ซาฟารีทีแทนซาเนีย ครั้งหนึ่งในชีวิต (ฺBudget Safari guide in Tanzania)

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in  ,      1 month ago     807 Views     Comments Off on ซาฟารีทีแทนซาเนีย ครั้งหนึ่งในชีวิต (ฺBudget Safari guide in Tanzania)  

บทความที่รวบรวมข้อมูลสำหรับการวางแผนและเตรียมตัวไปท่องซาฟารีที่แทนซาเนีย เซเรงเกติ (Serengeti) โกรองโกโร่ (Ngorongoro) ทะเลสาบมันยารา (Lake Manyara)

หนึ่งในกิจกรรมแห่งความฝันในชีวิตของคนๆหนึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า การได้มาตามรอยเจ้าป่ากลางทุ่งหญ้าสะวันนาในแอฟริกาต้องอยู่ในใจทุกคนอย่างแน่นอน

วันนี้ผมจะมาทุกคนไปเข้าใจเกี่ยวกับการเตรียมตัวเที่ยวซาฟารีที่สวย ดัง และคุ้มค่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่ประเทศแทนซาเนีย

การเดินทางในครั้งนี้จะทำให้เราหลงรักแอฟริกาไปแบบชนิดถอนตัวไม่ขึ้นอย่างแท้จริง

Quick facts

ฤดูกาลน่าเที่ยว

ดีที่สุดจะเป็นเดือนที่ไม่มีฝน ฟ้าใส อากาศกำลังดี คือ มิถุนายน ถึง ตุลาคม ช่วงนี้สัตว์จะหาดูง่าย สิงโตเดินไปมายังกับสุนัขจรจัดของบ้านเรา

จะมีอะไรพิเศษตรงที่ถ้าใครอยากดู อารมณ์สัตว์วิ่งข้ามแม่น้ำแบบในสารคดี (The great migration) ต้องมาช่วงเดือน 7-9 ขึ้นกับฤดูกาลว่าฝนมาช้าหรือฝนมาเร็ว เอาแน่เอานอนไม่ได้ในช่วงโลกร้อนครับ

หรือถ้าอยากมาดูสัตว์ออกลูก (calving) ให้มาช่วงต้นปีคือ เดือน 1-2 ครับ

Low season คือช่วงเดือน มีนาคม เมษายน พฤษภาคม เนื่องจากฝนตกหนัก สัตว์หลบฝน ต้นไม้ขึ้นสูง ไปแล้วไม่สนุกครับ


ทำไมต้องแทนซาเนีย

จริงๆแล้วการไปดูซาฟารี ไปได้หลายประเทศไม่จำเป็นต้องมาที่แทนซาเนียก็ได้ครับ

เช่นไปมาไซมาร่า (Masai Mara) ที่ประเทศเคนย่า หรือ ครูเกอร์ (Kruger) ที่ที่แอฟริกาใต้

แต่ซาฟารีที่แทนซาเนียนั้นแตกต่างจากที่อื่นๆที่เขียนเอาไว้เพราะว่าอะไร มาลองดูเหตุผลกันครับ

  1. แทนซาเนีย ไม่ได้มีดีแค่ซาฟารี เราสามารถเอาซาฟารีไปควบกับสิ่งมหัศจรรย์อื่นๆของแทนซาเนียได้ ไม่ว่าจะเป็น คิลิมันจาโร หรือ ซันซิบาร์

  2. เซเรงเกติ (Serengeti) กับ The great migration เป็นสิ่งที่ๆดูได้อลังการที่สุดที่แทนซาเนีย ถึงแม้ฝั่งเคนยาจะสามารถดูได้เช่นเดียวกัน

  3. ชนเผ่ามาไซ (Masai) นอกเหนือจากการไปซาฟารี แล้วยังเป็นโอกาสที่ดีในการเที่ยวหมู่บ้านของเผ่ามาไซอันโด่งดัง


