HAPE และ HACE มหันตภัยร้ายบนภูเขา

557

ตลอดระยะเวลา 100-200 ปีที่ผ่านมา มนุษย์เราได้ใช้ความพยายาม และท้าทายสภาพร่างกายขีดจำกัดของตัวเองเพื่อจะพิชิตยอดเขาที่สูง แต่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพญามัจจุราชตัวนี้ก็ได้คร่าชีวิตนักปีนเขามาแล้วนับไม่ถ้วน บางครั้งอาจจะไม่ได้เป็นผู้พรากชีวิตไปโดยตรง แต่ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้นักปีนเขาผู้นั้นไม่อาจนำพาร่างกายและจิตใจลงมายังแผ่นดินเบื้องล่างได้

ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ลองคิดถึงหนังสือเรื่อง Everest เมื่อปีที่แล้วดู จะเห็นได้เลยว่าแต่ละคนสะบักสะบอมขนาดไหน นักปีนเขาระดับปรมารจารย์หลายๆคน ยังไม่มีชีวิตรอดลงมา ในขณะที่คนที่รอดมาได้ ก็เรียกได้น่วมและสะบักสะบอม บางคนเสียอวัยวะสำคัญไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนกำลังจะเดินทางไปยังภูเขามีความจำเป็นต้องรู้

Everest คือ หนึ่งในหนังที่สอนเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

และพญามัจจุราชตัวนี้ จะมาถือสมุดจดเยือนเราเสมอ มันมีอยู่ 2 ตัวคือ คือ HAPE และ HACE

HAPE ย่อมาจาก  High-altitude Pulmonary Edema แปลเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า ปอดท่วมไปด้วยน้ำอันจากการที่เราอยู่บนที่สูง เรียกชื่อเต็มมันยาก เลยขอเรียก HAPE ละกัน

ส่วนเพื่อนซี้อีกคน น่ากลัวพอๆกัน แต่หลังๆดูเหมือนจะโหดร้ายมากกว่าคือ

HACE คำนี้ย่อมาจาก High-altitude Cerebral edema แปลเป็นไทยสั้นๆว่า สมองบวมจากการที่เราอยู่บนที่สูง ชือเต็มมันยาวก็เรียกสั้นๆว่า HACE เช่นเดียวกัน


HAPE และ HACE ถือเป็นเพื่อนร้ายที่นักปีนเขาทุกคนต้องรู้จักเอาไว้

HAPE และ HACE คืออะไร

HAPE และ HACE เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโรคที่เรียกว่า High-altitude sickness ซึ่งมีทั้งหมด 3 โรคใหญ่ๆคือ

Acute Mountain Sickness (AMS) เรียกว่าแพ้ความสูงนี่แหละ เป็นโรคที่มีความรุนแรงไม่มาก จะเกิดเมื่อเราเดินทางขึ้นไปที่สูงมากกว่า 2500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป โดยนักปีนเขาบางคนจะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อย หายใจเร็ว โดยอาการต่างๆเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากขึ้นไปที่สูงประมาณ 6-10 ชั่วโมง ที่พบบ่อยคือเกิดขึ้นในคืนแรกที่ขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปอาการจะไม่รุนแรงมาก และร่างกายจะค่อยๆปรับตัวได้เองภายใน 1-2 วัน

ผมเคยเขียนไว้แล้ว อ่านต่อได้ที่นี่ เรื่องที่ห้ามไม่รู้ ถ้าคิดจะไป Trekking กับอาการแพ้ความสูง

High Altitude Cerebral Edema (HACE) หรือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง

High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง

ซึ่ง 2 อันหลังนี่ละ คือผู้ร้ายตัวจริง และผมจะเอามาเล่าในวันนี้


HAPE และ HACE เกิดจากอะไร

ถ้าเอาแบบวิชาทางการแพทย์เลย

การเกิด HAPE จะมีเรื่องความดันในเส้นเลือดปอดที่มันสูงขึ้น ทำให้น้ำในเส้นเลือดถูกบีบทะลักออกไปด้านนอก

หรือการเกิด HACE เพราะมีสารอย่างหนึ่งในร่างกายที่ทำให้สมองบวมขึ้น อะไรแบบนี้

แต่โอเค พูดแบบนี้ไป คงไม่มีใครเข้าใจแน่ๆ เอาละ ผมจะมาสรุปให้ง่ายขึ้นและกระชับขึ้น

