“เลห์” เรื่องราวจากความทรงจำ

1272

เหตุผลในการเดินทางไป เลห์ ลาดักห์ เริ่มมาจากการได้ดูหนังเรื่อง 3 idiots หนังอินเดียที่ดีมากก ดีจนทำให้จากความคิดที่เคยมองว่าหนังอินเดียเป็นหนังที่ต้องวิ่งเต้นจีบกันรอบภูเขาหลายลูกนั้นเปลี่ยนไป หนังสะท้อนแง่คิดดีมาก เราไม่บอกหรอกว่าดียังไง ลองไปหาดูกันนะ ยกให้เป็นหนังที่ต้องดูก่อนตายเลย ที่สำคัญฉากตอนจบของหนังก็สวยมาก สวยจนต้องตามหาว่าเค้าถ่ายทำที่ไหน และเราก็ค้นพบว่ามันคือ “เลห์ ลาดักห์ ประเทศอินเดีย”

ไม่มีเครื่องบินตรงจากไทยไปเลห์ ต้องมาแวะเปลี่ยนเครื่องที่นิวเดลีก่อน เลยขอแวะเที่ยวเมืองนี้ก่อนไปเลห์สักนิด โดยจะอยู่ที่นิวเดลีแค่หนึ่งวันแล้วกลับมานอนที่สนามบินเพื่อบินไฟลท์เช้าไปเลห์ในวันถัดไป เราเลยเอากระเป๋าเดินทางไปฝากไว้ที่ฝากกระเป๋าของสนามบินซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปอีกชั้น ทางเดียวกับที่ไป Metro ซึ่งจะคิดราคาตามน้ำหนักกระเป๋า และระยะเวลาที่ฝาก

หน้าตาของที่รับฝากกระเป๋าที่สนามบินพร้อม Rate ราคาค่าฝากซึ่งคิดตามน้ำหนักกระเป๋าและระยะเวลาที่ฝาก

สำหรับเราแล้ว นิวเดลีเป็นเมืองที่คึกคักและวุ่นวายที่สุดเท่าที่เคยเจอมา การบีบแตรรถเสียงดังลั่นเหมือนเป็นเรื่องปกติของที่นี่ และคนอินเดียชอบถ่ายรูปมากกก มากแบบทำให้เกิดมิตรภาพกันง่ายมากทั้งที่เอาเข้าจริงๆ เราแอบกลัวคนอินเดียนะ สายตาเค้าดูดุๆ ดูน่าจะผูกมิตรยาก แต่พอถือกล้องขึ้นมา รอยยิ้มมาเลยจ้า:))

เราเที่ยว Red Fort, Jama Masjid, Spice Market, Humayun’s Tomb ภายในหนึ่งวันโดยจ้างรถสามล้อถีบ ซึ่งเราว่ามันดีตรงเหมือนมีคนท้องถิ่นคอยดูแลอยู่ แม้ราคาจะคิดโขกสับไปบ้าง

พอเที่ยวเสร็จเราก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับไปสนามบิน ซึ่งอยากบอกว่าคนแน่นมากกก และมีแต่ผู้ชาย555 หึหึ ฉากที่ทำให้สะพรึงสุดคือฉากเบียดกันเข้าออกรถไฟ คือมันเหมือนเป็นการต่อสู้แย่งชิงระหว่างคนจะเดินออกและคนจะเดินเข้า ถ้าจะเปรียบความรู้สึกตอนนั้นก็คงเปรียบได้กลับยืนดูมวยปล้ำ ไม่ก็อเมริกันฟุตบอลตอนวิ่งชนกัน แต่ประเด็นอยู่ที่ อีกไม่นานก็ถึงเวลาที่เราต้องออกบ้างงงงง ทำไงดี จะเอาแรงจากไหนไปสู้ เห้อออ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆๆๆ

Red Fort
สาวน้อยตาคมที่ Jama Masjid
ตลาดเครื่องเทศ หรือ Spice market
Humayun’s Tomb

 

และอีกอย่างนะเลห์ ลาดักห์อ่ะ เป็นเมืองที่มีระดับความสูงประมาณ 3,500-5600 เมตรจากระดับน้ำทะเลถ้าไม่มั่นใจว่าจะมีอาการแพ้ที่สูงมั้ย แนะนำกิน Acetazolamide หรือชื่อการค้าคือ Diamox กันไว้เลยนะ ซึ่งควรกินตั้งแต่ตอนอยู่พื้นราบก่อนขึ้นที่สูงสัก 24-48 ชั่วโมง เราจึงวางแผนกินยาตั้งแต่อยู่ที่นิวเดลี และควรปรึกษาแพทย์เรื่องขนาดยาและวิธีการกินยาก่อนน้า ผลข้างเคียงจากยาที่เราเจอคือปลายนิ้วชา และฉี่บ่อยขึ้น