ค่าใช้จ่าย

  1. สายการบิน เลือกจุดหมายปลายทางเป็น Kilimanjaro international airport (KIA) นะครับ จากกรุงเทพไม่มีไฟลต์ตรง ค่าตั๋วก็จะอยู่ราวๆ 15,000-30,000 แล้วแต่โปร
    • Kenya airways เปลี่ยนเครื่องที่ Nairobi
    • Ethiopia airline เปลี่ยนเครื่องที่ Addis Ababa
    • Qatar airways เปลี่ยนเครื่องที่ Doha
    • จะมีสนามบิน Arusha ด้วยที่อยู่ใกล้เมือง Arusha มากกว่าแต่อันนั้นบินเฉพาะ Domestic flight อย่างเดียวครับ ไม่สามารถบินจากต่างประเทศได้
  2. ค่าวีซ่า คนไทยทำวีซ่า on arrival ได้เลยที่สนามบิน Kilimanjaro international airport ค่าวีซ่าคนละ 50 USD ครับ
  3. วัคซีนไข้เหลือง ปัจจุบันถ้าคนไทยไปเที่ยวแทนซาเนียยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนก่อนเดินทางอยู่ ไปฉีดได้ที่สถานเสาวภา หรือที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ค่าใช้จ่ายประมาณ 800-1500 ครับ
  4. ค่าทัวร์ซาฟารี ยึดตามทัวร์ราคา budget แบบที่ผมไปมานะครับ เขาจะคิดเป็นวันรวมอาหารเดินทางแล้ว ตกวันละ 150 USD จะไปกี่วันก็คูณเอา ผมไป 4 วันก็ 600 USD ครับ ตกราวๆ 19,000 พวกทัวร์ส่วนใหญ่จะรวมค่าเข้าอุทยานไปทั้งหมดแล้ว
  5. ค่า Tip เป็นอะไรที่ค่อนข้างสำคัญพอสมควร ให้เตรียม tip ไว้สำหรับพ่อครัวและคนขับรถของเขาไว้ โดยประมาณ 5-10 USD/คน/วันครับ

จะเห็นได้ว่ารวมค่าใช้จ่ายแล้ว ก็จะตกราวๆ 40,000 – 50,000 บาท (สำหรับ budget traveler)


ไปซาฟารีที่ไหนดีในแทนซาเนีย

แทนซาเนียเป็นประเทศที่มีซาฟารีตั้งอยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศ

จริงๆคำว่า “ซาฟารี” (Safari) มันมีความหมายแปลว่า “การเดินทาง” คือไม่ได้มีความเกี่ยวอะไรกับสัตว์ป่าแบบที่เราเคยเข้าใจกันมาแต่น้อย

เป็นคำท้องถิ่นที่เวลาเราใช้ตอนจะเดินทางไปไหนมาไหนครับ แต่ด้วยความที่คนไทยเรียกกันจนคุ้นเคย ผมก็เลยขอยึดคำว่า “ซาฟารี” ไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ

ส่วนของซาฟารีที่ดังที่สุดในแทนซาเนียหรือในโลกก็ว่าได้จะอยู่ในส่วนที่เรียกว่า Northern Curcuit

ซึ่งไอส่วนพื้นที่บริเวณนี้ก็จะกว้างใหญ่ไพศาลมาก ประกอบด้วยพื้นที่เล็กๆน้อยๆอีกมากมาย ซึ่งแต่ละชื่อที่พูดขึ้นมาเราก็จะร้องอ๋อๆๆๆกันเป็นลำดับครับ

Northern Curcuit

Ref : https://www.tanzania-experience.com/safaris/lodge/the-northern-circuit/

ในบทความนี้จะเน้นที่นี่เป็นหลัก เพราะมันคือสถานที่ๆผมไปมา พวกซาฟารีดังๆชื่อคุ้นหูของประเทศแทนซาเนียก็ตั้งอยู่ที่บริเวณนี้กันหมดครับ ไม่ว่าจะเป็น เซเรงเกิต (Serengeti), โกรองโกโร่ (Ngorongoro), เลคมันยาร่า (Lake Manyara) หรือ ทารังกิเล (Tarangire)

ซึ่งเรามักจะใช้เมืองอารุชา (Arusha) เป็นฐานทัพในการท่องเที่ยว

การเดินทางมีตั้งแต่ 2-7 วัน แล้วแต่แผนของแต่ละคน ถ้าไปใกล้ๆแค่ Lake Manyara หรือ Tarangire ก็ใช้ 2 วันก็คิดว่าเพียงพอ

แต่ถ้าจะไปถึง Ngorongoro (ซึ่งควรไป) ต้องใช้เวลา 3 วันอย่างน้อยถึงจะกำลังดีครับ

หรือถ้าคิดอยากไปให้ไกลถึง Serengeti (ซึ่งควรมากๆ) ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 วันครับ

