า;))

 


มาเวนซีที่รัก


ตลอดข้างทางเราจะเห็นภูเขาสูง

หน้าตาลึกลับ ขี้อาย

ที่มีเมฆบังยอดอยู่เกือบตลอดเวลา

ดูน่าค้นหา

ชื่อ

“มาเวนซี่”

เขาบอกกันว่า…..

 

“ถ้าเปรียบคิลิมันจาโรเป็นชาย

มาเวนซีก็คือหญิง

ตั้งตระหง่านอยู่เคียงคู่กัน

 


ห้องน้ำวิว 360 องศา


ว่ากันด้วยเรื่องห้องน้ำ ที่คิลิมันจาโรจะมีห้องน้ำเป็นส้วมหลุมมีกำแพงกั้นให้ในจุดกางเต้นท์และจุดพักบางจุด ซึ่งแปลว่าถ้าเราเดินไม่ถึงเต็นท์หรือจุดพัก แล้วดันปวดฉี่ซ่ะก่อน เราก็คงต้องหาทำเลดีๆในการทำภาระกิจ ซึ่งบอกเลยว่ามันฟินกว่าการไปเข้าห้องน้ำส้วมหลุมมีกำแพงรอบตัวแน่ๆ วิวธรรมชาติแบบ 360 องศา ลมเย็นๆ จะหาโอกาสดีแบบนี้ได้ที่ไหนทีจะได้เข้าห้องน้ำที่วิวสวยขนาดนี้ ลองดูแล้วจะติดใจ ไม่อยากเข้าห้องน้ำมีกำแพงกั้นเลยจ้า แต่ต้องเลือกทำเลดีๆนะ  อย่าให้ใครเห็น;)

แต่ข้อเสียของการขึ้นเขาสูงๆ นอกจากจะยิ่งสูง ก็ยิ่งหนาวแล้ว ยิ่งสูง ต้นไม้ก็ยิ่งเตี้ยลงเรื่อยๆ การหาทำเลในการทำภาระกิจจะต้องใช้ความคิดมากขึ้น อาจจะเปลี่ยนจากพุ่มไม้เป็นโขดหินใหญ่ๆ แล้วให้เพื่อนดูต้นทางให้

แต่ถ้าดันปวดระหว่างเดินขึ้น Summit ซึ่งเป็นเวลากลางคืน ก็แนะนำให้หาทำเลที่คนไม่เดิน หลบออกนอกเส้นทาง ปิดไฟคาดหัว แล้วปฏิบัตรภาระกิจได้เล้ย;)

 


ห้องอาหารวิวหลักล้าน


อีกหนึ่งอย่างที่เป็นความแปลกใหม่ ที่ยังไม่เคยเจอที่เขาไหนคือการแบกโต๊ะอาหารพร้อมเก้าอี้ขึ้นมาให้ด้วย  สำหรับเราแล้วนี้คือการขึ้นเขาครั้งแรกเลยที่ไม่ต้องนั่งกินข้าวกับพื้น และอาหารทุกมื้อทำดีมาก มื้อเช้าก็จะเป็นพวกไข่ กับแป้งคล้ายๆโรตี กินกับพวกแยม แต่ก็จะมีซุปที่ทำจากธัญพืชที่เป็นอาหารพื้นเมืองที่เรียกว่า Uji (อูจิ) มาให้ได้ลองเป็นบางมื้อ  มื้อเที่ยงส่วนใหญ่จะเป็นข้าวกล่องที่เตรียมไว้ให้ ส่วนมื้อเย็นนั้นหรูสุด กินกันใต้แสงเทียน โดยจะมีออร์เดิร์ฟ เสริฟตามมาด้วยซุปผัก และปิดท้ายด้วยอาหารจานหลักทีเน้นพวกมันฝรั่ง ไก่ ฝีมือพ่อครัวทำอร่อยแบบกินกันเกลี้ยงแทบทุกมื้อ

 


