หมอๆพาตะลุยย่านของกิน “ตลาดพลู”

9
เริ่มต้นที่สถานีรถไฟตลาดพลู ทางรถไฟสายนี้เป็นสายพิเศษที่ไม่เชื่อมกับรถไฟสายใดๆของประเทศไทย
ต้นสายอยู่วงเวียนใหญ่แต่ปลายสายอยู่ที่แม่กลอง รถไฟสายสั้นๆที่ไม่สามารถปิดการให้บริการได้ถึงแม้สภาพราง และสภาพรถจะเก่าแก่มากพอสมควร เนื่องจากมันได้หลอมหลวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนตลอดสองข้างทางมาเป็นเวลานานภาพของพ่อค้าแม่ค้าที่หอบหิ้วปลาจากสมุทรสาครเข้ามายังกรุงเทพ รวมถึงบรรดานักเรียนนักศึกษาที่ต้องอาศัยรถรางรุ่นโบราณเพื่อเข้าเมือง ก่อนหาทางไปต่อยังรถรางที่ทันสมัยกว่าเพื่อเข้าใจกลางเมืองเป็นภาพที่เห็นได้ทุกวันของที่นี่
จุดที่คึกคักและของกินอยู่กันชุกชุมมากที่สุดคือตรงสถานีที่สองจากต้นทางที่เรียกว่า “สถานีตลาดพลู”
บรรยากาศแบบนี้อาจจะไม่ได้มีเห็นได้ง่ายๆในกรุงเทพอีกแล้ว ภาพของศาลเจ้าที่ตั้งอยู่กลางชุมชน มีร้านโชว์ห่วยขายของขายขนมตั้งอยู่ข้างๆแทนที่จะเป็นร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ เด็กเล็กๆที่กำลังเดินจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน หรือรถเข็นขายน้ำสมุนไพรสั่นกระดิ่งส่งเสียงหาลูกค้าขาประจำตลอดทาง
เราจะเริ่มต้นเดินจากต้นทางจากต้นทางที่สถานีรถไฟตลาดพลูนะครับวิธีการเดินทางมาที่นี่ง่ายที่สุดสำหรับคนที่ไม่มีรถก็คือ มาทาง BTS ลงที่สถานีโพธิ์นิมิตร ลงมาที่ทางออก 1 แล้วก็เรียกพี่วินมอเตอร์ไซด์ได้เลยครับ บอกเขาว่า “ไปสถานีรถไฟตลาดพลู” ราคา 20 บาทครับ
วิธีนี้ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่มาคนเดียว ขากลับเรียกพี่วินกลับก็ 20 บาทเช่นเดียวกันมาส่งที่ทางขึ้น BTS วิธีนี้แนะนำแบบสุดๆ ถ้าอยากจะขับรถมา ซึ่งไม่แนะนำอย่างมาก เพราะที่จอดรถหายากมาก บอกได้เลยว่าหายากพอๆกับที่จอดรถที่เซ็นทรัลลาดพร้าวประมาณนั้น แถมถ้าวนรอบนึงแล้วยังหาไม่ได้จะวนกลับยิ่งเสียเวลายิ่งกว่าเดิม ถ้าจะเอารถมาจอดต้องมาที่นี่ตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ยังพอไหว ที่จอดรถที่พอหาได้คือใต้สะพานข้ามคลองบางหลวงครับ

มาตอนกี่โมง???

