Posted by  worldwantswandering@gmail.com   in       4 months ago     2708 Views     Comments Off on Jordan “Mars on Earth”  

  เป็นกันมั้ย ?

ชอบนั่งไล่ดูแผนที่โลก

นั่งเลือกประเทศที่ยังไม่เคยไป

เสิร์ชข้อมูลดูว่าประเทศนั้นมีอะไรให้น่าค้นหา

จนมาสะดุดพบประเทศพื้นที่เล็กๆ แถบตะวันออกกลาง

ที่ล้อมรอบด้วยประเทศซีเรีย อิรัก อิสราเอล และซาอุดิอาระเบีย

มีพื้นที่ออกสู่มหาสมุทรคือทะเลแดงเพียงเสี้ยวเดียว

ประเทศพื้นที่เล็กๆแต่กลับเต็มไปด้วย

“ความมหัศจรรย์”

ทั้งจากการสรรสร้างจากธรรมชาติและฝีมือมนุษย์

ประเทศจอร์แดน

ประเทศจอร์แดนเป็นประเทศที่มี1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกคือนครเพตรา มีทะเลสาบน้ำเค็มที่เค็มที่สุดคือทะเลสาบเดดซี เค็มจนสามารถลอยตัวเคว้งได้ มีทะเลทรายที่เวิ้งว้างจนได้ฉายาว่าเป็นดาวอังคาร เป็นประเทศที่มีหนังฟอร์มยักษ์มาถ่ายทำหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Transformers:Revenge of the Fallen , Indiana Jones and the Last Crusade และหนังเอาชีวิตรอดบนดาวอังคารอย่าง The Martian เป็นประเทศพื้นที่เล็กๆที่อัดแน่นด้วยเรื่องราวความมหัศจรรย์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องขอมาเยี่ยมชมสักครั้ง;))


Jordan Pass ของมันต้องมี!!!

ตอนนี้ประเทศจอร์แดนมี Jordan pass เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าคุ้มมาก ทำให้การท่องเที่ยวประหยัดขึ้นได้เยอะ มาทำความรู้จัก Jordan pass กันนะคะ

Jordan pass มี 3 แบบให้เลือก

  1. Jordan Wanderer: ราคา 70 JOD ราคานี้รวม
  • ค่าเข้าเพตรา 1 วัน ( ปกติราคา 55 JOD)
  • ค่าวีซ่า ( ปกติราคา 40 JOD และไม่ต้องเตรียมเอกสารใดๆไปยื่นทำ VISA on arrival ทำให้ประหยัดเวลาไปมากๆ)
  • ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกมากกว่า 40 แห่ง (Single Entry)
  • สามารถดาวน์โหลด Brochures รายละเอียดของสถานที่ต่างๆได้

    2.  Jordan Explorer: ราคา 75 JOD ราคานี้รวม

  • ค่าเข้าเพตรา 2 วัน
  • ค่าวีซ่า
  • ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกมากกว่า 40 แห่ง (Single Entry)
  • สามารถดาวน์โหลด Brochures รายละเอียดของสถานที่ต่างๆได้

    3.  Jordan Expert:  ราคา 80 JOD ราคานี้รวม

  • ค่าเข้าเพตรา 3 วัน
  • ค่าวีซ่า
  • ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกมากกว่า 40 แห่ง (Single Entry)
  • สามารถดาวน์โหลด Brochures รายละเอียดของสถานที่ต่างๆได้

สรุปคือทั้งสามแบบต่างกันที่จำนวนวันที่อยู่เพตราจ้า

โดยมีเงื่อนไขว่า

*จะไม่ต้องเสียค่า VISA เมื่อซื้อก่อนมาถึงประเทศจอร์แดนและอยู่ในประเทศจอร์แดนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 คืน (4 วัน) ซึ่งปกติแล้วหากไม่มี Jordan pass หรือมีแต่อยู่ไม่ถึง 4 วันนั้นเราต้องเสียค่าทำ VISA on arrival 40 JOD

*Jordan pass มีอายุการใช้งาน 12 เดือนนับจากวันที่ซื้อ แต่มันจะใช้งานได้แค่ 2 อาทิตย์หลังจากเราได้ Scan เริ่มใช้งานครั้งแรก