น้ำท่วมปอด ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนแย่ลงมาก

HAPE คือภาวะน้ำท่วมปอด ทำให้อากาศที่เราหายใจเข้าไปไม่เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างออกซิเจนในถุงลมกับคาร์บอนไดออกไซด์ในเส้นเลือด เนื่องจากน้ำมันท่วมอยู่ขวางอยู่แถวนั้น มันจึงกลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง ยิ่งน้ำเยอะ ยิ่งขัดขวางเยอะ ผลสรุปคือ ร่างกายเราก็ขาดออกซิเจนมากขึ้นไปเรื่อยๆ

กระโหลกศรีษะมีพื้นที่ขนาดพอดีเป๊ะกับขนาดสมองที่ปกติเท่านั้น

HACE เป็นภาวะสมองบวม เนื่องจากสมองเราตั้งอยู่ในพื้นที่คับแคบทุกด้าน ถูกกระโหลกศรีษะปิดขอบอีกชั้น ทำให้เมื่อเวลาสมองมันบวมขึ้นมา มันไม่มีพื้นที่ให้ขยายออกใช่ไหมครับ เนื้อสมองมันก็เลยบวมแบบบี้ๆในพื้นที่แคบๆอันนี้ ทำให้เกิดเป็นอาการต่างๆตามมา


HAPE และ HACE เกิดอยู่แถวไหน

คำตอบคืออยู่แถวๆภูเขาสูงครับ ในพื้นที่ๆ ความสูงมากกว่า 4,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลไป นี่ถ้าใครเริ่มมีอาการเพี้ยนๆแล้ว ให้บอกเพื่อนร่วมทีมให้ระวังเตรียมตัวไว้ได้เลย

คนไทยเราทั้งชีวิตอาศัยอยู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำมาตลอด อากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกครั้ง ออกซิเจนมีเต็มเปี่ยม เมื่อเราขึ้นไปอยู่ที่ Everest base camp ที่ปริมาณออกซิเจนหายไปถึง 50% เมื่อเทียบกับที่ราบลุ่มแม่น้ำ เท่ากับเราต้องหายใจจำนวนครั้งมากขึ้นถึงจะได้ปริมาณอากาศเท่าเดิม และนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ออกซิเจนในร่างกายเราไม่พอจนเกิดอาการต่างๆ

แต่สำหรับผู้คนท้องถิ่นที่ใช้เวลาอยู่กินมานานแล้ว เช่น ชาวเชอร์ปา (Sherpa) หรือชาวทิเบต (Tibetan) ร่างกายของพวกเขามีการปรับเปลี่ยนวิวัฒนาการมานานหลายร้อยปี ปอดของพวกเขาทำงานได้ดีกว่าเรา หายใจหนึ่งครั้งเท่ากันแต่ได้ปริมาณออกซิเจนที่เข้าไปในกระแสเลือดมากกว่าเราเยอะ และเลือดของพวกมีเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ (Polycythemia)ซึ่งทำให้สามารถเก็บออกซิเจนได้มากกว่าอีกด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ บนยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว ไม่มีคนชาติไหนที่จะขึ้นถึงยอดถี่ไปกว่าชาวเชอร์ปาอีกแล้วละ แถมยังไม่ใช้ oxygen อีกด้วย

Apa Sherpa.jpg
Apa Sherpa ปัจจุบันอายุ 56 ปี แต่ปีนไปยอดเอเวอเรสต์มาแล้ว 21 ครั้ง

HAPE และ HACE เกิดขึ้นกับใคร

มันเกิดขึ้นกับทุกคนครับ แม้แต่นักปีนเขาที่เก่งๆของโลกก็ต้องมีอันเป็นไปไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือพญามัจจุราชตนนี้ไปได้ บางคนอาจจะคิดว่านักปีนเขาแก่ๆน่าจะเป็นโรคนี้มากกว่านักปีนเขาวัยหนุ่มไฟแรง แต่ที่ไหนได้บางทีคนหนุ่มกลับมีอาการไปก่อนคนแก่ซะอีก


HAPE  และ HACE อาการเป็นอย่างไร

เอาให้เห็นภาพเลย ไปเปิดหนังเรื่อง Everest ดูอีกรอบครับ ตอนช่วงท้ายๆของเรื่อง มีครบทุกอาการเลย ถ้าจำไม่ได้ก็ลองไปเปิดหนังดูกันอีกรอบ

Doug Hansen

จะเห็นได้เลยว่า บางคนโดนเจ้า HACE กำลังจะคว้าชีวิตไปแล้ว คือ Doug Hansen มีอาการสับสน มึนงงปวดหัว ทรงตัวไม่ได้ พฤติกรรมเปลี่ยก่อนที่เขาจะกระโดดทิ้งชีวิตตัวเอง ลงไปในขอบเหว จนทำให้ Rob Hall ที่อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตมาช่วยถอนหายใจอย่างน่าเสียดาย