 


วันแรก วันแห่งการปรับตัว

เรามาถึงเลห์ในวันที่ฟ้าใส ผู้คนที่เลห์ให้ความรู้สึกแตกต่างจากที่นิวเดลีอย่างสิ้นเชิง ให้อารมณ์เหมือนอยู่ทิเบตมากกว่า เราพักที่ Ree-yul Guest House Leh โดยนัดคนจากที่พักให้มารับที่สนามบิน พอไปถึงที่พัก ซาลีมเจ้าของที่พักแนะนำให้เรานอนก่อนอย่าเพิ่งไปไหนและงดอาบน้ำ 1 วัน นอนสัก 3-4 ชั่วโมง และที่สำคัญกินน้ำเยอะๆ แล้วค่อยไปเที่ยวในตัวเมือง Leh City ก่อน อย่าเพิ่งไปไหนไกลนะ วันแรกถือซะว่าให้ร่างกายได้ปรับตัว เราทำตามอย่างเคร่งครัด

เราชอบที่ Ree-yul Guest House Leh มาก เจ้าของน่ารักมาก เคยอ่านรีวิวมามีแต่คนชม มาเจอตัวจริงเค้าก็น่าชื่นชมสมคำร่ำลือ จากการต้อนรับที่ดีมากและคุยถูกคอทำให้เราตัดสินใจให้เค้าจัดแพลนเที่ยวให้ตลอดทั้งทริป ซึ่งแพลนเที่ยวเราสามารถเปลี่ยนได้ตามสภาพอากาศและสภาพถนน เพราะสภาพอากาศที่นี้ค่อนข้างแปรปรวนและสภาพถนนก็สุ่มเสี่ยงต่อการปิดถนนเนื่องจากหินถล่ม แน่นอนว่าเราอยากให้วันที่ฟ้าสดใสที่สุดเป็นวันที่เราไป Pangong Lake แต่สภาพอากาศก็เหมือนสภาพจิตใจคน จะเอาอะไรแน่นอนได้ เพราะฉะนั้นการไม่คาดหวังน่าจะเป็นอะไรที่ดีที่สุด

Ree-yul Guest House (ซาลีมคือคนที่ยืนอยู่ที่ชั้นสามใส่เสื้อสีดำ)

แพลนเที่ยวคร่าวๆของเรา หลังจากนั่งคุยกับซาลีมที่เป็นเจ้าของ

วันที่ 1   : Leh City

วันที่ 2   : Magnetic Hill, Sangam Viewpoint, Alchi, Lama Yuru

วันที่ 3-4: Nubra Valley, Turtuk *Khardung La Pass

วันที่ 5-6: Pangong Lake *Chang La Pass

วันที่ 7   : Tsokar Lake, Tsomoriri Lake *Taglang La Pass

วันที่ 8   : Back Home T^T

ตามที่ซาลีมแนะนำ วันแรกถือเป็นวันปรับตัว เที่ยวชิวๆในเมืองไปก่อน สถานที่เที่ยวในตัวเมืองเลห์ก็จะมีหลักๆที่เค้าชอบไปกันก็ Leh Palace, Shanti Stupa และ Main Bazaar ซึ่งเป็นตลาดหลักของเมืองเลห์ มีร้านครีม Himalaya ยอดฮิตด้วย เราเจอเพื่อนคนไทยเต็มเลยที่ร้านนี้:)

Leh Palace
วิวเมือง Leh City เมื่อมองลงมาจาก Leh Palace
Shanti Stupa หรือ เจดีย์สันติภาพ
Main Bazaar ตลาดหลักของเมืองเลห์

 


ท่องเที่ยวไปในดินแดนโลกพระจันทร์

วันที่สองของการอยู่ที่ลาดักห์ เรายังคงเที่ยวไม่ไกลจากตัวเมือง เป็นการเดินทางวันเดียวกลับ จากเส้นทางที่ไปนี้มีจุดแวะเที่ยวได้หลายที่เลย ไม่ว่าจะเป็น