*ไม่รวมค่าเข้า Petra by night

*ถ้าใครวางแพลนว่าจะมา Bethany Beyond The Jordan แนะนำให้เพิ่มเงินอีก 8 JOD ตอนซื้อ Jordan Pass จะเหมือนได้รับส่วนลดค่าเข้าไป 33 % (เพราะราคาค่าเข้าปกติคือ 12 JOD)

*การใช้งาน Jordan pass ก็แค่ save หรือ ปริ้น Jordan pass ออกมาแล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่เพื่อทำการสแกน QR code

*อ่านเพิ่มเติมได้ใน https://www.jordanpass.jo/


การเดินทาง

การเดินทางไปจอร์แดน

การเดินทางครั้งนี้เราเลือกบินตรงไปจอร์แดน โดยมีเพียงสายการบินที่บินตรงจากไทยไปจอร์แดนเพียงสายการบินเดียวคือ Royal Jordanian ใช้ระยะเวลาจากกรุงเทพฯไปยังกรุงอัมมาน (Queen Alia international airport) ประมาณ 9 ชั่วโมง

การเดินทางในจอร์แดน

1.จ้าง Taxi

เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายและนิยมที่สุด ทริปนี้เราเลือกเดินทางด้วยการจ้าง Taxi

โดย Taxi จะมีทั้งหมดสองแบบ

  • Taxi สีขาวเหลือง จะเป็นแบบราคาเหมา เหมาะเหมาเที่ยวทั้งวัน เหมาข้ามเมือง มีการจอดแวะให้เที่ยว ราคาแล้วแต่ตกลง แต่จะมีตารางราคามาตรฐานอยู่ สามารถติดต่อจ้างได้จากโรงแรม หรือโบกเอาเลย แต่ถ้าติดต่อทางโรงแรม ราคาจะค่อนข้างมาตรฐานกว่า
  • Taxi สีเหลืองทั้งคัน จะเป็นแบบมีมิเตอร์ เหมาะกับการเดินทางในเมือง

2.ขับรถเที่ยวเอง

การขับรถเที่ยวเองจะราคาประหยัดกว่าการจ้าง Taxi แต่การขับรถทุกอย่างจะตรงข้ามกับเราหมด ขับรถเลนขวา คนขับจะอยู่ซ้าย คนที่นี่ชอบบีบแตรมากๆ โดยเฉพาะเวลาไฟแดงเปลี่ยนเป็นเขียว จะบีบเตือนกันใหญ่เลยทั้งที่คันที่อยู่หน้าสุดก็รีบออกตัวกันสุดๆ

3.รถบัส

การขนส่งสาธารณะยังไม่ค่อยทั่วถึง ไม่นิยมเท่าไหร่ แต่ราคาจะถูกสุด ไม่มีแอร์ รถออกทั้งวัน ออกเมื่อคนเต็มทำให้ manage ทริปค่อนข้างยาก

และมีรสบัสของ JETT หรือ Jordan express Tourist Transportation อันนี้จะเป็นรถบัสติดแอร์ จองและดูรายละเอียดตารางเวลาได้ที่เวป http://www.jett.com.jo/ 


Day 1

เพราะต่างจึงโดดเด่น

เนื่องจากการมี Jordan pass ทำให้การออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมีเอกสารใดๆแค่ Passport กับ Jordan pass เท่านั้น เราออกมาเจอ Issa คนขับรถที่เราติดต่อจากทางโรงแรม Marium ให้มารับ ยืนถือป้ายไฟรอรับเราประหนึ่งดารา Issa พาเราเดินไปซื้อซิมโทรศัพท์แบบที่คนที่นี่ฮิตกันคือเครือข่ายของ UMNIAH เราซื้อแบบ 12 GB ราคา 12.18 JOD