Untitled

Doug เริ่มมีอาการตั้งแต่ที่ Camp 3 แล้ว เขาเริ่มไอมีเสมหะ ซึ่งบอกได้ว่า HAPE ได้มาเคาะประตูหน้าบ้านเขาแล้ว

Untitled4

Doug (เสื้อเหลืองคนด้านหลัง) ที่มีอาการสับเส และเดินเซ อย่างเห็นได้ชัด จนสุดท้ายเขาปลดเชือกที่ผูกเขากับ Rob ออก ก่อนจะทิ้งร่างตัวเองลงไปในเหว

Scott Fisher

Untitled2

Scott ตอนอยู่ที่ Camp 1 เขามีอาการไอมีเสมหะ นั่นแปลว่าน้ำกำลังท่วมปอดของเขาอยู่น้อยๆ ตอนนั้นหูเขาหนีบโทรศัพท์คุยกับ Rob อยู่ โดย Rob บอกให้เขาค่อยๆมา ไม่ต้องรีบ แต่ Scott จะเดินรวดเดียวจาก Camp 1 มาที่ Camp 3 เพื่อให้ทันทีมของ Rob ซึ่งเป็นการกระทำที่บ้ามากๆ

Untitled3

Scott เลือกทำสิ่งต้องห้ามคือ ฉีดยาเองแล้วไปต่อ ทำให้อาการทุกอย่างเลวร้ายลงเรื่อยๆ

Scott ที่กำลังถูก HAPE จู่โจมอย่างหนัก ใช้พลังเฮือกสุดท้ายในการมาแตะยอดเอเวอเรสต์

ส่วนอาการของ HAPE นั้น ดูที่พระเอก Scott Fisher ตอนที่เจ้าตัวไปถึงที่ Camp 3 นั้น เห็นได้ชัดว่า เจ้าตัวกำลังถูก HAPE จู่โจมเข้าอย่างจัง เขาเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ขนาดนั่งอยู่เฉยๆยังเริ่มเหนื่อย จน Rob ยังสังเกตได้ (อาการหายใจได้ไม่สุดนี่แทบจะเป็นอาการแรกๆที่เราสามารถสังเกตได้ง่าย)

หลังจากนั้น Scott ไปนอนอยู่ในเต๊นท์ใช่ไหมครับ เขาเริ่มมีอาการไอมีเสมหะ เนื่องจากน้ำกำลังท่วมปอดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขายังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังเอายามาฉีดเพื่อรักษาตัวเองอีก แล้วสุดท้าย Scott ก็ฝืนตัวเองขึ้นไปจนถึงยอดเอเวอเรสต์จนได้ แต่นั่นคือพลังเฮือกสุดท้ายที่เดิมธรรมชาติตั้งใจเก็บไว้ให้เขาใช้เพื่อพาตัวเองลงเขาตั้งแต่เริ่มมีอาการ แต่เขาดันเอามาใช้ขึ้นเขาแทน ผลสรุปก็คือ Scott ไม่สามารถพาตัวเองลงมาได้ และหมดแรงจนเสียชีวิตด้านบนในที่สุด

สรุป

  • HACE ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ถ้ามีอาการรุนแรงมากจะมีชัก หมดสติ จนถึงเสียชีวิตได้
  • HAPE ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก อยู่เฉยๆก็เหนื่อย ภาวะนี้ทำให้เสียชีวิตได้

ร่างกายเราปรับตัวอย่างไรบ้าง

ร่างกายเราพยายามทำหลายๆอย่างเพื่อรักษาสมดุลที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น