ตัวอย่างแผนการเดินทางสำหรับคนที่มีเวลา 5 วัน

วันที่ 1 : เที่ยวในตัวเมือง Arusha

วันที่ 2 : เลือกระหว่างอุทยานแห่งชาติ Lake Manyara หรือ Tarangire

วันที่ 3 : ปากปล่องภูเขาไฟโกรองโกโร่ (Ngorongoro)

วันที่ 4 : ทุ่งหญ้าแห่งเซเรงเกติ (Serengeti)

วันที่ 5 : จะอยู่เซเรงเกติวันที่ 2 หรือจะวิ่งตรงกลับ Arusha เลยก็ได้ครับ


The Great migration

The great migration คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันจะมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

สัตว์ป่าหลายล้านตัวจะพร้อมใจกันวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อออกไปหาแหล่งอาหารใหม่และกลับมาที่เดิมอีกครั้งในช่วงระยะเวลาประมาณ 4-5 เดือนในแต่ละปี

โดยการอพยพของสัตว์ป่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆปี แต่เดือนอาจจะไม่เป๊ะ เนื่องจากต้องขึ้นกับสภาพของทุ่งหญ้าด้วยครับว่า ปีนี้ฝนแล้ง หรือฝนชุกซึ่งส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ในแต่ละที่ไม่เท่ากัน

รอบการอพยพของสัตว์

เราจะนับที่ต้นทางคือ เซเรงเกติ (Serengeti) ฝั่งแทนซาเนีย และ มาไซมาร่า (Masai Mara) ฝั่งเคนยาเป็นหลัก เพราะสองที่นี้คือที่ๆดังที่สุดในการมาดูการอพยพครั้งใหญ่ของสัตว์ครับ

เดือน 1-3 ช่วงนี้สัตว์ป่าจะอยู่ทางตอนใต้ของเซเรงเกติ (Serengeti) เป็นระยะออกลูกของสัตว์ (Calving) เพิ่มจำนวนอย่างมหาศาล หลังจากถูกจระเข้และสัตว์นักล่ากินไประหว่างทางช่วงอพยพ

เดือน 4-6 ช่วงนี้สัตว์ป่าและครอบครัวจะเริ่มอพยพไปอยู่ทางทิศเหนือของเซเรงเกติ (Serengeti) โดยจะไปช้าไปเร็วขึ้นกับฤดูฝนในตอนนั้น เพราะถ้าหญ้ายังมีให้กินอยู่ในด้านใต้ (นั่นฝนมาช้า) สัตว์ยังคงไม่ขึ้นเหนือครับ

เดือน 7-9 จะเป็นช่วงระยะที่สัตว์วิ่งข้ามไปฝั่งมาไซมาร่า (Masai Mara) โดยฉากสำคัญที่เรามักจะไปเฝ้าดูกันคือช่วงข้ามแม่น้ำ Grumeti และแม่น้ำ Mara ครับ อันนี้ high season ของซาฟารีอย่างแท้จริง

เดือน 10-12 จะเป็นช่วงที่สัตว์ป่าจะอยู่ในมาไซมาร่า (Masai Mara) ของฝั่งเคนยาเป็นหลัก และจะพากันวิ่งกลับไปที่เซเรงเกติ (Serengeti) เมื่อหญ้าในมาไซมาร่าหมดลง กลับเข้าสู่วัฎจักรเดิมวนไปวนมาเรื่อยๆครับ

จะเห็นว่ามันเกี่ยวกับฤดูกาลพอสมควร เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาแบบเป๊ะๆ อาจจะผิดหวังก็ได้ครับ ผมไปอยู่แทนซาเนียช่วงปลายเดือน 7 แล้ว จริงๆสัตว์ป่าควรจะเริ่มอยู่ใน Serengeti ด้านเหนือๆแล้ว แต่ด้วยความที่ฝนตกช้า เลยทำให้สัตว์ป่ายังอยู่ด้านใต้เป็นหลักอยู่เลย เพราะฉะนั้นถ้าเอาแม่นต้องถามบริษัททัวร์ท้องถิ่นที่เขาจะรู้ฤดูกาลและจังหวะเป็นอย่างดีครับ


อารุชา (Arusha) ฐานบัญชาการท่องซาฟารี

ถ้าเปรียบโมชิ (Moshi) คือฐานบัญชาการของการพิชิตคิลิมันจาโรแล้ว

เมืองอารุชา (Arusha) ก็คือฐานบัญชาการของการท่องซาฟารีทุกๆแห่งในเขตภาคเหนือของเซเรงเกติครับ