จริงๆแล้วตลาดพลูเปิดบริการเกือบทั้งวันครับ แต่ถ้าจะให้ครึกครื้นหน่อย เวลาที่ควรจะมาที่สถานีรถไฟตลาดพลูก็คือประมาณ ห้าโมงเย็นลงไป ช่วงนี้เป็นช่วงที่บรรดาร้านอาหารต่างๆมาเปิดกันครบเกือบจะหมดแล้วแล้วครับ ไปล้างท้องรอให้พร้อม มื้อเช้ามื้อเที่ยงให้อดเอาไว้เลย รอมาระเบิดมื้อเย็นเลยเมื่อเราเดินไปถึงตัวอาคารสถานรถไฟที่ทาสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ก็แปลว่าเรามาถึงจุดศูนย์กลางของความอร่อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คราวนี้ไม่ได้มาตัวเปล่าๆแต่ติดกล้องมาด้วยครับ เป็นกล้อง Sony รุ่น A6300 ซึ่งถือว่าเป็นกล้อง mirrorless ขนาดกำลังเหมาะมือเลย น้ำหนักเบาและที่สำคัญคือถ่ายออกมาคุณภาพของภาพดีใช้ได้เลยครับ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหากล้องตัวแรกของชีวิต

ลองเอาเลนส์ Sony 16-70 mm Zeiss F4 มาใช้ถ่ายรูปด้วยครับ เป็นเลนส์ที่ถือว่าโอเคเลยถ่ายใกล้ก็ดี ถ่ายไกลก็ได้ หน้าชัดหลังเบลอ ใช้ตอนที่แสงน้อยก็ได้ดี หยิบมาตัวเดียวเที่ยวไปยาวๆ ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบกับการถ่ายถาพแบบนี้จากมือถือทั่วไป ก็คงเป็นไปได้ยาก ทั้งในเรื่องสภาวะแสงน้อย ทั้งในเรื่องการให้ภาพออกมาหน้าชัด หลังเบลอ ในขณะที่ความสะดวกสบายในการพกพาง่ายดายเหมือนๆกันในยุคสมัยนี้ ทำให้ทุกการเดินทางได้ภาพที่ฟินกันไปทุกใบเลย ที่มือถือยังคงสู้กล้อง Sony ตัวนี้ไม่ได้ครับ

เดินมาดูด้านในกันเลยดีกว่าครับ คงไม่มีกี่แห่งในกรุงเทพที่เราจะได้นั่งกินอาหารเคียงข้างไปกับรถไฟรุ่นโบราณที่วิ่งไปมาแทบจะทุกๆ 10-20 นาที พื้นที่ศาลาขนาดราวๆสนามบาส เป็นที่รวมตัวของบรรดาร้านขายอาหารชื่อโด่งดังท่ามกลางโลกออนไลน์ โต๊ะที่นั่งกินข้าวของที่นี่นั่งตรงไหนก็ได้ครับ สามารถสั่งอาหารจากร้านใดก็ได้เช่นเดียว ทุกร้านเขาสามัคคีกัน ระหว่างที่สั่งอาหารแล้วต้องรอคิวยาว ส่วนคนที่ถือกล้องมาก็เดินเล่นวนไปถ่ายรูปรถไฟที่วิ่งถี่จัดเหลือเกิน การจะหาจุดเด่นของภาพเลยไม่ได้ต้องไปนั่งเฝ้ารอกันเป็นชั่วโมงเหมือนทางรถไฟสายอื่น

การมานั่งกินข้าวริมทางรถไฟให้ความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่รถไฟวิ่งผ่าน เริ่มต้นที่ “กระเพาะปลานายบ๊วย” ที่จะเปิดเร็วกว่าใครเพื่อนหน่อย ไม่ต้องรอถึงเย็นก็จริง แต่กว่าจะได้กินก็รอไม่ใช่น้อย แนะนำว่าไปหาที่นั่งจับจองก่อนแล้วสั่งอย่างอื่นมาทานเล่นไปพลางๆระหว่างอาหารสุดเทพมาถึง ด้วยความที่ต่อคิวเยอะมาก ทีมงานผู้ขายต้องร่วมมือร่วมใจกันทำให้ลูกค้าผู้หิวโหยทุกคนได้กินในเวลาที่เร็วที่สุด

ดูภาพของเนื้อกระเพาะปลาสิ น่องไก่โตๆที่จัดมาแบบไม่ยั้ง และไข่นกกะทาที่ต้มมากำลังดีอยากรู้ไหมว่าครับว่าชามนี้กี่บาทเอ่ย ตอบเลยละกันราคา 30 บาทเองจ้าาาา ราคาถูกกว่ากาแฟอีก อดกาแฟแล้วมากินกระเพาะแทนดีกว่าเน้อ