  • Magnetic Hill อารมณ์เนินพิศวง จอดรถแล้วดับเครื่องบริเวณที่ Mark ไว้ แล้วเราจะเห็นเหมือนกับว่ารถจะเคลื่อนไปข้างหน้าขึ้นเนินได้เอง
Magnetic Hill
  • Sangam Viewpoint ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสองสายคือแม่น้ำซันสการ์และแม่น้ำสินธุมาบรรจบกัน ซึ่งสีของแม่น้ำทั้งสองสายจะแตกต่างกันทำให้เห็นจุดบรรจบชัดเจน สวยและแปลกตาดี
Sangam Viewpoint
  • วัด Alchi วัดเก่าแก่ที่มีจุดเด่นคือ ศิลปะบนฝาผนัง แต่เรากับติดใจกงล้อมนตรา หรือ กงล้ออธิฐานที่ทำด้วยไม้และโลหะที่ดูเก่าแก่เรียงเป็นแนวยาวเป็นระเบียบสวยงาม ชาวทิเบตเชื่อว่าการหมุนกงล้อมนต์หนึ่งรอบมีผลเท่ากับการสวดมนต์ด้วยปากเปล่าหนึ่งจบ
แวะหมุนกงล้ออธิษฐานที่วัด Alchi
  • และสิ้นสุดการเดินทางของวันนี้ที่วัด Lama Yuru ซึ่งระหว่างทางไป Lama Yuru จะพบบรรยากาศภูมิประเทศเหมือนผิวดวงจันทร์ที่เรียกว่า Moon Land ด้วย
ระหว่างทางไป Lama Yuru จะเจอภูมิประเทศหน้าตาคล้ายผิวพระจันทร์ หรือ Moon Land

พอเดินเขามาในวัด Lama Yuru จะมีทางเดินขึ้นยอดเขา ระยะทางไม่ไกลมาก ซึ่งจะทำให้เราเห็นวิววัดจากที่สูง นอกจากเห็นวิววัดแล้วเรายังได้เห็นวิวสภาพภูมิประเทศลักษณะคล้ายผิวพระจันทร์ หรือ Moon Land ด้วย บรรยากาศบนนั้นสวยจริงๆ เป็นวัดที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม ขนาดเราไม่ใช่สายเที่ยววัดเรายังชอบที่นี้มากเลย

Lama Yuru จากมุมสูง  
Moon Land

พอกลับมาถึงที่พัก ก็ออกไปทำภารกิจ My Bucket list สิ่งที่อยากทำก่อนตาย ง่ายๆเลย คือเพ้นท์ Henna ค่ะ เราเดินตามหาที่ที่รับเพ้นท์ Henna ถามคนนั้นคนนี้ไปทั่ว คนนั้นคนนี้คนนู้นก็ชี้ไปคนละทิศคนละทาง เดินวนไปวนมา หาไม่เจอสักที เกือบจะถอดใจ เราจำอารมณ์ตอนนั้นได้แม่นเลย เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แต่เชื่อมาตลอดว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น ไม่เจอก็เดินวนไปเรื่อยๆข่ะ

แล้วสุดท้ายความพยายามก็ได้ทำหน้าที่ของมัน เราเหลือบไปเห็นผู้หญิงชุดแดงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่พื้น หน้าที่ทำการไปรษณีย์ใน Main bazaar ซึ่งเราเดินผ่านตรงนี้ไป 5 รอบได้ แต่กลับมองไม่เห็นเลย จริงๆใกล้กันมากๆแล้ว แต่กลับหากันไม่เจอ บางทีแค่เปลี่ยนมุมที่เลือกมองก็คงจะเจอกันเร็วกว่านี้ กว่าจะเจอกันก็เดินทั่วเมืองล่ะ

แต่ถ้ามองในแง่ดีก็ได้ถือว่าสำรวจเมือง555;)

ผู้หญิงชุดแดงที่ตามหามานาน พิกัดนั่งอยู่หน้าที่ทำการไปรษณีย์ ตรง Main Bazaar
Henna paint ที่เห็นสี่ดำๆสักพักจะลอกหลุดกลายเป็นสีน้ำตาล และจะจางลงเรื่อยๆ อยู่ได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์

อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ลองทำในวันนี้คือการทำโมโม่ เป็นอาหารหน้าตาคล้ายเกี๊ยวหรือขนมจีบ มีหลายไส้เลย แต่วันนี้เราจะทำไส้เนื้อแพะ โดยซาลีมให้พี่สะใภ้มาสอนเราทำ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจของการมาพักที่นี่ เราถึงขั้นไปตามหาแป้งทำโมโม่ที่ Main Bazaar เพื่อซื้อกลับไปทำให้ครอบครัวกินที่ไทยเลยนะ

My Momo >< สังเกตดีๆจะพบว่าหน้าตาโมโม่มีหลายแบบและดูแปลกๆ 555
Maida Flour แป้งที่ใช้ทำ Momo แอบไปตามหา และซื้อกลับมาไทยเผื่อจะทำให้พ่อแม่กินค่า

 