ที่นี่เป็นเมืองที่ใหญ่มาก ใหญ่เป็นอันดับสี่ของแทนซาเนีย เราจึงสามารถหาอะไรก็ตามได้ทุกอย่างที่นี่ ของอะไรที่ลืมมาจากเมืองไทยก็หาที่นี่ได้หมด

อาหารเอย เสบียงเอย น้ำเอย ตุนๆเอาไว้ก่อนจะเข้าซาฟารีเพราะหลังจากนี้ตัวเลือกเราจะลดลงเรื่อยๆครับ

จุดพีคอีกจุดของเมืองอารุชา (Arusha) คือจะเห็นยอดเขา Mount Meru ที่สูงเป็นน้องรองจากคิลิมันจาโรได้แบบชัดเจนสุดลิ่มทิ่มประตูเลยครับ

คนที่จะไปเที่ยวซาฟารีเกือบทั้งหมดจะมาตั้งฐานทัพที่นี่กันครับ


รวมทีมให้ได้อย่างน้อย 5

จะเที่ยวซาฟารีให้ประหยัดและสนุก มีไอเดียเดียวคือ รถจี๊ปมันนั่งได้มากสุด 5 คน

ถ้าเราสามารถยัด 5 ได้ กรณีนี้จะประหยัดต้นทุนที่สุดครับ คือสามารถใช้เรท 150 USD / คน / วันได้

หรือถ้ามากันเป็นคู่ 2 คู่ก็กำลังดี เพราะสามารถนอนได้สะดวกเช่น ห้องเดียวกัน เต๊นท์เดียวกันแบบนี้ แต่ราคาต่อคนอาจจะสูงขึ้นครับ

ถ้ามากันสองก็เตรียมตัวจ่ายส่วนเกินสำหรับที่นั่งว่างได้เลยครับ แต่ก็ดีที่ได้ความเป็นส่วนตัว

สำหรับคนที่มาคนเดียว ควรรีบหาทัวร์แต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้ให้บริษัทหาเพื่อไปจอยกรุ๊ปกันนะครับ


Lake Manyara

สำหรับคนที่เวลาน้อย มีเวลาเพียง 1-2 วันก็ไม่น่าจะพลาดสถานที่แห่งนี้

Lake Manyara เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองอะรูชาม

จุดเด่นของ Lake Manyara คือการมาดูนกฟลามิงโกตัวสีแดงที่เดินทอดน่องอยู่ริมทะเลสาบ แต่การจะเห็นมันชัดๆต้องดูฤดูด้วยนะครับ ถ้ามาช่วงหน้าแล้งน้ำจะตื้นนกมันก็จะอยู่ไกล มองเห็นไม่ชัด

สัตว์ส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นพวกกลุ่มน่ารักซะมากกว่า พวกตัวดุๆอย่างกลุ่มนักล่า predator เช่น เสือ สิงโต ไฮยีน่า จะไม่เจอที่นี่ครับ

ม้าลาย ยีราฟ ช้าง ลิงบาบูน ฮิปโปโปเตมัส จะเห็นได้บ่อยจนคุ้นตา

เรามักจะเอา Lake Manyara เป็นจุดเริ่มต้นของซาฟารีครับ โดยจะมาในวันแรกก่อนจะนอนแถวนี้แล้วค่อยไปยังพื้นที่ๆไกลออกไปเช่น ปากปล่องโกรองโกโร่ หรือเซเรงเกติที่ต้องผ่านทางนี้ครับ

จุดเด่นของ Lake Manyara คือเราจะได้เห็นทั้งทะเลสาบ และ ป่า ในเวลาเดียวกัน

และช้างที่มักจะอยู่กันเป็นโขลงก็สร้างความตื่นเต้นได้พอสมควร

เขาว่ากันว่าช้างแอฟริกานั้นตัวใหญ่มากครับ และมันก็ใหญ่จริงๆ

การมาซาฟารีเกือบทั้งหมดจะเป็นการอยู่ในรถจี๊บที่สามารถเปิดหลังคาเพื่อดูสัตว์อย่างใกล้ชิดได้