สรุป ร้านกระเพาะปลานายบ๊วย  รสชาติ : 4.5/5 ราคา 5/5

ร้าน “ข้าวหมูแดงสุณี” ร้านอาหารคู่บ้านคู่เมืองตลาดพลูมาหลายสิบปี ผมวิ่งเล่นอยู่แถวสถานีรถไฟมาตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นร้านข้าวหมูแดงร้านนี้อยู่แล้วโตมาจนถึงตอนนี้ก็ยังเห็นร้านนี้อยู่ ร้านอาหารที่อยู่ยงคงกระพันมาได้สามสี่สิบปีคงไม่มีอะไรที่ต้องมาการันตีความอร่อยอยู่แล้ว น้ำหมูแดงที่เอาไว้ราดอยู่บนข้าว เป็นรสชาติที่รับประกันได้ว่าไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนแน่ๆครับ มิชลินสตาร์คงไม่มีความหมายอะไรเลยที่ตลาดพลู เพราะร้านอาหารแถวนี้คนแน่นทุกร้าน รอคิวยาวเหยียดทุกร้าน

สรุป ร้านข้าวหมูแดงสุณีย์  รสชาติ : 4.5/5 ราคา : 5/5

ร้านบะหมี่ในตำนานอีกเจ้าที่ชื่อว่า “บะหมี่ตงเล้ง” ที่จะเปิดร้านหลังเวลาประมาณห้าโมงเย็นลงไปเท่านั้น  “บะหมี่แห้ง” คือ เมนูขึ้นชื่อที่โด่งดังที่สุดของที่นี่ เส้นบะหมี่ของที่ทำเอง ทำให้รสชาติไม่เหมือนใครที่ไหน เส้นจะแบบร่วนๆ ท่ามกลางเครื่องเคียงที่อยู่กันพอเหมาะพอเจาะไม่ว่าจะเป็น ลูกชิ้น ฮือก๊วย หรือลูกชิ้นกุ้ง และบะหมี่ที่นี่จะไม่การใส่ถั่วงอกมาให้รบกวนการกินของเราด้วย

สรุป ร้านบะหมี่ตงเล้ง รสชาติ : 5/5  ราคา : 4.5/5

อีกฟังค์ชั่นหนึ่งคือการเอารูปจากกล้องเข้าสมาร์ทโฟนที่สามารถทำได้ผ่านตัว App PlayMemories Mobile เลยผ่านตัว wifi ของกล้องโดยตรง ซึ่งใช้งานได้ง่าย เราเลยสามารถที่จะอัพโหลดรูปให้เพื่อนๆดูทางเฟซบุ๊คหรือช่องทางอื่นๆได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากกินกันเสร็จแล้วออกไปย่อยอาหารกันแปปนึงนะครับ ปัจจุบันนี้ตามผนังที่ว่างๆของบ้านเก่าๆทั้งหลายไม่ได้ว่างเหมือนเดิมอีกแล้ว บรรดาน้องๆนักศึกษาต่างมาช่วยกันแต่งเติมสีสรรเพิ่มความแปลกตาให้กับชุมชนโบราณแห่งนี้ให้มีจุดเด่นไม่แพ้ที่อื่น ภาพที่ออกมาก็จะสะท้อนวิถีชีวิตรวมถึงอาหารชื่อดังของตลาดพลูนั่นเองครับ

สำหรับผู้ที่ชอบเดินซอกแซกเมื่อเราเดินถัดออกมาจากโซนริมทางรถไฟจะเป็นส่วนของบริเวณตึกแถวที่อยู่เลียบไปกับถนนเทอดไท ตรงนี้จะมีอีกร้านอาหาร 1 ร้าน และ ร้านขายขนมหวานอีก 1 ร้าน ที่เรียกได้ว่าอยู่คู่บ้านคู่เมืองตลาดพลูมานาน ร้านทางฝั่งซ้ายคือร้านขาย “เกาเหลาเนื้อเปื่อย” และทางฝั่งขวามือเป็นร้านขาย “ขนมหวาน” ที่มากี่ครั้งก็ไม่เคยพลาด

