หมอๆพาตะลุย “ตลาดพลู”

Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in       1 week ago     3024 Views     Comments Off on หมอๆพาตะลุย “ตลาดพลู”  

เริ่มต้นที่สถานีรถไฟตลาดพลู

ทางรถไฟสายนี้เป็นสายพิเศษที่ไม่เชื่อมกับรถไฟสายใดๆของประเทศไทย ต้นสายอยู่วงเวียนใหญ่แต่ปลายสายอยู่ที่แม่กลอง รถไฟสายสั้นๆที่ไม่สามารถปิดการให้บริการได้ ถึงแม้สภาพราง และสภาพรถจะเก่าแก่มากพอสมควร เนื่องจากมันได้หลอมหลวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนตลอดสองข้างทางมาเป็นเวลานาน

ภาพของพ่อค้าแม่ค้าที่หอบหิ้วปลาจากสมุทรสาครเข้ามายังกรุงเทพ รวมถึงบรรดานักเรียนนักศึกษาที่ต้องอาศัยรถรางรุ่นโบราณเพื่อเข้าเมืองก่อนหาทางไปต่อยังรถรางที่ทันสมัยกว่าเพื่อเข้าใจกลางเมืองเป็นภาพที่เห็นได้ทุกวันของที่นี่

จุดที่คึกคักและของกินอยู่กันชุกชุมมากที่สุดคือตรงสถานีที่สองจากต้นทางที่เรียกว่า “สถานีตลาดพลู”

เป็นชุมชนโบราณที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่กันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้าบ้านเรือนโดยมากยังได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆได้รับการสปอยค่อนข้างน้อยจากความทันสมัยต่างๆ ความเรโทรยังคงมีให้สัมผัสได้ทุกตารางนิ้ว

บรรยากาศแบบนี้อาจจะไม่ได้มีเห็นได้ง่ายๆในกรุงเทพอีกแล้ว

ภาพของศาลเจ้าที่ตั้งอยู่กลางชุมชน มีร้านโชว์ห่วยขายของขายขนมตั้งอยู่ข้างๆแทนที่จะเป็นร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ เด็กเล็กๆที่กำลังเดินจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน หรือรถเข็นขายน้ำสมุนไพรสั่นกระดิ่งส่งเสียงหาลูกค้าขาประจำตลอดทาง

เราจะเริ่มต้นเดินจากต้นทางจากต้นทางที่สถานีรถไฟตลาดพลูนะครับ

วิธีการเดินทางมาที่นี่ง่ายที่สุดสำหรับคนที่ไม่มีรถก็คือ

  1. มาทาง BTS ลงที่สถานีโพธิ์นิมิตร ลงมาที่ทางออก 1 แล้วก็เรียกพี่วินมอเตอร์ไซด์ได้เลยครับ บอกเขาว่า “ไปสถานีรถไฟตลาดพลู” ราคา 20 บาทครับ วิธีนี้ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่มาคนเดียว ขากลับเรียกพี่วินกลับก็ 20 บาทเช่นเดียวกันมาส่งที่ทางขึ้น BTS วิธีนี้แนะนำแบบสุดๆ
  2. ถ้าอยากจะขับรถมา ซึ่งไม่แนะนำอย่างมาก เพราะที่จอดรถหายากมาก บอกได้เลยว่าหายากพอๆกับที่จอดรถที่เซ็นทรัลลาดพร้าวประมาณนั้น แถมถ้าวนรอบนึงแล้วยังหาไม่ได้ จะวนกลับยิ่งเสียเวลายิ่งกว่าเดิม ถ้าจะเอารถมาจอดต้องมาที่นี่ตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ยังพอไหว ที่จอดรถที่พอหาได้คือใต้สะพานข้ามคลองบางหลวงครับ

 

เวลาที่ควรจะมาที่สถานีรถไฟตลาดพลูก็คือประมาณ ห้าโมงเย็นลงไป

ช่วงนี้เป็นช่วงที่บรรดาร้านอาหารต่างๆมาเปิดกันครบเกือบจะหมดแล้วแล้วครับ

ไปล้างท้องรอให้พร้อม มื้อเช้ามื้อเที่ยงให้อดเอาไว้เลย รอมาระเบิดมื้อเย็นเลย

เมื่อเราเดินไปถึงตัวอาคารสถานรถไฟที่ทาสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ก็แปลว่าเรามาถึงจุดศูนย์กลางของความอร่อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คราวนี้ไม่ได้มาตัวเปล่าๆแต่ติดกล้องมาด้วยครับ เป็นกล้อง Sony รุ่น A6300 ซึ่งถือว่าเป็นกล้อง mirrorless ขนาดกำลังเหมาะมือเลย น้ำหนักเบาและที่สำคัญคือถ่ายออกมาคุณภาพของภาพดีใช้ได้เลยครับ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหากล้องตัวแรกของชีวิต