คำแนะนำสำหรับการถ่ายรูป

  • ภาพทั้งหมดที่เห็นสัตว์ตัวใหญ่ๆ มากกว่า 99% เป็นภาพจากเลนส์ซูมขนาดช่วง 400 mm ขึ้นไปครับ ถ้าอยากได้แบบภาพสิงโตกำลังอ้าปากยิ้มอาจจะต้องใช้เลนส์ช่วงยาวถึง 800 mm.
  • เลนส์ไวด์ (wide) ควรติดมาด้วยเพื่อเก็บภาพบรรยากาศโดยรวมครับ แต่เลนส์ช่วงซูมเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้
  • แบตเตอรี่ (Battery) ให้ชาร์ตมาให้มากที่สุด เผื่อมาหลายๆก้อน เพราะการไปนอนตามแคมป์ตอนกลางคืนบางที่หาไฟไม่ได้ครับ

Lake Manyara

เป็นอะไรที่ผู้ใหญ่มาได้ เด็กมาดีครับ ด้วยความที่ค่อนข้างปลอดภัยปราศจากสัตว์นักล่า การกินข้าวตามจุดพักเลยเป็นอะไรที่ไม่ค่อยเสียวสันหลังเท่าไร

อย่างไรก็ตามการจะออกนอกรถ ต้องทำภายในพื้นที่เฉพาะและถูกจำกัดในบริเวณแคบๆเท่านั้น เขาไม่อนุญาตให้เราไปเดินเล่นนอกบริเวณอย่างเด็ดขาด

ฝูงฮิปโปโปเตมัส ตามบ่อน้ำรอบๆทะเลสาบเป็นอะไรที่สร้างความตลกให้ผมตลอดเวลา

ฮิปโปดูเป็นสัตว์ที่ขี้อายเพราะวันๆเอาแต่นอนแช่น้ำไม่ทำอะไร แต่ที่ไหนได้มันเป็นหนึ่งในสัตว์นักล่าที่จระเข้ยังต้องกลัว

ในภาพเป็นแม่ฮิปโปที่กำลังว่ายน้ำนำลูกๆของมัน ในบ่อฮิปโปขนาดใหญ่ครับ


Tarangire

อุทยานแห่งชาติเทเรงกิเล่ (Tarangire) เป็นอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆกับ Lake Manyara เราอาจจะไปทั้งสองที่ในวันเดียวกันก็ได้ หรือจะแยกเที่ยวแห่งละวันก็ได้ หรือจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ครับ

จุดเด่นของ Tarangire คือ ฝูงช้างป่าแอฟริกันที่อยู่กันชุกชุมที่สุดในแทนซาเนีย รวมถึงต้นเบาบับยักษ์มากมาย (Baobab) ซึ่งเราจะไม่เจอพวกนี้มากนักที่ Lake Manyara

แต่สำหรับคนไทยช้างป่า อาจจะไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากนัก รวมถึงต้นเบาบับที่เราสามารถเห็นได้ตลอดทางแล้ว

ถ้าให้เลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมแนะนำไป Lake Manyara ดีกว่านะครับ ได้เห็นฝูงนกฟลามิงโกด้วย


Ngorongoro

ถ้าไม่นับเซเรงเกติ (Serengeti) ปากปล่องภูเขาไฟโกรองโกโร่ (Ngorongoro) คือที่สุดของซาฟารีในประเทศแทนซาเนียอีกแห่งครับ

โกรองโกโร่ คือชื่อของปากปล่องภูเขาไฟที่แต่ก่อนมันระเบิดไปแล้ว ตอนนี้ดับไปแล้วครับ ในอดีตสัตว์กลุ่มแรกอพยพที่ไปก้นปล่องต่อมาก็ค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ ขอบปล่องสูงปิดทุกด้าน ทำให้สัตว์ที่ลงไปก็ไม่ได้เดินกลับขึ้นไปด้านบน

เลยทำให้พื้นที่ตรงนี้กลายสภาพเป็นพื้นที่ปิดไปโดยปริยาย ความหนาแน่นของสัตว์ป่าเลยมากกว่าที่อื่นๆ โอกาสที่จะเห็นสัตว์ใหญ่จึงมากกกกก

ที่นี่เป็นที่ๆ เราสามารถเห็นเจ้าป่าอย่างสิงโตได้ง่ายที่สุด ม้าลาย วีลลเดอะบีสต์ หมูป่า เป็นสัตว์ที่พบได้บ่อยยังกะหมาบนถนนบ้านเรา 555+