ณ ถนนที่สูงที่สุดในโลก

สภาพอากาศวันที่สามไม่ค่อยจะสู้ดี ซาลีมบอกเราว่ายังไม่ต้องแวะ Khardung La Pass นะ ให้ตรงไป Nubra Valley และหมู่บ้าน Turtuk เลย ค่อยแวะ Khardung La Pass ขากลับ เพราะขากลับฟ้าจะโปร่งมาก คือทุกวันก่อนออกจากที่พัก ซาลีมจะเช็คสภาพอากาศให้ตลอด ซาลีมบอกว่าอากาศที่นี้ต้องเช็ควันต่อวัน สำหรับเราการจัดการเดินทางที่ใส่ใจและคำนึงถึงสภาพอากาศด้วยเป็นอะไรที่น่าประทับใจ เพราะสภาพอากาศมีผลต่อบรรยากาศการเที่ยวนะ และสำหรับเราที่ชอบถ่ายรูปมากๆ สภาพอากาศมันมีผลมากจริงๆ แม้มันก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้หรอกนะสภาพอากาศอ่ะ แต่สิ่งที่เราทำได้คือเราสามารถย้ายวันหรือเปลี่ยนแพลนเที่ยวได้ ที่ไหนอยากไปหรือชอบมากๆก็เลือกไปวันที่อากาศสดใสสุดไรงี้

ที่ลาดักห์นอกจากวิวข้างทางที่สวยแล้ว ถ้าสังเกตดีๆจะมีป้ายเขียน Quote น่ารักๆข้างทางให้อ่านเพลินๆ เราชอบประโยคนี้  

” Life is like photography. You need the negatives to develop.”

นอกจากจะมีป้ายที่เป็นคำคมสร้าง Inspiration แล้ว บางป้ายก็เขียนปลุกใจคนขับให้ระมัดระวังในการขับรถด้วย

จากการที่ไม่ได้แวะ Khardung La Pass ทำให้เราเดินทางมุ่งตรงไปที่หมู่บ้าน Turtuk หมู่บ้านที่ติดพรหมแดนปากีสถาน ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี้หน้าตาไม่เหมือนคนอินเดียเลย ผิวขาว ตาคมโต อธิบายไม่ถูกสรุปว่าหน้าตาดีมากกกกกเลยค่า

วิวระหว่างทางไป Khardung La Pass
Turtuk Little Girl เด็กๆที่หมู่บ้านนี้ หน้าตาน่ารักมากกกกก และชอบถ่ายรูปมากๆด้วยยยยย

เดินเล่นในหมู่บ้าน Turtuk สักพักไม่นานเราก็กลับไปที่พักที่ Nubra Valley ซึ่งที่ Nubra Valley นั้น นอกจากจะมีอูฐให้ขี่แล้ว ยังมีเจ้าของที่พักหน้าตาแซ่บๆด้วยยยย อร๊ายยยย ไม่ใช่ๆ ยังมีผักปลอดสารพิษที่ปลูกที่ที่พักด้วย สามารถเก็บกินฟรีได้ไม่อั้นเลยจ้า เราค้างที่ Habib Guest House ที่ Nubra Valley หนึ่งคืน เพื่อที่พรุ้งนี้เช้าจะได้ไปขี่อูฐกันที่ Hunder Sand Dune

เจ้าของที่พัก Habib Guest House ที่ Nubra Valley กำลังสอนวิธีเก็บผัก

เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปขี่อูฐ แต่อูฐยังไม่ยอมมาให้ขี่ เลยเดินเล่นถ่ายรูปตรง Hunder Sand Dune เป็นทะเลทรายขนาดไม่ใหญ่มาก ห้อมล้อมด้วยหุบเขา และมีลาเดินเล่นอยู่เต็มไปหมด ระหว่างรออูฐก็ถ่ายรูปเล่นกับลาไปก่อน สักพักไม่นานขบวนอูฐก็มา เราขี่อูฐไป 15 นาที ด้วยราคา 200 Rs พอขี่อูฐเสร็จเราก็เดินทางกลับ วันนี้ฟ้าใสอย่างที่ซาลีมบอกไว้ เราเลยแวะ Khardung La Pass

Hunder Sand Dune
ลาน้อยที่ Hunder Sand Dune
Me & My Camel

Khardung La Pass เป็นถนนที่สูงที่สุดในโลก สูงถึง 18,380 ฟุตหรือ 5,602 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นทางผ่านตอนเราไปและกลับจาก Nubra Valley ไม่ใช่แค่คนอินเดีย คนชาติอื่นๆที่หลงรักในการขี่มอเตอร์ไซค์มีความฝันที่จะขึ้นมาบนนี้ ถนนที่นี้ไม่ใช่ทางลาดยางสวยๆ เป็นทางขรุขระๆ แคบๆ และสูงมากกกก มันต้องใช้ความพยายามและความตั้งใจมากๆในการขึ้นมาบนถนนที่สูงที่สุดแห่งนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ทุกๆคนจะเข้าคิวถ่ายกับป้ายเพื่อบันทึกความทรงจำว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราทำฝันสำเร็จ ป้ายที่ทำจากเหล็กธรรมดา กลับดูพิเศษเมื่อมาอยู่บนนี้