วันแห่งการปรับตัว


วันแห่งการปรับตัวหรือที่เรียกว่า Acclimatization คือวันที่เราจะเดินขึ้นไปที่สูงก่อนแล้วก็กลับลงมานอนที่ต่ำ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวให้เคยชินกับความสูงที่เปลี่ยนไป วันนี้เลยเป็นวันสบายๆ เดินชิวๆ;))

ระหว่างทางก็จะพบกับศิลปะข้างทางที่มีคนสร้างไว้ คือการเรียงหินเป็นอักษรชื่อตัวเอง เห็นแล้วก็เกิดอารมณ์อยากทำตามบ้าง เลยพยายามหาหินมาเรียงเป็นชื่อตัวเอง และพบว่าเรื่องที่เราเคยทำอย่างง่ายดายบนพื้นดินกลับกลายเป็นเรื่องยากเมื่อมาทำบนที่ระดับความสูงแบบนี้ การก้มหาหินบนที่สูงมันทั้งเหนื่อยและทำให้หน้ามืด แต่ก็นะ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น  ฮึบๆ

 


ห้ามท้อนะ


“เวลาฉันท้อ แกห้ามท้อนะ

และเวลาแกท้อ ฉันสัญญาว่าจะไม่ท้อตาม

ขอยอมรับแต่โดยดีว่ามีความไม่มั่นใจในตัวเองและท้อแท้อยู่หลายจังหวะ แต่ก็ผ่านความรู้สึกนั้นมาได้ ด้วยกำลังใจจากเพื่อนร่วมทาง ที่ถึงแม้จะท้อเหมือนกัน แต่ไม่เคยที่จะท้อในจังหวะที่ตรงกัน เวลาเราท้อ จะมีแอมค่อยให้กำลังใจ “แกทำได้แน่ๆ” ในทางกลับกันเวลาแอมท้อ แพรก็จะให้กำลังใจ สลับกันไปมา วนไปอยู่หลายรอบ กลายเป็นประโยคซ้ำๆที่พูดติดปากของแพรกับแอม “แกทำได้แน่ๆ” ทำให้เข้าใจเลยว่ากำลังใจ และแรงผลักดันจากผู้คนรอบตัวที่รักและหวังดีกับเรามันสำคัญจริงๆ

ปล. แอมคือเพื่อนถึกๆของเราที่ขึ้นเขาสูงสุดในชีวิตก่อนมาคิลิมันจาโรคือ  ดอยหลวงเชียงดาว เป็นการกระโดดข้ามสเต็ปแบบโหดแท้ ขอบคุณจริงๆที่มาเป็นเพื่อนกัน:))

 


บทเพลงในวันพิชิตยอด


ในจังหวะที่กำลังท้อ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง Isaya ไกด์อีกคนของเราเหมือนจะสัมผัสได้ สิ่งที่เขาทำคือ ร้องเพลงให้กำลังใจ Isaya พยายามร้องเพลงทุกอย่างที่เค้าร้องได้ แต่เพลงสุดท้ายกลับสะดุดใจเรา

“ We wish you a Merry Christmas

We wish you a Merry Christmas

……

And a Happy New Year:)”

เพลงคุ้นหูที่ไม่คิดว่าจะได้ยินบนนี้ บนที่ระดับความสูงกว่า 5,000 เมตร เพลงธรรมดาที่ไม่คิดว่าเค้าจะร้องขึ้นมาบนนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ใจท้อๆกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง

 


ของสำคัญที่ถูกลืม


ถุงน้ำ หรือ Water bag เป็นของที่จำเป็นมากที่เราไม่ได้เตรียมไป ลักษณะมันจะเป็นถุงใส่น้ำที่ใส่ในประเป๋าเป้ backpack และโผล่หลอดดูดน้ำออกมาทางรูด้านบนของเป้ เหมาะกับช่วงเวลาเหนื่อยๆไม่มีแรงหยิบขวดน้ำมากๆ สะดวกมาก เพราะเอาเข้าจริงเวลาเดินขึ้นพิชิตยอดมันเหนื่อยมากจริงๆ เหนื่อยจนไม่มีแรงจะหยิบอะไร เราว่าเป็นสิ่งที่ควรเตรียมไปอย่างยิ่งในการพิชิตยอดคิลิมันจาโร