ค่ารถจากสนามบิน Queen Alia international airport มายังโรงแรม Marium ที่เมือง Madaba ทั้งหมด 14 JOD แต่เนื่องจากเรามาถึงไฟลท์เช้ามากประมาณตีห้า และสามารถผ่านตม.มาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ยัง check in ไม่ได้ ได้แต่ฝากกระเป๋าที่โรงแรม สภาพจากการนอนมาบนเครื่องทั้งคืนก็ค่อนข้างเยิน แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจึงเริ่มเที่ยวกันเลย โดยจ้างรถ Taxi จากโรงแรมเหมาไปยัง Jerash และ Ajloun Castle ในราคา 40 JOD แต่ก่อนจะไปยังสองที่นั้นเราขอแวะเที่ยวโบสถ์สำคัญในเมือง Madaba ก่อน นั่นคือ Greek Orthodox Basilica of Saint George

Greek Orthodox Basilica of Saint George หรือ Church of the Map สิ่งดึงดูดของที่นี่ที่ทำให้อยากมาคือ Mosaic Map of The Holy Land หรือ พื้นกระเบื้องโมเสกรูปแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเล็มที่งดงามแม้จะเหลือเพียงแค่หนึ่งในสามของแผนที่ดั้งเดิม ลืมบอกไปว่าที่ Greek Orthodox Basilica of Saint George ต้องเสียค่าเข้า 1 JOD เพราะที่นี่ไม่รวมใน Jordan Pass และเวลาเปิด 9.00-16.00 น. ปิดวันศุกร์ แต่วันอาทิตย์มีพิธีทางศาสนาจะเปิดให้เข้าชมหลัง 10.30 น.

Ajloun Castle เป็นปราสาททางตอนเหนือของประเทศที่สร้างขึ้นสมัยสงครามครูเสด และเหมือนจะเป็นสถานที่ที่โรงเรียนชอบพานักเรียนมาทัศนศึกษา เราเจอเด็กๆเยอะแยะที่นี่ เด็กๆดูตื่นเต้นกับการเห็นคนเอเชียมาก ดูเค้าดีใจที่เจอเรา เค้าจะเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มกว้างๆ ชวนคุยด้วยภาษาอังกฤษที่ทักษะพอๆกับบ้านเรา แต่มีความกล้าและพยายามที่จะสื่อสาร และสุดท้ายจบที่การเซลฟี่ถ่ายรูปกัน 555 เหมือนการมา Ajloun Castle จะเป็นอะไรที่คึกคัก และความรู้สึกเหมือนเราเป็นของแปลกที่ทุกสายตาจับจ้อง คงเพราะเค้าคงไม่ค่อยได้เจอคนผิวขาวหน้าจืดๆ ตาเล็กๆ จมูกฟี๊บๆ เพราะคนที่นี่ผิวขาว ตาคมกลมโต คิ้วเข้มได้รูป จมูกโด่งสุดๆ แทบทุกคน ทำให้เพราะความต่างจึงโดดเด่น

ระหว่างทางรถเราโดนตำรวจเรียกพร้อมบอกให้เรากับเพื่อนร่วมทริปอีกสองคนลงจากรถ คนขับบอกเราว่าห้ามลงจากรถพร้อมเถียงกับตำรวจเป็นภาษาที่เราไม่เข้าใจ เขายื่นเอกสาร ในขณะที่ตำรวจขอดู Passport ของเราทั้งสามคน ตำรวจเอา Passport เราไปสักแป๊บก็เอามาคืน เรารีบเปิดดูข้างใน พบรอยปั๊มที่เขียนว่า “Contact The Nearest Police Station Within Month” ซึ่งเราทั้งสามไม่ได้ดูเลยว่าตอนออกจาก ตม มาเค้าปั๊มอะไรให้บ้าง ทำให้ไม่รู้ว่ารอยปั๊มนี้มีมาตั้งแต่แรกหรือพึ่งมีกันแน่ นั่นเป็นความไม่รอบคอบของพวกเรา ประโยคที่ปั๊มนั้นทำให้เพื่อนเราวิตกกังวลถึงขั้นถามว่าเราควรไปสถานฑูตกันมั้ย และถามต่ออีกว่าเราจะออกนอกประเทศได้มั้ยทำให้เราเริ่มวิตกกังวลตามไปอีกคน ถ้าเราสงสัย คนอื่นก็อาจจะสงสัยเช่นกัน ทั้งสามเลยช่วยกันเสิร์ซหาความหมายของตัวปั๊มนี้ จาก Google จึงได้พบคำตอบว่า มันปั้มมาตั้งแต่ ตม แล้วจ้า โดยมีความหมายว่า “ถ้าอยู่ในประเทศจอร์แดนนานกว่า 1 เดือน ให้ติดต่อตำรวจ เพราะวีซ่ามีอายุแค่ 1 เดือน” 555 ตอนนั้นโล่งอกมาก หาเรื่องตื่นเต้นกันตั้งแต่วันแรกเลยนะ