และอีกอย่างที่น่าสนใจคือเราได้เห็นความพยายามอีกรูปแบบหนึ่ง คือการขี่จักรยานขึ้นมา สุดยอดจริงๆ นับถือมาก มอเตอร์ไซค์เราว่าโหดแล้ว เจอจักรยาน น่าทึ่งจริงๆ คือ เข้าใจเลยว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้เลย หากมีความพยายาม

Highest Motorable Road In The World “Khardung La Pass”
Royal Enfield มอเตอร์ไซค์ยอดฮิตของที่นี้
หนุ่มผู้ขี่จักรยานขึ้นมาถนนที่สูงที่สุดในโลกเล่าว่า มีน้องหมาตัวนี้เป็นเพื่อนวิ่งตามเค้าขึ้นมาตลอด:))

 


วันที่รอคอย กับ ทะเลสาบสีฟ้าสดใส

และก็มาถึงวันที่รอคอย ระหว่างการเดินทางไป Pangong Lake จะผ่าน Chang La Pass ซึ่งเป็นถนนที่มีระดับความสูงประมาณ 17,590 ฟุต หรือ 5,360 เมตรจากระดับน้ำทะเล และจะพบตัว Marmot ซึ่งหน้าตาคล้ายกระรอก แต่ตัวใหญ่กว่า อาศัยในรู ซึ่งแวะจอดถ่ายรูปเล่นกับเจ้าตัวนี้ได้ น่ารัก เป็นมิตร ทำเป็นอายวิ่งลงหลุมแต่จริงๆ ก็อยากถ่ายรูปไม่ใช่น้อย เราเห็นคนอินเดียชอบไปเซลฟี่กับเจ้าสัตว์ตัวน้อยนี้ แต่ต้องใช้เวลาตีซี้ระยะหนึ่งนะ

Chang La Pass
ตัว Marmot หน้าตาคล้ายกระรอกแต่ตัวใหญ่กว่า และอาศัยในรู

Pangong Lake เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากตอนจบของหนังเรื่อง 3 idiots โดยสีของน้ำขึ้นกับสภาพท้องฟ้า ถ้าฟ้าโปร่งเมฆน้อยๆ ทะเลสาบจะเป็นสีฟ้าสดใสมาก แต่ถ้าเมฆเยอะทะเลสาบจะสีออกขาว สวยกันคนละแบบ แต่วันที่เราไปเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสและเมฆน้อยมาก เราเลยได้เห็นสีทะเลสาบสีฟ้าสดใส เราไม่เคยเห็นน้ำที่มีสีฟ้าที่สดใสขนาดนี้มาก่อน เป็นสีฟ้าแบบมีออร่าพุ่งออกมา

Pangong Lake เป็นทะเลสาบที่มีสีฟ้าแบบมีออร่าพุ่งออกมา
Pangong Lake

ถ้าให้แนะนำ เราว่าควรจะไปพักที่ Pangong Lake สักหนึ่งคืน เอาแบบที่พักติดทะเลสาบเลยนะ เพราะการมาพักหนึ่งคืนจะทำให้เราได้เห็น Pangong Lake ในหลายๆมุมมอง เราชอบมุมตรงที่พักมาก สงบ คนน้อย วิวสวยมาก ได้นั่งดื่มด่ำบรรยากาศข้างๆทะเลสาบทั้งตอนพระอาทิตย์ตกและขึ้น และโดดเล่นน้ำได้นะ แต่ไม่มีใครเค้าทำกันเพราะเค็ม+เย็นมากกกกก มากจนขึ้นจากน้ำมาอาจไม่สบายได้

Pangong Lake ในวันฟ้าใส
พยายามเอาตัวจุ่มน้ำที่ทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก Pangong Lake ลมแรง และหนาวววว หนาววววมากที่สุด
วิว Pangong Lake จากแถวๆที่พัก สงบมากๆ

 


ประสบการณ์ระทึกขวัญก่อนกลับ

การเดินทางวันนี้ค่อนข้างหนักหน่วง เพราะเรามีเวลาอยู่ที่ลาดักห์วันสุดท้าย และเราก็อยากไป Tsomoriri Lake มาก เพราะคนที่เราพบเจอส่วนใหญ่ชอบทะเลสาบนี้มากกว่า Pangong Lake ด้วยซ้ำ สำหรับเราซึ่งฟินมากกับการได้เห็น Pangong lake แล้ว จึงแอบสงสัย และอยากรู้ว่ามีที่ๆสวยกว่า Pangong Lake อีกเหรอ??