#sonya6300 #fastfocus #feelcloser #ยิ่งใกล้ยิ่งให้ความรู้สึก #travelmorea6300

ลองเอาเลนส์ Sony 16-70 mm Zeiss F4 มาใช้ถ่ายรูปด้วยครับ เป็นเลนส์ที่ถือว่าโอเคเลยถ่ายใกล้ก็ดี ถ่ายไกลก็ได้ หน้าชัดหลังเบลอ ใช้ตอนที่แสงน้อยก็ได้ดี หยิบมาตัวเดียวเที่ยวไปยาวๆ

#sonya6300 #fastfocus #feelcloser #ยิ่งใกล้ยิ่งให้ความรู้สึก #travelmorea6300

ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบกับการถ่ายถาพแบบนี้จากมือถือทั่วไป ก็คงเป็นไปได้ยาก ทั้งในเรื่องสภาวะแสงน้อย ทั้งในเรื่องการให้ภาพออกมาหน้าชัด หลังเบลอ ในขณะที่ความสะดวกสบายในการพกพาง่ายดายเหมือนๆกันในยุคสมัยนี้ ทำให้ทุกการเดินทางได้ภาพที่ฟินกันไปทุกใบเลย ที่มือถือยังคงสู้กล้อง Sony ตัวนี้ไม่ได้ครับ

เดินมาดูด้านในกันเลยดีกว่าครับ คงไม่มีกี่แห่งในกรุงเทพที่เราจะได้นั่งกินอาหารเคียงข้างไปกับรถไฟรุ่นโบราณที่วิ่งไปมาแทบจะทุกๆ 10-20 นาที พื้นที่ศาลาขนาดราวๆสนามบาส เป็นที่รวมตัวของบรรดาร้านขายอาหารชื่อโด่งดังท่ามกลางโลกออนไลน์ โต๊ะที่นั่งกินข้าวของที่นี่นั่งตรงไหนก็ได้ครับ สามารถสั่งอาหารจากร้านใดก็ได้เช่นเดียว ทุกร้านเขาสามัคคีกัน

ระหว่างที่สั่งอาหารแล้วต้องรอคิวยาว ส่วนคนที่ถือกล้องมาก็เดินเล่นวนไปถ่ายรูปรถไฟที่วิ่งถี่จัดเหลือเกิน การจะหาจุดเด่นของภาพเลยไม่ได้ต้องไปนั่งเฝ้ารอกันเป็นชั่วโมงเหมือนทางรถไฟสายอื่น

 

การมานั่งกินข้าวริมทางรถไฟให้ความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่รถไฟวิ่งผ่าน

เริ่มต้นที่ “กระเพาะปลานายบ๊วย” ที่จะเปิดเร็วกว่าใครเพื่อนหน่อย ไม่ต้องรอถึงเย็นก็จริง แต่กว่าจะได้กินก็รอไม่ใช่น้อย แนะนำว่าไปหาที่นั่งจับจองก่อนแล้วสั่งอย่างอื่นมาทานเล่นไปพลางๆระหว่างอาหารสุดเทพมาถึง

ด้วยความที่ต่อคิวเยอะมาก ทีมงานผู้ขายต้องร่วมมือร่วมใจกันทำให้ลูกค้าผู้หิวโหยทุกคนได้กินในเวลาที่เร็วที่สุด

ดูภาพของเนื้อกระเพาะปลาสิ น่องไก่โตๆที่จัดมาแบบไม่ยั้ง และไข่นกกะทาที่ต้มมากำลังดี