Jerash หรือ เมืองพันเสา มีสถาปัตยกรรมกลิ่นอายแบบโรมัน เพราะเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน แต่หลงเหลือเพียงซากปรักหักพังจากแผ่นดินไหว แต่ก็ยังถือเป็นนครโรมันที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดถ้าไม่นับที่อิตาลีนะ แต่แค่ดูจากซากปรักหักพัง จำนวนเสาที่มีมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วนในพื้นที่ที่กว้างใหญ่ก็พอจะจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตได้


Day 2

มันลอยได้จริงๆเหรอ?

 

“วัตถุสามารถลอยในของเหลวใดๆ

เพราะวัตถุนั้นมีความหนาแน่นน้อยกว่า

ของเหลวชนิดนั้น “

หลักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายถึงสาเหตุที่เราสามารถลอยตัวในทะเลสาบน้ำเค็มเดดซีทะเลสาบที่มีความหนาแน่นของน้ำมหาศาล มีความเค็มที่มากกว่าน้ำทะเลปกติถึง 8-9 เท่า ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้เป็นสาเหตุให้ถูกตั้งชื่อว่าทะเลสาบมรณะ หรือ ทะเลสาบเดดซี และที่ถูกเรียกว่าทะเลสาบนั้นเป็นเพราะเดดซีไม่มีทางออกสู่ทะเลเลย

แต่แม้จะเข้าใจหลักวิทยาศาสตร์เรื่องการลอยของวัตถุ แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น และสิบตาเห็นไม่เท่าได้สัมผัส เราอยากรู้อยากสัมผัสว่าความรู้สึกลอยได้มันเป็นยังไง มันเค็มขนาดไหนกันเชียวที่ว่าที่สุดอ่ะ และโคลนจากเดดซีมันดีสมคำร่ำลือมั้ย เพราะฉะนั้น Bucket list สามสิ่งที่จะทำในวันนี้คือการชิมน้ำจากทะเลสาบเดดซี การลอยตัวถือหนังสืออ่านแบบมีชั้นเชิงซึ่งเป็นเหมือนท่าบังคับที่ใครไม่ทำคงเหมือนมาไม่ถึง และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ การพอกโคลนบำรุงผิวให้ตัวดำปิ๊ดปี๋

เราพักที่ Ramada Resort Dead Sea ราคาประมาณคนละ 2,300 บาทต่อคืน โรงแรมมีหาดส่วนตัวระยะเดินถึง แต่ค่อนข้างไกลถ้าเทียบกับแดดที่สาดส่องโดยที่ไม่มีต้นไม้ให้ร่มเย็นสักต้น แต่ไม่ต้องกังวลไป โรงแรมมีรถบริการรับส่งตลอดเวลา ข้อดีของการจองโรงแรมที่มีหาดส่วนตัวคือจำนวนคนที่ไม่มาก มีความเป็นส่วนตัว และไม่ต้องเสียค่าเข้าหรือค่าโคลนพอกตัวเพิ่มอีก เพราะ Dead Sea มีหาดสาธารณะเพียงที่เดียวคือ Amman Beach ที่ต้องเสียค่าเข้าคนละ 20 JOD เป็นเงินไทยก็คือ 900 บาท ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมค่าโคลนพอกตัวอีก 3 JOD

พอแดดเริ่มอ่อนเราก็รีบมุ่งหน้าไปหาดส่วนตัวของโรงแรม อย่างแรกที่ทำคือการชิมน้ำจากทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลก ขอบอกว่ามันเค็มมากก เค็มจนขมเลยฮะ ต้องมาลองเองถึงจะรู้;))