พอเริ่มตกเย็น พระอาทิตย์เริ่มขี้เกียจอยากไปนอนพัก ชาวบ้านชาวเมืองผู้หิวโหยอาหารเย็นก็จะเริ่มออกหากิน ถนนบริเวณนี้ก็จะคราคร่ำไปด้วยบรรดารถยนต์และมอเตอร์ไซด์สัญจรไปมากันอย่างคึกคัก อันนี้ผมเอากล้อง Sony A6300 มาลองถ่ายด้วย speed shutter ที่ 1/600 ก็ทำงานได้ดีตามที่คาดด้วยพลังของจุดโฟกัสที่มากถึง 425 จุด

ที่นี่ยิ่งดึกจะยิ่งคึกคัก ร้านรวงต่างๆจะเปิดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากบรรดาร้านอาหารที่เปิดประจำแล้ว พวกบรรดารถเข็นขายอาหารที่รสชาติเด็ดก็ทยอยมาเปิดเช่นเดียวกัน เรียกว่า “ตลาดพลู” เป็นสถานที่ๆยิ่งดึกยิ่งคึกคักครับ

ตกเย็นเวลาประมาณหกโมงเย็น ตรงบริเวณสี่แยกใต้สะพานข้ามแยก จะเห็นว่าเริ่มมีผู้คนมายืนรอกันแบบไม่ได้นัดหมายที่หน้ารถเข็นขายอาหารที่พ่อค้าแม่ค้ายังจัดร้านไม่เสร็จเลย บรรดาผู้รับฝากหิ้วอาหารจากแอพต่างๆ มารับอาสาแทนบรรดาเสือที่อยากกินของอร่อยแต่ไม่อยากมาเสียเวลายืนรอ

“ร้านขนมเบื้องญวนสุอาภา”

ภาพของคุณลุงกับคุณป้าที่ยืนขนมเบื้องตรงมุมสี่แยกเป็นอะไรที่คุ้นเคยของคนแถวนี้เป็นอย่างดีขนมเบื้องญวนที่ปัจจุบันหากินได้ไม่ง่ายนักเมื่อรวมถึงการทำสดๆใหม่ๆทุกชิ้นบนกระทะเตาถ่าน ร่วมกับรสชาติของตัวแป้งที่ทำจากสูตรเฉพาะตัวผลลัพทธ์ที่ได้คือรสชาติที่เด็ดดวงแบบสุดๆจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคิวมันถึงต้องรอแทบจะเป็นชั่วโมงทันทีเมื่อร้านพึ่งเปิด

เอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใครเลยคือ เตาที่ใช้ทำขนมเบื้องอันนี้มันเป็นเตาถ่านที่น้อยคนนักจะยอมเสียเวลาเสียแรงไม่ใช้เตาแก๊สเหมือนร้านอื่นๆ และส่วนนี้เองก็คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้รสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร อย่างวันจันทร์ถึงเสาร์ เปิด 18.00 – 21.00 ก็จริง แต่ถ้าใครแพลนจะมากินตอนหนึ่งทุ่มกว่าจะได้กินอาจจะเป็นสองทุ่มกว่าๆครับ ควรมาก่อนหรือถ้าขี้เกียจรอก็ฝากพวกบรรดาแอพต่างๆในมือถือไปหิ้วมาให้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะที่นี่ไม่มีเก้าอี้ให้นั่งรอ ยืนถึกเท่านั้น