อยากรู้ไหมว่าครับว่าชามนี้กี่บาทเอ่ย ตอบเลยละกันราคา 30 บาทเองจ้าาาา

ราคาถูกกว่ากาแฟอีก อดกาแฟแล้วมากินกระเพาะแทนดีกว่าเน้อ

ชี้ให้ดูกระเพาะปลากันแบบชัดๆเลยครับ

คิดอะไรไม่ออก ให้ดูสีหน้าของคนกินครับ ออกท่าออกทางขนาดนี้ แปลว่ารสชาติจะขนาดไหน

สรุป ร้านกระเพาะปลานายบ๊วย

รสชาติ : 4.5/5

ราคา 5/5

กระเพาะปลาจานเดรียวไม่สามารถทำอะไรกระเพาะอาหารผมได้ ต่อมาเลยครับ

ร้าน “ข้าวหมูแดงสุณี” ร้านอาหารคู่บ้านคู่เมืองตลาดพลูมาหลายสิบปี

ผมวิ่งเล่นอยู่แถวสถานีรถไฟมาตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นร้านข้าวหมูแดงร้านนี้อยู่แล้วโตมาจนถึงตอนนี้ก็ยังเห็นร้านนี้อยู่

ร้านอาหารที่อยู่ยงคงกระพันมาได้สามสี่สิบปีคงไม่มีอะไรที่ต้องมาการันตีความอร่อยอยู่แล้ว

สรุป ร้านข้าวหมูแดงสุณีย์

รสชาติ : 4.5/5

ราคา : 5/5

น้ำหมูแดงที่เอาไว้ราดอยู่บนข้าว เป็นรสชาติที่รับประกันได้ว่าไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนแน่ๆครับ

มิชลินสตาร์คงไม่มีความหมายอะไรเลยที่ตลาดพลู

เพราะร้านอาหารแถวนี้คนแน่นทุกร้าน รอคิวยาวเหยียดทุกร้าน

สรุป ร้านข้าวหมูแดงสุณี

รสชาติ : 4.5/5

ราคา : 5/5

หลังจากที่เราเติมข้าวหมูแดงและกระเพาะปลาลงไปจนเกือบจะเต็มกระเพาะคนแล้ว

มันยังมีร้านบะหมี่ในตำนานอีกเจ้าที่ชื่อว่า “บะหมี่ตงเล้ง” ที่จะเปิดร้านหลังเวลาประมาณห้าโมงเย็นลงไปเท่านั้น

“บะหมี่แห้ง” คือ เมนูขึ้นชื่อที่โด่งดังที่สุดของที่นี่

เส้นบะหมี่ของที่ทำเอง ทำให้รสชาติไม่เหมือนใครที่ไหน เส้นจะแบบร่วนๆ ท่ามกลางเครื่องเคียงที่อยู่กันพอเหมาะพอเจาะไม่ว่าจะเป็น ลูกชิ้น ฮือก๊วย หรือลูกชิ้นกุ้ง และบะหมี่ที่นี่จะไม่การใส่ถั่วงอกมาให้รบกวนการกินของเราด้วย

ดูเส้นบะหมี่ทำเองแบบชัดๆ เวลาเฉลี่ยในการกินบะหมี่หนึ่งชามของพวกผมจะอยู่ที่ราวๆ 5 นาทีเท่านั้นเอง

ไม่ต้องปรุงอะไรมาก ใส่พริกป่นแล้วก็ลุยกันได้เลยครับ

มิชลินสตาร์ที่ว่าแน่ก็ไม่จำเป็นสำหรับที่นี่ครับ เพราะรสชาติไปไกลเกินกว่าจะต้องรอให้ใครมาให้คะแนนแล้ว

สรุป ร้านบะหมี่ตงเล้ง

รสชาติ : 5/5

ราคา : 4.5/5

อีกฟังค์ชั่นหนึ่งคือการเอารูปจากกล้องเข้าสมาร์ทโฟนที่สามารถทำได้ผ่านตัว app PlayMemories Mobile เลยผ่านตัว wifi ของกล้องโดยตรง ซึ่งใช้งานได้ง่าย เราเลยสามารถที่จะอัพโหลดรูปให้เพื่อนๆดูทางเฟซบุ๊คหรือช่องทางอื่นๆได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากกินกันเสร็จแล้วออกไปย่อยอาหารกันแปปนึงนะครับ

ปัจจุบันนี้ตามผนังที่ว่างๆของบ้านเก่าๆทั้งหลายไม่ได้ว่างเหมือนเดิมอีกแล้ว

บรรดาน้องๆนักศึกษาต่างมาช่วยกันแต่งเติมสีสรรเพิ่มความแปลกตาให้กับชุมชนโบราณแห่งนี้ให้มีจุดเด่นไม่แพ้ที่อื่น