กิจกรรมที่สองคือการทิ้งตัวลงทะเลสาบเดดซี ดูสิ จะลอยมั้ยยยย เห้ยยยยยย ลอยจริงๆๆๆๆลอยหมุนเคว้งเลย เคว้งแบบคุมทิศทางไม่ได้ด้วย จนเพื่อนสงสารต้องมาช่วยจับให้อยู่นิ่งๆ บอกเลยว่ากว่าจะได้ภาพท่าบังคับที่ดูมีชั้นเชิงแบบนี้ลั่นชัตเตอร์ไปเป็นล้าน

กิจกรรมสุดท้ายคือการพอกโคลน สรรพคุณของโคลนจากเดดซีนั้นค่อนข้างครอบจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาโรคและการบำรุงผิว กระชับรูขุมขน ขจัดสิ่งสกปรก รักษาสิว บรรเทาอาการโรคสะเก็ดเงิน(psoriasis) ป้องกันผมร่วงและอื่นๆอีกมากมาย เพราะตัวโคลนจากทะเลสาบเดดซีเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุต่างๆจำนวนมาก ติดใจจนถึงกับต้องซื้อโคลนกลับบ้านกันเลยทีเดียว

ความมหัศจรรย์ของ Dead Sea และการได้ลองพอกโคลนครั้งแรกในชีวิต ทำให้เราเกือบลืมเล่าถึงประสบการณ์การได้แวะดูการสาธิตทำงานฝีมือที่มีชื่อเสียงของจอร์แดน นั้นคือ งานโมเสก(Mosaic) และลืมเล่าถึงการได้ไปเยือนสถานที่สำคัญทางศาสนาอย่าง Mt. Nebo และ Bethany Beyond The Jordan หรือ The Baptism Site

จริงๆเราไม่ได้มี Plan มาดูการทำโมเสก เป็นคำชวนจาก Issa คนขับรถที่เราเจอวันแรกของการมาถึงแล้วเราติดต่อให้มาขับรถให้ในวันที่สองของการเดินทาง โมเสก(Mosaic) เป็นศิลปะการตกแต่งด้วยหิน กระจก หรือกระเบื้องชิ้นเล็กๆ เอามาเรียงจนเกิดเป็นภาพที่สวยงาม เป็นงานฝีมือที่ต้องใช้เวลาและความประณีต

Mt. Nebo เป็นสถานที่สำคัญที่ว่ากันว่า เป็นสถานที่เสียชีวิตของโมเสส บนภูเขาเนโบจะมีโบสถ์ซึ่งสร้างอุทิศให้กับโมเสส ภายในโบสถ์มีพิพิธภัณฑ์แสดงงานโมเสกเก่าแก่ที่ยังคงสภาพงดงาม และในวันที่ท้องฟ้าสดใสจะสามารถเห็นวิวของฝั่งประเทศอิสราเอลและทะเลสาบเดดซีได้จากบนยอด Mt. Nebo ค่าเข้า Mt.Neboไม่รวมอยู่ใน Jordan Pass ราคาคือ 2 JOD

Bethany Beyond  The Jordan หรือ The Baptism Site เป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่า เป็นที่ทำพิธีศีลล้างบาปหรือพิธีศีลจุ่ม (Baptism) ของพระเยซู เป็นจุดที่อยู่พรหมแดนระหว่างอิสราเอลกับจอร์แดนที่กั้นกันบางๆด้วยแม่น้ำจอร์แดน บางแค่ไหนนะเหรอ กะด้วยสายตาความกว้างของแม่น้ำจอร์แดนพรหมแดนธรรมชาติก็น่าจะประมาณสี่เมตร แต่ถึงจะใกล้กันแค่เอื้อมก็อย่าคิดแอบข้ามพรหมแดนนะ ตำรวจยืนคุมเข้มเลยหล่ะ การที่อยู่ใกล้กันทำให้เราเห็นภาพบรรยากาศผู้คนฝั่งอิสราเอลมากมายใส่ชุดขาวลงแช่น้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อย่างใกล้ชิด และอดไม่ได้ที่จะขอสัมผัสน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สักครั้งในชีวิต;))

Tips

*การเดินทางมายัง Bethany Beyond The Jordan รถยนต์ส่วนตัวจะเข้ามาได้ถึงแค่จุดที่ซื้อตั๋ว การเข้ามาในบริเวณ Bethany Beyond The Jordan จะมีรถ Shutter bus พร้อมไกด์บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเริ่มตั้งแต่เวลา 8.30 โดยรอบรถจะมีทุกครึ่งชั่วโมงจนถึง 17.00 น.