 


กุญแจสำคัญในการพิชิต

คิลิมันจาโร


“Pole Pole”

เป็นภาษาสวาฮีลีอ่านว่า “โพเล โพเล”

หรือแปลเป็นไทยว่า “ช้า ช้า”

เป็นคำพูดที่ได้ยินจากไกด์นำทางบ่อยสุด เหมือนบอกให้เราใจเย็นๆ ค่อยๆเดิน ไม่ต้องรีบ เพราะความช้านี้แหล่ะที่จะทำให้ร่างกายเราได้ค่อยๆปรับตัวจากการที่ออกซิเจนค่อยๆน้อยลงจากการเปลี่ยนแปลงความสูงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของการพิชิตยอด แท้ที่จริงกลับคือ การค่อยๆก้าวเดินไป อย่างช้าๆและมั่นคง

 


ป้ายไม้ธรรมดาๆ 5 แผ่น


ถามว่าบนยอด Uhuru peak  มีอะไรบนนั้น?

จากการมองด้วยตาที่พร่าไปหนึ่งข้างจากการไม่ protect ตาจากแสงที่จ้าด้วยแว่นกันแดดนั้น เราเห็นลานโล่งๆ แบนๆ ที่อยู่เหนือเมฆ ไม่มีอะไรนอกจากป้ายไม้ธรรมดาๆ 5 แผ่น ที่มีคำเขียนมากมาย แต่ไม่มีแรงอ่านจับใจความ มีคนมายืนมุงถ่ายรูปคู่กับป้ายเต็มไปหมดด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าสุดๆแต่กลับดูมีความสุข เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หนึ่งในคนที่ยื่นถ่ายรูปคู่กับป้ายธรรมดา 5 แผ่น ที่ยื่นยิ้มแห้งๆ น้ำมูกไหลย้อยด้วยความสุขความภูมิใจ ป้ายธรรมดา 5 แผ่นนี้กลับดูพิเศษเมื่อมาอยู่อย่างถูกที่ถูกทาง

 


ในวันที่ยอมรับการช่วยเหลือ


ขาลงจากยอด Uhuru peak กลับเป็นช่วงทรมานที่สุด เหมือนใช้แรงใจและแรงกายหมดไปกับการเดินขึ้นเพื่อพิชิตยอดไปแล้ว เดินช้า หายใจลำบาก อยากล้มตัวนอน แต่มันต้องลงไปให้ถึงให้ได้ พยายามค่อยๆเดิน แต่หน้าตาคงแสดงออกว่าไม่ไหว การ์ดี้ไกด์ของเราพยายามขอให้เขาช่วยแบกกระเป๋าให้ เราไม่ยอม เพราะมีความคิดติดอยู่ในหัวอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าเราคิดจะเอาของขึ้นยอด เราต้องแบกเองให้ได้ เราไม่เคยยอมให้ใครช่วย จนวันนี้ วันที่การ์ดีพยายามจะช่วย เราปฏิเสธในตอนแรกๆ แต่ในที่สุดก็ยอมให้เค้าดึงกระเป๋าไปอย่างง่ายดาย ความคิดที่เคยติดอยู่ในหัวมลายหายไปเพราะหมดเรี่ยวแรงจริงจัง เรายอมแล้ว ยอมรับการช่วยเหลือแล้ว พูดเลยว่าถ้าไม่มีไกด์คงแย่แน่ๆ ขอบคุณพวกเขาจริงๆที่ช่วยถือกระเป๋าและพยายามช่วยลากลงมาจากเขา ขอบคุณจริงๆ ถ้าไม่มีพวกเขาเราคงไม่ถึงยอดและลงมาอย่างปลอดภัยแบบนี้

 


เปลี่ยนบรรยากาศ


เนื่องจากขาขึ้นเราขึ้นจากทาง Rongai ขาลงจากเขาลงทาง Marangu หรือ Coca Cola Route การขึ้นกับลงไม่ซ้ำทางกัน ทำให้ได้เปลี่ยนบรรยาศ ทางมันสวยกันคนละแบบเลย แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนคือทาง Marangu จะพบผู้คนมากมาย และมีบ้านพักให้นอนทุกคืน  ไม่ต้องนอนเต็นท์ทุกคืนเหมือนเส้นทาง Rongai