ภาพที่ออกมาก็จะสะท้อนวิถีชีวิตรวมถึงอาหารชื่อดังของตลาดพลูนั่นเองครับ

สำหรับผู้ที่ชอบเดินซอกแซกเมื่อเราเดินถัดออกมาจากโซนริมทางรถไฟจะเป็นส่วนของบริเวณตึกแถวที่อยู่เลียบไปกับถนนเทอดไท

ตรงนี้จะมีอีกร้านอาหาร 1 ร้าน และ ร้านขายขนมหวานอีก 1 ร้าน ที่เรียกได้ว่าอยู่คู่บ้านคู่เมืองตลาดพลูมานาน

ร้านทางฝั่งซ้ายคือร้านขาย “เกาเหลาเนื้อเปื่อย” และทางฝั่งขวามือเป็นร้านขาย “ขนมหวาน” ที่มากี่ครั้งก็ไม่เคยพลาด

พอเริ่มตกเย็น พระอาทิตย์เริ่มขี้เกียจอยากไปนอนพัก ชาวบ้านชาวเมืองผู้หิวโหยอาหารเย็นก็จะเริ่มออกหากิน

ถนนบริเวณนี้ก็จะคราคร่ำไปด้วยบรรดารถยนต์และมอเตอร์ไซด์สัญจรไปมากันอย่างคึกคัก

อันนี้ผมเอากล้อง Sony A6300 มาลองถ่ายด้วย speed shutter ที่ 1/600 ก็ทำงานได้ดีตามที่คาดด้วยพลังของจุดโฟกัสที่มากถึง 425 จุด

#sonya6300 #fastfocus#feelcloser#ยิ่งใกล้ยิ่งให้ความรู้สึก #travelmorea6300

ที่นี่ยิ่งดึกจะยิ่งคึกคัก ร้านรวงต่างๆจะเปิดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากบรรดาร้านอาหารที่เปิดประจำแล้ว พวกบรรดารถเข็นขายอาหารที่รสชาติเด็ดก็ทยอยมาเปิดเช่นเดียวกัน

เรียกว่า “ตลาดพลู” เป็นสถานที่ๆยิ่งดึกยิ่งคึกคักครับ

 

ตกเย็นเวลาประมาณหกโมงเย็น ตรงบริเวณสี่แยกใต้สะพานข้ามแยก

จะเห็นว่าเริ่มมีผู้คนมายืนรอกันแบบไม่ได้นัดหมายที่หน้ารถเข็นขายอาหารที่พ่อค้าแม่ค้ายังจัดร้านไม่เสร็จเลย

บรรดาผู้รับฝากหิ้วอาหารจากแอพต่างๆ มารับอาสาแทนบรรดาเสือที่อยากกินของอร่อยแต่ไม่อยากมาเสียเวลายืนรอ

“ร้านขนมเบื้องญวนสุอาภา”

ภาพของคุณลุงกับคุณป้าที่ยืนขนมเบื้องตรงมุมสี่แยกเป็นอะไรที่คุ้นเคยของคนแถวนี้เป็นอย่างดี

ขนมเบื้องญวนที่ปัจจุบันหากินได้ไม่ง่ายนักเมื่อรวมถึงการทำสดๆใหม่ๆทุกชิ้นบนกระทะเตาถ่าน ร่วมกับรสชาติของตัวแป้งที่ทำจากสูตรเฉพาะตัวผลลัพทธ์ที่ได้คือรสชาติที่เด็ดดวงแบบสุดๆ

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคิวมันถึงต้องรอแทบจะเป็นชั่วโมงทันทีเมื่อร้านพึี่งเปิด

ขนมเบื้องญวนสีเหลืองอร่าม

เอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใครเลยคือ เตาที่ใช้ทำขนมเบื้องอันนี้

มันเป็นเตาถ่านที่น้อยคนนักจะยอมเสียเวลาเสียแรงไม่ใช้เตาแก๊สเหมือนร้านอื่นๆ

และส่วนนี้เองก็คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้รสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร

ราคาและเวลาเปิดปิดก็ตามนี้เลยครับ

อย่างวันจันทร์ถึงเสาร์ เปิด 18.00 – 21.00 ก็จริง แต่ถ้าใครแพลนจะมากินตอนหนึ่งทุ่มกว่าจะได้กินอาจจะเป็นสองทุ่มกว่าๆครับ ควรมาก่อนหรือถ้าขี้เกียจรอก็ฝากพวกบรรดาแอพต่างๆในมือถือไปหิ้วมาให้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะที่นี่ไม่มีเก้าอี้ให้นั่งรอ ยืนถึกเท่านั้น

เราเดินลงมาตามทางทิศตะวันตกจากสถานีรถไฟตลาดพลู

ก็จะมาเจอกลุ่มอาคารโบราณอีกชุดหนึ่งที่มีร้านอาหารรสเด็ดไปตั้งกันอย่างแอัอัดครบทั้งพื้นที่ครับ

แต่ก่อนพื้นที่ตรงนี้คนยังไม่ถือว่าพลุกพล่านมาก แต่ปัจจุบันมันทะลักทลายมาจากตรงบริเวณสถานีรถไฟแล้วครับ

พวกร้านอร่อยๆจึงพากันมาอยู่ตรงนี้พอสมควร ผมอยากจะใช้คำว่า มันเป็นอะไรที่คล้ายๆจะเป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพจากบริเวณทางรถไฟ เพราะว่า

อะไรที่ตรงทางรถไฟมีขาย ตรงนี้ก็มีขาย รสชาติก็เด็ดไม่แพ้กัน แต่ดีตรงที่คิวการรออาจจะน้อยกว่า (นิดนึง)

กระเพาะปลา ข้าวหมูแดง บะหมี่ และอื่นๆ ก็มีขายตรงนี้เหมือนกัน

ผมก็เลยชอบมาฝากผีฝากไข้กับตรงนี้อยู่บ่อยๆเลยเช่นเดียวกัน

ร้านบะหมี่ที่แนะนำเลยนะครับชื่อว่า “นายก้า” อยู่ทางฝั่งขวามือของภาพนี้เอง

เป็นร้านขายบะหมี่หมูแดง ที่มาพร้อมกับน้ำซอสรสกลมกล่อม

ถ้าใครคิดถึงภาพเก่าๆ ของบะหมี่ราดน้ำซอส นี่ใช่เลย

นอกจากบะหมี่นายก้าแล้ว ปากซอยจะมีขายกระเพาะปลา ขนมหวาน และข้าวหมูแดงเช่นเดียวกันครับ

และก่อนที่จะกลับ อย่าลืมที่จะไปชิม “กล้วยเชื่อมกิมเอ็ง” ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเรานี่เองครับ

สังเกตเห็นไม่ยาก ให้มองเพิงขายของที่ตั้งอยู่ไฟสว่างๆ

ผมเห็นเขาขายมาตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็กละ เปิดมาถึงปัจจุบันตอนนี้ก็ 40 ปีแล้ว

และนี่ก็คือหน้าตาของกล้วยเชื่อมสีทองอร่ามนั่นเองครับ

ใครที่ไม่ชอบกล้วยเชื่อม เมื่อได้ลองจากไม่ชอบจะกลายเป็นชอบ

ส่วนถ้าที่ชอบอยู่แล้ว จากเพียงแค่ชอบจะกลายหลงรักไปโดยไม่รู้ตัว

ไม่มีอะไรที่จะเหมาะสำหรับการปิดท้ายมื้อสุดท้ายของวันดีไปกว่ากล้วยเชื่อมอันนี้อีกแล้ว

และนี่ก็เป็นเรื่องราวของพวกเราที่ชุมชนโบราณที่คราคร่ำไปด้วยของกินที่มีชื่อ “ตลาดพลู”


แผนที่ความอร่อยรอบตลาดพลู

  1. บะหมี่ตงเล้ง
  2. ไอศครีม
  3. ข้าวหมูแดงสุณี
  4. กระเพาะปลานายบ๊วย
  5. ไอศครีมนิอ่าง
  6. กุยช่ายเจ้าเก่า
  7. ร้านขนมหวานตลาดพลู
  8. ร้านเกาเหลาเนื้อเจ้าเก่า
  9. ขนมเบื้องญวนสุอาภา
  10. กล้วยเชื่อมกิมเอ็ง
  11. บะหมี่นายก้า ก๊วยเตี๋ยวเป็ด

 

Comments

comments