“Shiraz” Hub of culture

1137

โอเค ผมจะพูดถึงเมืองๆหนึ่งในอิหร่าน ที่ใครมาอิหร่านแล้วไม่ได้มา จะบอกว่ามาไม่ถึง ก็เป็นประโยคที่เชยแบบสุดๆ

ผมอยากจะเทียบให้แบบว่า เฮ้ย นี่มันอิหร่านจริงๆเหรอวะเนี่ย เอาเข้าจริงตอนแรกที่ผมไปอิหร่านเนี่ย ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นอะไรมากมายหรอกครับ

แต่ที่ไปอิหร่านเพราะมันเป็นทางบังคับที่ต้องผ่าน และเมือง Shiraz ในตอนแรกที่แวะมาก็เพราะใครๆเขาก็มากัน จะไม่มาก็กระไรอยู่

แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาเข้าแล้ว แทบจะน้ำตาไหลด้วยความดีใจ ว่าคิดไม่ผิดเลยจริงๆ ที่หอบผ้าหอบผ่อนมาถึงที่นี่ครับ

ทันทีที่ผมมาถึง Shiraz เราก็แทบที่จะถูกจู่โจมด้วยกองทัพชาวเปอร์เซียตัวกระเปี๊ยก

ที่เห็นหน้าคนเอเชียตะวันออกแบบพวกผมเหมือนกับนักร้องกลุ่มดงบังชินกิวิ่งเข้ามาจับไม้จับมือแต๊ะอั๋งผมแบบเป็นกันเอง

เราก็ซาลาม ซาลามกันไปตามประสา แต่เด็กพวกนี้เหมือนจะยิ่งคึกยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นเราเหมือนจะพูดภาษาเดียวกันได้

เมื่อซี้กันพอประมาณแล้ว การจะขอถ่ายรูป ให้ยกไม้ยกมือดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งกว่าต้มมาม่ากินเสียอีก

ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งคนแก่ในอิหร่าน นี่ชอบกล้องกันแทบทุกคน ยิ่งถ้าใครถือกล้องใหญ่ๆเข้ามา เขาจะคิดว่าเราเป็นช่างภาพมืออาชีพระดับโลกครับ ทุกคนเลยอยากมีภาพของตัวเองอยู่ในกล้อง ถึงแม้จะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็นรูปที่ตัวเองถูกถ่ายเลยก็ตามที

Bazar-e Vakil

บาซาร์ของ Shiraz ก็ไม่เป็นรองใครในอิหร่านในเรื่องของความหลากหลายของผู้คนและสินค้าที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเอามาขาย

บาซาร์แต่ละแห่งไม่ต่างจากการเล่นเกมส์เขาวงกตย่อยๆที่พอได้เดินเข้ามาแล้วแทบจะหลงลืมเส้นทางที่ผ่านมาเพราะมันดูคล้ายกันไปหมด

บาซาร์ที่นี่เป็นอีกตลาดใจกลางเมืองที่โบราณที่สุดอีกแห่งหนึ่งตั้งแต่สมัยยุคกลาง จนผ่านมาถึงเส้นทางสายไหมสายโบราณที่พ่อค้าแม่ค้าใช้เป็นที่พักตุนเสบียงหลังจากผ่านทะเลทรายมาครับ

คนทั่วๆไปแบบนักท่องเที่ยวอย่างเราสามารถที่จะเดินท่องบาซาร์แห่งนี้ได้อย่างอิสระเสรีไร้สิ่งกวนใจใดๆ ยกเว้นแต่จะโดนคนอิหร่านอัธยาศัยดีที่ถูกชะตากับเราชวนไปกินระหว่างทางตลอดเวลาครับ

Vakil Bazaar อยู่ใจกลางเมือง Shiraz เลยครับ แค่มาให้ถึง เราก็จะมาถึงบาซาร์แห่งนี้แน่นอน

คำแนะนำสำหรับการเดินบาซาร์ที่นี่คือ เผื่อเวลาไว้ให้มากๆ เพราะเราอาจจะหลงลืมสถานที่ด้านนอกไปเลยครับ

สินค้าเด่นๆของที่นี่ก็ “พรมเปอร์เซีย” นั่นเอง ราคาก็ตามแต่คุณภาพครับ ยิ่งดีก็ยิ่งโคตรแพง