ปัจจุบันแรดสูญพันธ์ไปเกือบหมดแล้ว หายากมากครับ ขนาดคนขับรถที่มาที่นี่เป็นสิบๆปีติดต่อกันยังไม่เคยเห็นเลย

จากบนจุดชมวิวของปากปล่องภูเขาไฟ เมื่อมองลงไปเราจะเห็นฝูงสัตว์อยู่ด้านล้างอย่างชัดเจน

พวกมันอาศัยกันตามธรรมชาติไม่มีกรงขังใดๆทั้งสิ้น กิน อยู่ นอน ผสมพันธุ์กันด้วยตามธรรมชาติ

และมีอีกอย่างที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยคือ ความหนาว ครับ

ตัวโกรองโกโร่ คือบนภูเขานะครับ สูงประมาณดอยผ้าห่มปกบ้านเรา อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ที่นี่เลยเป็นที่ตั้งแคมป์ของคนที่จะมาเที่ยวโกรองโกโร่โดยเฉพาะ

ถนนขึ้น-ลง ปากปล่องมีทางเดียว ทุกคนต้องขึ้นจากปากปล่องก่อนเย็น และจะลงได้อีกครั้งตอนเช้าของวันถัดไปครับ

เมื่อมาอยู่ที่ก้นปล่องของโกรองโกโร่แล้ว

หน้าที่ของคนขับรถก็คือสิ่งที่เรียกว่า “Game drive”

ความหมายคือ ขับรถไปเรื่อยๆ ตามถนนที่ทำเอาไว้ เจอสัตว์ก็หยุดจอดให้พวกเราถ่ายรูป

ถ้าเป็นคนขับรถที่เก่งหน่อย มีความรู้เยอะ ก็จะเป็นไกด์ดีๆให้เราได้โดยปริยายครับ

ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของคนขับจะมีผลอย่างมากต่อการเห็นพวกนักล่าอย่างสิงโตครับ (นอกเหนือจากดวงที่ควรมีอยู่นิดนึง)

วิลเดอบีสต์ (Wildebeest)

เป็นอะไรที่เจอได้เยอะมาก อยู่กันเป็นฝูง พอเห็นเจ้าสัตว์หน้าขนตัวนี้แล้วคิดถึงยังกะอยู่ในสารคดีของ National Geographic ยังไงยังงั้น

สัตว์สังคมอย่างเจ้านี่ ม้าลาย ช้าง หรือยีราฟ เป็นอะไรที่เราจะเห็นจนชินตา

เรามักจะตื่นเต้นมากกว่าเมื่อเจอพวกนักล่า และอะดรีนาลีนจะหลั่งแบบเต็มตัวตอนที่เจอฉากไล่ล่ายังกะตำรวจจับผู้ร้ายของสิงโตกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

บ่อฮิปโปโปเตมัส ยังคงตามมาหลอกหลอนถึงที่นี่ บ่อนี้มีเจ้านี้อาศัยอยู่ตลอดกาล มาอย่างไรก็ได้เห็น

มาแล้ว พระเอกของเราครับ พ่อหนุ่มสิงโตวัยเยาว์ สังเกตได้จากแผลงคอที่ขนพึ่งจะเริ่มขึ้นเองครับ

เราก็อุตส่าห์นั่งเฝ้ามันตั้งนาน เห็นมันจ้องแม่กวางน้อยอยู่หลายสิบนาที คิดว่ามันจะเริ่มล่า

ที่ไหนได้มันแค่เปลี่ยนที่นอน

มาซาฟารีที่แทนซาเนียสักครั้งในชีวิต แล้วคุณจะลืมสวนสัตว์ที่อยู่ในเมืองไปตลอดชีวิต


Serengeti

แทนซาเนียมีสิ่งมหัศจรรย์อยู่ 3 สิ่ง

  1. ยอดเขาคิลิมันจาโร
  2. เกาะซันซิบาร์
  3. อย่างสุดท้ายคือ “เซเรงเกติ” (Serengeti)

เซเรงเกติ (Seregeti) คือสุดยอดของที่สุดแห่งซาฟารีบนโลกใบนี้

ความหมายของคำว่า เซเรงเกติ แปลว่า แผ่นดินที่ไร้ที่สิ้นสุด (endless plain)

ทำไมถึงเรียกแบบนั้น เพราะถ้าใครได้มายืนในเซเรงเกติ แล้วเขาได้มองออกไปด้านหน้าด้วยสายตาตัวเอง