เราจึงใช้วันสุดท้ายให้คุ้มค่าด้วยการไป Tsomoriri Lake เพื่อให้เห็นด้วยตาตัวเอง ด้วยระยะทางที่ไกล บวกกับเวลาที่น้อย ทำให้เราไม่ได้ใช้เวลาอยู่ที่ทะเลสาบนี้นานเท่าไหร่ ประกอบกับเกิดเหตุการณ์ระทึกล้อแตกถึงสองรอบ ซึ่งล้อมันมีสำรองแค่ล้อเดียว ทำให้เมื่อเกิดการแตกของล้อรอบสองเราจึงไม่มีล้อให้เปลี่ยนอีก สิ่งที่ต้องทำคือเดินเข็นล้อไปซ่อมที่หมู่บ้าน โชคดีที่จังหวะที่ล้อแตกเราขับมาใกล้ๆหมู่บ้านล่ะ ไม่งั้นแย่แน่ๆ

ประสบการณ์ล้อแตกถึงสองครั้งในหนึ่งวัน T_T

สำหรับเรา ความสวยงามของ Tsomoriri Lake อยู่ที่ความสงบ เพราะความสงบทำให้ดูสวย ต่างกับ Pangong lake ที่คนคึกคักมาก เพราะสำหรับคนอินเดีย Pangong Lake โด่งดังมาจากหนังเรื่อง 3 idiots ทำให้คนอินเดียฮิตมาที่นี่มาก มากขนาดโรงเรียนยังจัดทัศนศึกษาพานักเรียนมากันทั้งโรงเรียน ซึ่งการแก้ปัญหาความไม่สงบนี้สามารถทำได้โดยนอนค้างที่ Pangong lake สักหนึ่งคืน เพราะคนส่วนใหญ่มักมาที่นี้แค่วันเดียว และอยู่เป็นกระจุกแค่ตรงต้นๆทะเลสาบ กับตรงที่ถ่ายทำหนัง โซนที่พักจะต้องขับรถเข้าไปอีก

Tsomoriri Lake
Tsomoriri Lake เป็นทะเลสาบที่เงียบสงบมาก

ลืมบอกไป ก่อนจะถึง Tsomoriri Lake เราจะผ่าน Taglang La หรือ Tanglang La pass มีระดับความสูงประมาณ 17,582 ฟุต หรือ 5,359 และ ทะเลสาบเกลือ Tsokar Lake ด้วย ด้วยเวลาที่มีจำกัด ทำให้ไม่ค่อยจะมีเวลาแวะนานเท่าไหร่ เป็นวันที่เรากลับถึงที่พักดึกสุดแล้ว และเราไม่อยากให้ถึงพรุ้งนี้เลย เรายังไม่อยากกลับT_T

Taglang La หรือ Tanglang La pass
ทะเลสาบเกลือ Tsokar Lake ที่เห็นขาวๆไม่ใช่หิมะนะ เป็นเกลือจ้า

การมาเลห์ ลาดักห์นอกจากเราจะได้เที่ยวธรรมชาติสวยๆแล้ว เรายังได้ลองฝึกขี่มอเตอร์ไซค์แบบมีคลัชด้วยนะ คือเราพอมี เบสิคเรื่องการขี่มอเตอร์ไซด์มาบ้าง แต่ไม่เคยลองแบบมีคลัช

ที่เลห์ ลาดักห์เค้าจะฮิตขี่มอเตอร์ไซด์ Royal Enfield กัน มันเท่ห์มากๆๆ เราเห็นรถมอเตอร์ไซด์ Royal Enfield ของซาลีมจอดอยู่นิ่งๆ เลยทาบทามซาลีมให้สอนขี่หน่อย ซาลีมเลยส่งซานโตสมาช่วยสอน เราก็นะ พยายาม55

ผลจากความพยายามฝึกซ้อมบิดคลัชทุกวันตอนเย็นหลังกลับจากการเดินทางคือ เราโดนไล่ให้ไปขี่มอเตอรไซค์ Yamaha แทน ซึ่งมีแรงม้าน้อยกว่า Royal Enfield และก็พยายามจนสามารถออกตัวได้ไกลถึง 200 เมตรเลยนะ 555 ยังจะกล้าอวดอีก

Royal Enfield ของซาลีม
ซาลีมเอาหินมาตั้งเพื่อยกล้อหลัง สอนให้ฝึกใช้คลัชให้เป็นก่อน

 


สรุปรายละเอียดการเดินทางสั้นๆ

*ช่วงที่เราเดินทางคือ 15-23/07/2016 โดยมี plan การเดินทางตามนี้

New Delhi

15/07/2016 Red Fort, Jama Masjid, Spice Market, Humayun’s Tomb

Leh Ladakh

16/07/2016      : Leh City

17/07/2016      : Magnetic Hill, Sangam Viewpoint, Alchi, Lama Yuru

18-19/07/2016 : Nubra Valley, Turtuk, Khardong La Pass

 20-21/07/2016: Pangong Lake, Chang La Pass

 22/07/2016     : Tsokar Lake, Tsomoriri Lake, Tanglang La Pass

 23/07/2016     : Back Home T^T

*สำหรับสายชิว วางแพลนเที่ยวหลวมๆได้ ที่พักไม่จองก็ได้ถ้าไม่ใช่ช่วง High season แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำการบ้านไป คือ