Shiraz เป็นเมืองที่ทำให้เราอาจจะรู้สึกว่า

“เฮ้ย ทำไมอิหร่าน มันไม่ใช่แบบที่ฉันคิดเลย”

ก็ไม่เหมือนที่คิดมาก่อนจริงๆครับ อย่างแรกเลยคือ Shiraz ตั้งอยู่บนภูเขาความสูงประมาณ 1,500 เมตร ทำให้อากาศที่นี่เย็นสบายในหน้าร้าน แต่อาจจะหนาวเหมือนขั้วโลกในฤดูหนาวได้ครับ

ลืมเรื่องอากาศร้อนๆบนทะเลทรายไปได้เลย รับรองไม่ได้เห็นที่ Shiraz แน่นอน ใครจะเตรียมชุดจัดเต็มมา จัดได้เลยครับ ได้ใส่สมใจอยากแน่นอน

Eram’s garden

มรดกโลกโดยยูเนสโก และมรดกของชาวเปอร์เซีย มรดกของคนอิหร่านทั้งประเทศ

ส่วน Eram เป็นอดีตบ้านพักของเจ้าเมืองผู้ครองแคว้นในสมัยโบราณครับ สร้างตามสไตล์แบบฉบับของสวนสไตล์เปอร์เซียเป๊ะๆ

การเดินทางมาที่ Eram’s garden วิธีง่ายสุดคือเรียก Taxi มานะครับ บริการรถสาธารณะมี แต่ว่าลำบากกว่ามากถ้าจะมาด้วยภาษาอังกฤษ

แท๊กซี่ง่ายตรงที่ขึ้นไปก็โชว์รูปให้เขาดู เดี๋ยวเขาก็พามาถึงแล้ว

ทีนี่คือสัญลักษณ์ของเมือง Shiraz เลยก็ว่าได้ครับ

ใช้เวลาเดินไปเรื่อยๆ ผมอยู่ที่นี่ประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็คิดว่าเพียงพอแล้ว

จุดหมายต่อไปคือ

สุดยอดเพชรเม็ดงามของ Shiraz ที่ผมขอใช้คำว่า “ต้องมา”

คนที่มาอิหร่านทุกคน ต้องมาที่นี่ เพราะถ้าไม่ได้มาที่นี่ กลับเมืองไทยไปรับรองได้ร้องไห้น้ำตาแตกที่พลาดโอกาสทีดีที่สุดในการชมมัสยิดสีชมพูที่สวยที่สุดในโลก

มัสยิด Nasir al-Mulk

ใครจะไปรู้ว่ามัสยิดที่ตั้งอยู่ในหลืบตรงนี้มันจะมีอะไรที่งามล้ำซ่อนอยู่ด้านใน

มองจากด้านนอกเข้าไปก็เป็นเพียงตรอกธรรมดาที่มีรถของคนท้องถิ่นจอดเหมือนกับไม่มีอะไรน่าสนใจ

จะมีเพียงก็ประตู้ทางเข้าบานใหญ่ๆ ซึ่งดูเหมือนอาคารทางศาสนาทั่วๆไป และพบได้ทั่วไปในอิหร่านครับ

แต่หารู้ไม่ว่าไอของที่อยู่ข้างในนั้น มันพบได้ที่เดียวในโลกครับ

ชื่อเล่นของมัสยิดแห่งนี้มีหลายชื่อ เช่น Pink mosque มัสยิดสีชมพู หรือ Whirling color mosque มัสยิดแห่งสีสรร

เอาละ ตามผมเข้าไปดูด้านในกันเลยนะครับ

เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็จะเจอตัวด้านในของมัสยิดที่ดูแปลกตาจากอาคารด้านนอกไปมากแล้วครับ