*ถ้าใครวางแพลนว่าจะมา Bethany Beyond The Jordan แนะนำให้เพิ่มเงินอีก 8 JOD ตอนซื้อ Jordan Pass จะเหมือนได้รับส่วนลดค่าเข้าไป 33 % (เพราะราคาค่าเข้าปกติคือ 12 JOD)


Day 3

สวนกระแส ณ Wadi Mujib

ขณะวิ่งเรียบทะเลสาบน้ำเค็ม Dead Sea จะพบ Mujib  Nature Reserve เป็นแหล่งท่องเที่ยวสไตล์ Adventure ที่ต้อง Treking สวนกระแสน้ำ และ ใช้ทักษะการปีนป่าย

Mujib Nature Reserve อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 410 เมตร เป็น Nature Reserve ที่ต่ำที่สุดในโลก อยู่ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ Dead Sea ลักษณะเป็นแหล่งน้ำที่ขนาบข้างด้วยผาสีส้มอมชมพูหรือที่เรียกว่าแคนยอน เพราะฉะนั้นการเข้าไปต้องลุยสวนกระแสน้ำเข้าไป จุดที่ต้องปีนป่ายและน้ำค่อนข้างแรงจะมีเชือกไว้ให้จับ เป็นที่เที่ยวที่มันส์และเย็นชื่นฉ่ำหัวใจที่สุดในทริปเลยก็ว่าได้

มีหลาย Route ให้เดิน ที่ง่ายสุดคือ Siq Trail ซึ่ง Route นี้ไม่ต้องทำการจองใดๆ แค่เสียค่าเข้าคนละ 21 JOD และมีรองเท้าที่พร้อมลุยน้ำ+ปีนป่ายได้ไม่ลื่น เพราะถ้ารองเท้าไม่เหมาะสมเจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ซื้อในราคา 5 JOD เพื่อความปลอดภัย ส่วนเสื้อชูชีพจะมีให้ยืมฟรี และถ้าใครอยากจ้างไกด์นำทางก็สามารถจ้างได้ที่ตรงทางเข้า

เราเอากล้องไปถ่ายแค่ตอนช่วงเริ่มของ Route แล้ววิ่งเอากล้องไปเก็บเพราะไม่กล้าเสี่ยงเอากล้องมาใกล้น้ำอีกหลังจากเสียกล้องตัวเก่งไปจากการทำกล้องตกน้ำทะเลที่ประเทศแทนซาเนีย จึงโอนหน้าที่บันทึกภาพความทรงจำไปที่เจ้า Gopro ตัวน้อยที่ไม่กลัวน้ำ แต่ถ้าแนะนำก็จะไม่แนะนำเลยให้เอากล้องที่ไม่กันน้ำเข้าไป เสี่ยงมากมีปีนป่ายนู่นนี่นั่น น้ำแรงด้วย เอาพวกกล้องกันน้ำเข้าไปดีสุด แต่ภาพที่ออกมาก็จะไม่สวยเท่าที่ตาเห็นเท่าไหร่ เก็บเป็นภาพความทรงจำ ณ ช่วงเวลานั้นก็พอ;)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่  http://www.rscn.org.jo/sites/default/files/publication/Mujib-EN.pdf

ระหว่างทางถนน Highway เส้นที่ผ่าน Wadi Mujib จะวิ่งเรียบทะเลสาบสาบเดดซี ทำให้เห็นวิวสวยงามตลอดทาง โดยสามารถแวะจอดลงไปถ่ายได้บางจุด