มันจะไม่มีขอบอะไรที่จะขวางกั้นสายตาเขาเลย ทุกอย่างดูเป็นที่ๆไม่มีวันสิ้นสุด

อาณาเขตหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ไม่มีรั้ว ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีอารยธรรมมนุษย์ ทำให้เซเรงเกติ เป็นพื้นที่ๆสัตว์ป่าเหล่านี้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีเท่าที่พวกมันจะทำได้

มนุษย์เราเป็นเพียงผู้มาเยือนตัวเล็กๆของสถานที่แห่งนี้เท่านั้น

เซเรงเกติ (Serengeti) ใช้เวลาขับรถจากเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดอย่างอารุชะ (Arusha) อย่างน้อยก็ 8 ชั่วโมง ทำให้การเดินทางภายในสองวันไม่มีวันเป็นไปได้

ถ้าอยากจะมาสถานที่มหัศจรรย์แห่งนี้ต้องมีเวลาอย่างน้อย 4 วัน หรือถ้าจะหาความสบายที่มากกว่าก็คือขึ้นเครื่องบินมาจาก Arusha มาลงที่สนามบินกลางทุ่งหญ้าสะวันนาที่ชื่อว่า Seronera กลางเซเรงเกติได้

แต่การขับรถมาสนุกกว่าเยอะครับ เพราะเราจะต้องผ่าน Lake Manyara ก่อนจะไต่ขึ้นขอบปล่องภูเขาไฟที่โกรองโกโร่ เข้าสู่ที่ราบสูงผ่านที่อยู่ของเผ่ามาไซ ก่อนจะเข้าสู่เขตเซเรงเกติแห่งนี้

ถนนแห่งนี้ก็น้องๆดวงจันทร์ครับ เด้งกระแทกตลอดทาง

ภาพที่เห็นทุกวินาทีของเซเรงเกติก็คือภาพแบบนี้ครับ

ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่กับฝูงสัตว์จำนวนมากที่อยู่กันชุกชุมเหมือนกับสวนสัตว์ที่มีชีวิตแต่มีอิสรภาพ

สัตว์ป่าพวกนี้มักจะเห็นได้ระยะประชิดต่างจากพวกนักล่าที่มักจะแฝงตัวอยู่ไกล

มีถนนเพียงเส้นเดียวที่วิ่งตัดผ่านเซเรงเกติ ถนนเส้นนี้ทำมาจากก้อนหินและก้อนกรวด ถนนเส้นนี้ได้รับแรงกดดันมาตลอดในการพัฒนาให้กลายเป็นไฮเวย์

แต่ก็ได้รับแรงต่อต้านจากนักอนุรักษ์มาโดยตลอด ในตอนนั้นสัตว์ป่าทั้งหลายคุ้นเคยกับถนนแบบนี้แล้ว มันเดินข้ามไปมาอย่างอิสระเสมือนเป็นทุ่งหญ้าของมัน

ถ้าวันหนึ่งมันกลายเป็นถนนคอนกรีต นั่นแปลว่าต้องมีการกางรั้วรอบขอบชิดเซเรงเกติก็เหมือนถูกแบ่งออกเป็นสองฝาก และระบบนิเวศของการเคลื่อนที่ของสัตว์ก็จะเข้าสู่วิกฤตอย่างแน่นอน

ถึงแม้เสือชีตาร์ (Cheetah) จะไม่ได้อยู่ในบิ๊กเบิ้มทั้งห้า (Big five) ก็จริง

แต่เจ้าชีตาร์กลับเป็นอะไรที่คนทุกๆคนอยากหามันให้เจอมากที่สุด

ด้วยปริมาณจำนวนชีตาร์ในปัจจุบันที่ไม่มาก รวมถึงวิธีการอยู่อาศัยแบบสันโดษต่างจากสิงโตที่อยู่กันเป็นครอบครัว ทำให้การหาชีตาร์ให้เจอเป็นอะไรที่ต้องลุ้นตลอดเวลา

แต่อย่างน้อยถ้าได้เจอชีตาร์ถึงแม้จะตัวกระเปี๊ยกเท่าปลายนิ้วก้อยก็ถือว่าฟินแบบสุดๆ

การที่ผมได้เห็นเสือดาว (Leopard) ที่นี่

เป็นการพิสูจน์ให้ผมรู้ทันทีว่าถ้าอยากจะได้ภาพแบบช่างภาพสารคดี เราต้องมาฝังตัวในเซเรงเกติเป็นสัปดาห์ครับ