 


HAKUNA MATATA


“ฮาคูน่า มาทาท่า” คำพูดอีกคำที่คนที่ Tanzania พูดอย่างติดปาก มีความหมายว่า “Don’t worry หรือ No problem” ถ้าคนเคยดู The Lion King ต้องเคยได้ยินประโยคนี้แน่ๆ หรือถ้าคนที่เป็นแฟนคลับของการ์ตูนเรื่องนี้ อาจจะร้องเพลงได้ด้วยซ้ำ

” HAKUNA MATATA” เป็นคำพูดที่ทำให้รู้สึกถึงความปล่อยว่าง รู้สึกถึงความสบายใจ อารมณ์บอกกับตัวเองว่า “ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลนะ:)”

แปลก แต่มันจริง เพราะเหมือนปัญหาหนักๆสามารถคลี่คลายลงได้ ด้วยประโยคสั้นๆประโยคหนึ่ง และคิดว่ามันคงต้องกลายเป็นประโยคที่เราพูดจนติดปาก หรือเวลาเครียดหรือกังวลเรื่องอะไรต้องหลุดพูดคำนี้ออกมาแน่ๆ:)))

 


ASANTE SANA


คำว่า Asante เป็นภาษาสวาฮิลีแปลว่า “ขอบคุณ”  เติมคำว่า sana เข้าไปก็จะมีความหมายว่า “ขอบคุณมากๆๆๆๆ”

ก็……..การเดินทางครั้งนี้เราอยากขอบคุณหมอโจ้ กับ แอม มากๆที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขเดินทางไปด้วยกัน

แอบเรียกโจ้กันว่า”พ่อโจ้” เพราะจัดการทุกอย่างให้จริงๆ คือกลายเป็นการเที่ยวแอฟริกามันไม่ยากเลย และสนุกมากๆ เป็นทริปที่สภาพพังสุด แต่กลับโคตรรู้สึกสนุก และแฮปปี้มาก ขอบคุณจริงๆๆๆๆๆ

อยากขอบคุณแอม ที่ถึงแม้ว่าต้องเตรียมตัวกับการสอบบอร์ดแต่ก็ยังไปเป็นเพื่อนกัน คอยให้กำลังใจกันตลอด ชอบโมเม้นต์ที่พอจะถึงยอดแล้วเดินมาจับมือกัน:))

ขอบคุณลูกหาบ พ่อครัว การ์ดี้ และ Isaya ไกด์ของเราที่พากันไปจนถึงยอด ถ้าไม่มีผู้คนเหล่านี้คงไปไม่ถึงจริงๆ ขอบคุณเพลง Christmas ที่ร้องให้ แม้จะอากาศน้อยแค่ไหนก็ยังคงได้ยินเสียงเพลงให้กำลังใจ

ขอบคุณน้องแบงค์และโก้ที่มาร่วมแจมทริปตอนลงมาจากยอด คือสนุกมากจริงจัง ขนาดรองเท้าหาย กล้องพังยังรู้สึกแฮปปี้ได้ :))


“Painamapo ndipo painukapo.”

Where it slopes down is where it slopes up.

“เมื่อมีขึ้น ก็ต้องมีลง

เมื่อมีลง ก็ย่อมมีขึ้น:))”


============================
Tanzania, Here I am  Pocket book เล่มใหม่ของหมอโจ้
ประสบการณ์ของการเป็นหมอไทยคนแรกๆในแทนซาเนีย
ต่อด้วยการพิชิตยอดคิลิมานจาโรเป็นการส่งท้าย
ราคาเล่มละ 325 บาท
ทุกเล่มที่สั่งซื้อ มีลายเซนต์ให้ด้วย
สนใจสั่งซื้อได้ที่นี่ ทาง inboxเลยนะค่า 🙂

Comments

comments