เราเดินลงมาตามทางทิศตะวันตกจากสถานีรถไฟตลาดพลู ก็จะมาเจอกลุ่มอาคารโบราณอีกชุดหนึ่งที่มีร้านอาหารรสเด็ดไปตั้งกันอย่างแอัอัดครบทั้งพื้นที่ครับ แต่ก่อนพื้นที่ตรงนี้คนยังไม่ถือว่าพลุกพล่านมาก แต่ปัจจุบันมันทะลักทลายมาจากตรงบริเวณสถานีรถไฟ พวกร้านอร่อยๆจึงพากันมาอยู่ตรงนี้พอสมควร ผมอยากจะใช้คำว่า มันเป็นอะไรที่คล้ายๆจะเป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพจากบริเวณทางรถไฟ เพราะว่า อะไรที่ตรงทางรถไฟมีขาย ตรงนี้ก็มีขาย รสชาติก็เด็ดไม่แพ้กัน แต่ดีตรงที่คิวการรออาจจะน้อยกว่า (นิดนึง) กระเพาะปลา ข้าวหมูแดง บะหมี่ และอื่นๆ ก็มีขายตรงนี้เหมือนกัน

ผมก็เลยชอบมาฝากผีฝากไข้กับตรงนี้อยู่บ่อยๆเลยเช่นเดียวกันร้านบะหมี่ที่แนะนำเลยนะครับชื่อว่า “นายก้า” อยู่ทางฝั่งขวามือของภาพนี้เอง เป็นร้านขายบะหมี่หมูแดง ที่มาพร้อมกับน้ำซอสรสกลมกล่อมถ้าใครคิดถึงภาพเก่าๆ ของบะหมี่ราดน้ำซอส นี่ใช่เลย นอกจากบะหมี่นายก้าแล้ว ปากซอยจะมีขายกระเพาะปลา ขนมหวาน และข้าวหมูแดงเช่นเดียวกันครับ

ก่อนที่จะกลับ อย่าลืมที่จะไปชิม “กล้วยเชื่อมกิมเอ็ง” ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเรานี่เองครับ สังเกตเห็นไม่ยาก ให้มองเพิงขายของที่ตั้งอยู่ไฟสว่างๆ ผมเห็นเขาขายมาตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็กละ เปิดมาถึงปัจจุบันตอนนี้ก็ 40 ปีแล้ว ใครที่ไม่ชอบกล้วยเชื่อม เมื่อได้ลองจากไม่ชอบจะกลายเป็นชอบ ส่วนถ้าที่ชอบอยู่แล้ว จากเพียงแค่ชอบจะกลายหลงรักไปโดยไม่รู้ตัว ไม่มีอะไรที่จะเหมาะสำหรับการปิดท้ายมื้อสุดท้ายของวันดีไปกว่ากล้วยเชื่อมอันนี้อีกแล้ว

แผนที่ความอร่อยรอบตลาดพลู

  1. บะหมี่ตงเล้ง
  2. ไอศครีม
  3. ข้าวหมูแดงสุณี
  4. กระเพาะปลานายบ๊วย
  5. ไอศครีมนิอ่าง
  6. กุยช่ายเจ้าเก่า
  7. ร้านขนมหวานตลาดพลู
  8. ร้านเกาเหลาเนื้อเจ้าเก่า
  9. ขนมเบื้องญวนสุอาภา
  10. กล้วยเชื่อมกิมเอ็ง
  11. บะหมี่นายก้า ก๊วยเตี๋ยวเป็ด

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับการแนะนำร้านอาหารร้านประจำระดับตำนานจากพวกผมเอง หวังว่าทุกท่านจะไปตามรอยตามกินกันน้ำครับ อุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าให้เขาได้มีรอยยิ้มมีกำลังใจกันต่อไปครับ

และนี่ก็เป็นเรื่องราวของพวกเราที่ชุมชนโบราณที่คราคร่ำไปด้วยของกินที่มีชื่อ “ตลาดพลู” 

อ่านบทความเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอื่นๆของเราได้ที่ >>> https://www.worldwantswandering.com/

หรือจะแวะมาอุดหนุนอุปกรณ์ที่ร้าน The Puffin House ของเราก็ได้ครับไม่ไกลจากตลาดพลูเลยแวะเวียนมาทักทายกันครับ >>>  https://www.thepuffinhouse.com/