เพราะว่ามันใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนต้นไม้ซะมากกว่าบนพื้นดิน แล้วต้นไม้ที่มันชอบไปอยู่ก็ไกลแสนไกลลลล ถ้าใครเอาเลนส์ช่วงไวด์มา ตอนถ่ายรูปอาจจะคิดว่าเสื้อดาวคือฝุ่นที่ติดหน้ากล้องก็เป็นได้

เซเรงเกติมี Big five เกือบจะครบ (ขาดแรดไปตัวเดียวที่ปัจจุบันเขาบอกว่าสูญพันธ์จากที่นี่ไปแล้วครับ) เลยมีให้เห็นเพียงสี่เท่านั้น

เจ้าป่าอย่างสิงโตคือสัญลักษณ์ของเซเรงเกติอย่างแท้จริง

มันมักจะอาศัยกันเป็นครอบครัวอยู่กันเป็นฝูง ส่วนใหญ่จะเจอตัวเมียกับลูกๆมากกว่า ตัวผู้ค่อนข้างจะหายากและเก็บตัว

การดูสิงโตจะปลอดภัยมากถ้าเราอยู่ในรถจี๊บแล้วทำเพียงชะโงกหน้ามองจากในรถ

ห้ามเปิดประตูรถแล้วเดินลงไปเด็ดขนาด เพราะสิงโตที่อยู่ด้านหน้าเราจะเปลี่ยนพฤติกรรมทันที จากเดิมที่มันเห็นเรากับรถเป็นสิ่งเดียวกันคือสัตว์ป่าหนึ่งตัว แต่เมื่อเราลงไปเดินเดี่ยวมันจะมองเราเป็นเหยื่อผู้อ่อนแอครับ

ฝูงคูดู (Kudu) กับกวางน้อย ก็เป็นอะไรที่เจอได้ตลอดทางจนเป็นเรื่องปกติครับ

ไฮยีน่า (Hyena) หนึ่งในตัวละครผู้คุ้นเคยของคนไทย มักจะมากันตัวสองตัว จะพบได้ตามเวลาที่นักล่ากำลังออกล่าเหยือ แล้วเจ้าไฮยีน่าจะรอเป็นตาอยู่คอยเก็บตก

ฝูงควายป่า (African baffalo) อีกหนึ่งในบิ๊กไฟว์ (Big fives) ที่มักจะกลายเป็นเหยื่อนักล่าอยู่เรื่อยๆ

กองพันม้าลายพร้อมใจกันก้มหน้า

ฝูงช้างป่าแอฟริกา

ฝูงวิลเดอะบีสต์กำลังวิ่งมา


ที่นอนเป็นอย่างไร

คุณภาพของการหลับนอนระหว่างซาฟารี นั้นอยู่ที่เงินที่จ่ายไปล้วนๆ คนจ่ายมากย่อมได้ของดีเป็นธรรมดา

แต่คนที่จ่ายน้อยกว่าไม่ได้แปลของมันจะไม่ดี มันก็ดีสมตามสภาพของมันครับ

โดยปกติถ้าใครจะมาซาฟารีในแทนซาเนีย โดยเฉพาะเส้นที่เขาเรียกว่า northen curcuit นั้น

อันนี้เป็นที่นอนของผมที่ Lake Manyara ชื่อว่า Sun bright tented camp

ถือว่านอนได้สบายพอสมควร ภายในเต๊นท์จะมีสองเตียงนอน และหลังเต๊นท์จะเป็นห้องน้ำที่มีน้ำอุ่นด้วย (น่าเหลือเชื่อ)

โดยพ่อครัวที่ติดมากับทัวร์จะเป็นคนทำอาหารให้เรากินตลอดทุกมื้อครับ

ที่นอนที่เซเรงเกติ

การนอนที่เซเรงเกติสำหรับพวกขาประหยัดส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้คือ เอาเต๊นท์มากางแล้วก็นอนกันไปแบบนี้เลยครับ

ห้องน้ำสาธารณะมีนะครับ สามารถอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ทำธุระส่วนตัวได้ตามสะดวก


หวังว่าบทความฉบับนี้จะพอให้ไอเดียกับทุกๆคนได้นะครับว่าเราควรจะวางแผนอย่างไรสำหรับซาฟารีในแทนซาเนียรอบนี้

Comments

comments