1. วิธีป้องกันอาการแพ้ที่สูง

เลห์เป็นเมืองที่มีระดับความสูงประมาณ 3,500-5600 เมตรจากระดับน้ำทะเลถ้าไม่มั่นใจว่าจะมีอาการแพ้ที่สูงมั้ย แนะนำกิน Diamox กันไว้เลยนะ ซึ่งควรกินตั้งแต่ตอนอยู่พื้นราบก่อนขึ้นที่สูงสัก 24-48 ชั่วโมง และควรปรึกษาแพทย์เรื่องขนาดยาและวิธีการกินยาก่อนน้า ผลข้างเคียงจากยาที่เราเจอคือปลายนิ้วชา และฉี่บ่อยขึ้น แต่ควรระวังการใช้ยานี้ในกลุ่มคนที่แพ้ยากลุ่มซัลฟา

อ่านข้อมูลเรื่องการแพ้ที่สูงเพิ่มเติมที่นี่ครับ 

2. ใบ Permit

เราแจ้งให้ที่พักจัดการทำให้เลย ซึ่งค่าทำ Permit จะอยู่ที่ 600 Rs เหตุผลที่ต้องทำ permit เพื่อใช้ตอนไป Nubra Valley เพราะเป็นเขตชายแดนปากีสถาน และใช้ตอนไป Pangong Lake กับ Tsomoriri Lake เพราะติดชายแดนจีน

3. ศึกษาเรื่องรูปแบบการเดินทาง ว่ามีทางเลือกไหนบ้าง

การรู้ทุกทางเลือกในชีวิตเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะกับเราจริงๆ การเดินทางก็เช่นกัน เพราะบางทีจุดหมายปลายทางก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าระหว่างทาง การเดินทางในเลห์มีหลายแบบ บางคนจองทัวร์จากเอเยนซี่ที่ไทยมาเลย บางคนจองทัวร์ของที่เลห์ และบางคนไปตายเอาดาบหน้า ด้นสด ขอแชร์รถพร้อมคนขับกับชาวบ้าน ซึ่งศูนย์กลางการแชร์รถหรือเช่ารถอยู่ที่ Main Bazaar ไม่ก็ติดต่อผ่านที่พักที่เค้าสามารถจัดการให้ได้ ราคาก็จะถูกควบคุมและมีมาตรฐานราคาชัดเจนเท่ากันหมด รถคันหนึ่งก็นั่งได้ประมาณ 6 คน แต่ถ้ามีชั้นเชิงหน่อย มี Skill การขี่มอเตอร์ไซด์ก็เช่ารถมอเตอร์ไซด์ขี่เที่ยวได้ มอเตอร์ไซด์ก็มีให้เช่าทั้งแบบมีคลัชและไม่มีคลัช ถ้าไม่มีคลัชก็พวก Suzuki Scooter มีคลัชก็แนะนำ Royal Enfield เท่ห์มากกกก เท่ห์มากที่สุด แต่ทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนะ ต้องมี Skill จริงๆ โหดสุดก็ขี่จักรยาน อันนี้ต้องทึกกกกกมากกกก

4. ศึกษาว่าช่วงเวลาไหนเหมาะในการท่องเที่ยว และดูสภาพอากาศไปด้วย จะได้เตรียมเสื้อผ้าไปให้เหมาะสม

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาเที่ยวเลห์ คือ ช่วงฤดูร้อน (พฤษภาคม-กันยายน) และเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ล้อมรอบด้วยเทือกเขา ทำให้แม้จะเป็นหน้าร้อนอากาศก็ยังหนาวอยู่ดี เพราะฉะนั้นเตรียมเสื้อกันหนาวไปดีๆน้าค่า

5. ฝึกพูดคำว่า “Jullay”

Jullay เป็นภาษา Ladakhi ซึ่งเป็นภาษาหลักที่ใช้ที่ Ladakh อ่านว่า จูเล มีสารพัดความหมายไม่ว่าจะเป็น สวัสดี ลาก่อน หรือ ขอบคุณ:)

*ที่พักดีๆ สุดแสนจะประทับใจ

เราพักที่ Ree-yul Guest House Leh เป็นที่พักที่สามารถจัดทริป ทำใบ Permit ให้เราได้ ราคามาตรฐาน มีแอบลดราคาให้ด้วยนะ ใส่ใจ ดูแลดีมากถึงมากที่สุด ถ้าสนใจแนะนำติดต่อผ่านทาง Facebook ชื่อ Ree-yul Guest House Leh ตอบเร็วกว่าทางเมลล์เยอะ เจ้าของชื่อ ซาลีมน้า