  1. เราจะหายใจเร็วขึ้น (Increasing breathing) เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่จะเข้ามาสู่กระแสเลือด โดยร่างกายเราจะมีจุดๆหนึ่งที่คอยเช็คปริมาณออกซิเจนในเลือดอยู่ เมื่อออกซิเจนในเลือดน้อย สมองจะสั่งให้เราหายใจเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ผลของการหายใจเร็วขึ้นคือ จะทำให้ขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป จนกลายเป็นภาวะเลือดเป็นด่างขึ้น (Respiratory alkalosis)
  2. โดยปกติเมื่อเลือดเป็นด่างเนี่ย ร่างกายเราควรจะหายใจช้าลงใช่ไหมครับ แต่บนภูเขา การหายใจช้าลงเราจะยิ่งแย่กว่าเดิม ธรรมชาติเลยออกแบบอวัยวะหนึ่งที่เรียกว่า “ไต” ให้มาช่วยปอดอีกแรง แต่ไตเนี่ยกว่าจะเริ่มเห็นผลมันช้าครับใช้เวลาเป็นวัน
  3. เราจะฉี่บ่อยขึ้น เมื่อเกิดภาวะเลือดเป็นด่างมากขึ้น ไตจะพยายามขับด่างออกจากร่างกาย แต่เวลาไตขับด่างออกไป มันไม่สามารถขับแต่ด่างได้ มันต้องขับไปพร้อมกับน้ำเสมอ เท่ากับว่าร่างกายเราขับด่างได้จริงแต่ก็เสียน้ำไปพร้อมๆกัน ถ้าเราไม่กินน้ำทดแทนไปไตก็ขับด่างไม่ได้ ร่างกายก็ทรุดลงกว่าเดิม ดังนั้นเขาถึงบอกว่าเวลาอยู่บนภูเขาให้กินน้ำเยอะๆ
  4. แต่สุดท้ายแล้ว ยังไงก็ตาม ถ้าอะไรที่มันเกิดขีดจำกัดไปเยอะ ร่างกายก็ปรับตัวไม่ทันอยู่ดีครับ อาการมันก็เกิดขึ้นจนได้

HAPE และ HACE ป้องกันได้อย่างไร

  • เดินขึ้นไปช้าๆ ความสูงแต่ละวันไม่ควรห่างกันเกิน 500 เมตร รอให้ไตเราได้มีเวลาปรับตัวตามอย่างที่บอก
  • กินน้ำให้มากๆ เพื่อจะได้ให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำจัดด่างออกจากร่างกายได้เร็วที่สุด
  • ห้ามกินเหล้าสุราโดยเด็ดขาด เพราะมันจะยิ่งทำให้เราฉี่มาก และสติตังเสียไปมากกว่าเดิม
  • ถ้ามีอาการแล้วห้ามไปต่อโดยเด็ดขาด
  • สำหรับ HAPE เรามีการกินยาป้องกันเช่น Acetazolamide (Diamox) หรือ Nifedipine หรือ Tadalafil ซึ่งอันนี้ควรไปปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการใช้และป้องกันด้วยยาก่อน
  • สำหรับ HACE เรามีการกินยาป้องกันเช่น Acetazolamide (Diamox) หรือ Dexamethasone แต่ควรไปปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการใช้และป้องกันด้วยยาครับ
  • ที่สำคัญที่สุด อย่าเดินไปไหนมาไหนคนเดียว แม้แต่นักปีนเขาที่เก่งที่สุดเขายังไปกันเป็นทีม เพราะเวลามีใครเริ่มทรงไม่ดี จะได้รับการช่วยเหลือทันครับ

HAPE และ HACE รักษาได้อย่างไร

สองอย่างนี้การรักษาที่ดีที่สุดคือ เอาลงมาจากภูเขาให้ถึงที่ๆต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่ำเท่าไรยิ่งดี

จะด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ ขี่คอเพื่อน กอดคอเพื่อน โหนเปล เอาขึ้นจามรี หรือใส่เฮลิคอปเตอร์

แต่ระหว่างนี้ก็สามารถที่จะรักษาเบื้องต้น เพื่อให้มีชีวิตรอดระหว่างรอการช่วยเหลือ โดย HACE และ HAPE จะทำไม่เหมือนกันคือ

HAPE

  1. เพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือดให้มากที่สุด โดยการให้ดมจากถังออกซิเจนเท่าที่มีอยู่ ปกติถ้าเป็นทีมไปปีนเขาเรื่องนี้ทางหัวหน้าไกด์มักจะไม่ค่อยพลาด
  2. ใช้เจ้านี่เลยครับ Portable hyperbaric chamber หรือ Gamow bag ซึ่งการเอาตัวคนไปไว้ในถุงนี้ จะสามารถเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกายได้อีกเยอะเลย เสมือนกับพาเขาลงมาที่ๆต่ำกว่าพื้นที่นั้นถึง 1,000-2,000 เมตรเลยครับ
  3. ใช้ยารักษาคือ Nifedipine หรือ Tadalafil

HACE

  1. คล้ายๆกับ HAPE แต่ยาที่ใช้เราใช้ไม่เหมือนกันคือ
  2. ใช้ยา Dexamethasone

หากใครสนใจอุปกรณ์การเดินทาง เป้แบคแพค เสื้อแจ็คเก็ตกันลมกันฝน เสื้อขนเป็ด ลองจอน ถุงมือกันหนาว
สามารถเข้าไปเลือกชมสินค้าได้ที่ ร้านของพวกเรา The Puffin House

 

 

Comments

comments