แต่ยังนะครับ อันนี้แค่น้ำจิ้มเท่านั้น

มองไปบนเพดานก็จะพบกับสถาปัตยกรรมอันงดงามสไตล์เปอร์เซีย

ผมเงยคอมองอยู่นานมากจนคอแทบเคล็ด

ด้านบนก็สวย ด้านล่างก็สวย

เราเข้าไปด้านในอาคารตัว Pink mosque กันนะครับ

เวลาที่แนะนำให้มาคือ ช่วงเวลาประมาณ 09.00-10.00 นะครับ ส่วนเหตุผล นั้นอ่านต่อไป

ด้านในของอาคารด้านนอกที่เราตะกี้นี้

ตัวหน้าต่างจะทำจากกระจกหลากสีสรรที่ยอมให้แสงอาทิตย์จากด้านตัดผ่านเข้ามาในอาคารได้หมดครับ

และผลของแสงที่ตัดผ่านเข้ามาในอาคารได้หมด

ทำให้เกิดการเล่นของสีและแสงหลอมหลวมเป็นหนึ่งอันเดียวกันที่พื้นของมัสยิดแห่งนี้

และถ้าเรามาเวลาที่ถูกต้องพอ มุมที่กำลังเหมาะสมของแสงอาทิตย์จะสาดแส่งทำให้เกิดลวดลายที่มหัศจรรย์แบบสุดๆ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ภาพเขียน แต่เป็นภาพที่เกิดขึ้นจริงครับ

อยากได้ภาพแบบนี้

นัดเจอกันได้ทุกๆวัน เวลา 09.00-10.00 ไม่เว้นวันหยุดราชการ

ที่มัสยิด Nasir al-Mulk แห่งเมือง Shiraz ครับ

เชิญมากันได้นะครับทุกๆท่าน

ความงามไม่เคยรอใคร

อนาคตอาจจะเปลี่ยนไปจากนี้ได้

Gahvareh Did

จะออกจากมัสยิดหรือ Eram’s garden ก็แล้วแต่ ถ้าเป็นช่วงตอนเย็น

สำหรับสายแข็ง ผมแนะนำขึ้นภูเขาครับ

ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ไม่มีรถไฟใต้ดินผ่าน จะเดินมาหรือแท๊กซี่มาก็ได้ครับ

ทางเดินไม่ได้ชันมาก เป็นขั้นบันไดๆล้วน เหมือนเดินขึ้นตึกสัก 20-30 ชั้น

ทีนี้ชมพระอาทิตย์สวยไม่แพ้ที่ไหนๆ

แท่นภาษาฟาร์ซี ที่เป็นตัวบอกว่าเรามาถึงยอดเขาแล้ว

ช่วงเวลาสุดท้ายของวัน ก็นั่งดูวิววนไปครับจนพระอาทิตย์ตก

เป็นการปิดฉาก 1 วัน ใน Shiraz ได้แบบสวยสดงดงาม


สถานที่อื่นๆในเมือง Shiraz ที่ควรต้องไป

  • Hafez Tomb
    • สุสานของ Hafez คีตกวีชื่อก้องชาว Shiraz เดินทางมาไม่ลำบากครับ
    • ข้อเสียอย่างเดียวของที่นี่คือ ค่าเข้าแพงมาก 200,000 IRR (ประมาณ 7 USD)
  • Saadi Tomb
    • สุสานของ Saadi คีตกวีชื่อก้องอีกคน
  • Shah Cheragh
    • สถานที่แสวงบุญอีกแห่งของชาวอิหร่านครับ เป็นสุสานของพี่ชายและน้องชาย Imam Reza อิหม่ามคนที่ 8 ในความเชื่อของมุสลิมนิกายชีอะห์
    • คนพุทธแบบเราสามารถเดินเข้าไปถึงด้านในสุสานได้เลยครับ เราจะได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศของความศักดิ์สิทธิ์ด้านใน
    • ความอลังการงานสร้างอยู่ที่ตัวอาคารที่ด้านในเป็นกระจกแก้วสะท้อนแสงเงาวับไปมาตลอดครับ
    • ทีนี่เข้าได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีไกด์ภาษาอังกฤษด้วยถ้าคนเขาว่างพอดีครับ
    • อยู่ใกล้กับ Pink Mosque เอามาเดินคู่กันได้ครับ
  • Persepolis
    • จุดศูนย์กลางของจักรวรรดิ์เปอร์เซียในอดีต
  • Necropolis
    • สุสานของเหล่าจักรพรรดิเปอร์เซียในอดีตครับ

Comments

comments