*ของฝาก

นอกจากครีม Himalaya ยอดฮิต แล้วก็ยังมี Apricot lip blam สินค้าท้องถิ่นที่เราแอบซื้อมาใช้ ซึ่งติดใจมากขนาดอยากบินกลับไปซื้อมาอีก และอีกอย่างที่แนะนำคือ ผ้าพันคอแคชเมียร์ แต่สำหรับเราของที่ยกให้เป็น The Must ไปแล้วต้องซื้อกลับมาคือ Prayer Flag หรือธงมนต์อันจิ๋ว น่ารักมากกกกก    

*ค่าใช้จ่ายตลอดทริป

ขอสารภาพตามตรงว่างงเรื่องค่าใช้จ่ายมากกก และแอบจำไม่ได้ด้วย เราได้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงมาก ประมาณ 25000 ของAir india เราไปทั้งหมด  9 วัน เงินที่หมดไปรวมราคาตั๋วเครื่องบินน่าจะประมาณ 35000-40000 บาท


A Million Thanks:)) 

ขอบคุณหนิง ที่เดินทางไปด้วยกันและอยู่ข้างๆเสมอ ทริปนี้ได้ลองทำอะไรใหม่ๆหลายอย่าง เลนส์มือหมุนไม่เคยใช้มาก่อนก็ได้ลองใช้ หมุนชัดบ้างเบลอบ้าง บางทีก็เสียดายนะแบบถ่ายไม่ทันมัวแต่หมุน จะให้คนอื่นถ่ายรูปเราสองคนก็ลำบากคนอื่น555 แต่เราชอบนะ สนุกดี ลองอะไรใหม่ๆบ้าง แต่ต้องชมหนิงเลย หมุนเก่งกว่าเราอีก ที่สนุกกว่าถ่ายรูปก็คงเป็นลองขี่มอไซด์แบบมีคลัช เห็นปฏิกิริยาคนสอนแล้วตลกดี55

แพร & หนิง

ขอบคุณพี่เจือ พี่หนึ่ง พี่นก พี่กุ้ง นะคะ พี่ๆมาเติมเต็มทริปเหงาๆของเราสองคน ขอบคุณพี่ๆที่แบ่งข้าวปลาอาหารให้ตลอด ให้แชร์รถ และปลุกน้องไปชมพระอาทิตย์ขึ้น

ขอบคุณซาลีม ลุงกู๊ช และซานโตส เราแนะนำที่พักที่นี่ Ree-yul Guest House Leh ดีเกินจะบรรยายได้ เป็นทุกสิ่งจริงๆ ทั้งช่วยวางแพลนเที่ยวที่เราทั้งสองวางไว้แค่คร่าวๆ คร่าวมากๆ ดูพยากรณ์อากาศ สภาพถนน ทำให้เราได้เห็น Pangong Lake ในวันที่ฟ้าใสสุดๆ สอนทำโมโม่ สอนวิธีทำให้เบียร์เย็นโดยไม่แช่ตู้เย็น ไปจนกระทั่งสอนขี่มอเตอรไซด์ A million thanks na ka:))

สุดท้ายยย ทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตล้วนดีหมด All is well” ประโยคเด็ดจากหนัง 3 idiots;) หนังที่ทำให้เราอยากมาเห็น Pangong Lake ด้วยตาตัวเอง

 ปล. หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะค่า ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่า


สถานที่ซื้อเป้และอุปกรณ์ท่องเที่ยวของแท้ 100%

สถานที่ขายเป้หรืออุปกรณ์ท่องเที่ยวแท้มันก็ควรจะเป็นที่ๆน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ไปขายกันที่ตลาดโรงเกลือ สำเพ็ง หรือว่าที่ฮานอยในเวียดนามถูกไหมครับ

แนะนำกันตรงนี้เลยละกันนะครับ เพราะมันคือร้านที่ผมสร้างมันขึ้นมาเองกับมือที่ชื่อว่า “The Puffin House”

ไม่ว่าจะเป็นเป้ Deuter, Osprey, Columbia ที่นี่คือของแท้ 100% ผมเป็นคนติดต่อเองทั้งหมดจากผู้แทนในประเทศไทยทั้งหมด

ซื้อของจากที่นี่ ถ้ามีปัญหาจะส่งกลับมาให้ทางร้านผม หรือว่าจะไปที่ศูนย์บริการตามห้างก็ได้ครับ เพราะสุดท้ายปลายทางคือเข้าโรงงานเหมือนกัน

Comments

comments