Kerak Castle หรือบางทีสะกดว่า Karak Castle คือป้อมปราสาทยุคสงครามครูเสด อยู่ที่เมือง Al Karak ด้วยที่ตั้งของปราสาทที่อยู่บนยอดเขาทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีในการป้องกันข้าศึก บนป้อมปราสาทนี้เราจะเห็นวิวทิวเขาและบ้านเมืองที่สวยงาม

การเดินทางวันที่สามเป็นการเดินทางที่ใช้เวลาอยู่ในรถรวมๆแล้วนานที่สุด เกือบ 5 ชั่วโมง เพราะ plan การเดินทางของเราขึ้นตาม Petra by night ซึ่งมีแค่วันจันทร์ พุธ พฤหัส ทำให้เราเลือกเดินทางยิงยาวลงใต้สุดไปยัง Red Sea และ Wadi Rum แล้วค่อยมาแวะ Petra เพื่อให้พอดีกับ Petra by Night ซึ่งจะมีในวันจันทร์


Day 4

คืนนี้นอนบนดาวอังคาร

ถ้าเราอยากลองสัมผัสประสบการณ์  

“Mars on Earth”

ให้มาที่ Wadi rum

Wadi Rum เป็นทะเลทรายที่ได้รับบทเป็น “ดาวอังคาร” ในภาพยนตร์หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Red Planet, The Last Days on Mars, Prometheus และ The Martian ด้วยภูมิประเทศแปลกตา เป็นทะเลทรายสีแดงสลับกับภูเขาหินทรายและหินแกรนิตไกลสุดลูกหูลูกตา ให้ความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้อยู่บนพื้นโลก

และยิ่งถ้าอยากให้ความรู้สึกเหมือนนอนบนดาวอังคาร แนะนำ The Martian Dome ที่ Sun City Camp ที่สามารถมองวิวทะเลทรายได้จากในห้องนอน

จริงๆแอบลุ้นว่าจะเห็นช้างที่ Wadi Rum มั้ย เพราะวันที่เราไปฝนตก ฟ้าปิด จึงลองตื่นมาตีสาม ออกมาตกใจเลย ดาวเต็มฟ้า เลยรีบวิ่งไปเอากล้องกับขาตั้งกล้องพร้อมผ้าห่ม เพราะกลางคืนที่นี่หนาวมากต่างจากอากาศตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง

สภาพภายใน Dome สามารถนอนได้มากสุด 3 คนต่อห้อง มีห้องน้ำใน Dome เลย ถือว่าเป็นที่พักกลางทะเลทรายที่หรู และสะดวกสบายมากๆ

The Martian Dome ที่ Sun City Camp ที่พักหน้าตาน่ารัก ให้อารมณ์เหมือนอยู่บนดาวอังคาร

The Martian Dome ที่ Sun City Camp, Wadi Rum

เราจอง Local Tour ที่ Wadi Rum ของ Classic Wadi Rum Tours มี Plan การเที่ยวหลายแบบให้เลือกมากมาย สามารถดูรายละเอียดได้ในเวป https://www.classicwadirumtours.com/our-tours/ เราเลือก 4 ×4 Jeep Tours แบบ Full Day ( 8 Hours) Jeep tour with overnight

หน้าตารถเปิดประทุนที่ใช้เดินทางพาเที่ยวใน Wadi Rum

Plan การท่องที่ยวที่เราเลือกก็จะมีไป  Lawrence Spring, Red Sand Dunes, Khazali Canyon, Little Bridge, Um Frouth Rock Bridge, Lawrence House, Burdah Rock Bridge, Abu Khashaba Canyon, The Mushroom แต่เอาจริงๆ บางที่แอบไปไม่ทัน

Lawrence’s Spring จากมุมสูง

Red Sand Dunes, Wadi Rum

Little Bridge, Wadi Rum

Um Frouth Rock Bridge, Wadi Rum

Um Frouth Rock Bridge, Wadi Rum

The Mushroom, Wadi Rum

Lawrence House, Wadi Rum

Lawrence House, Wadi Rum

อาหารกลางวัน มีชีส ทูน่า และอีกสองอย่างจำชื่อไม่ได้><

Abu Khashaba Canyon, Wadi Rum

เดินออกมาจาก Abu Khashaba Canyon พบแก๊งค์อูฐ ไกด์จะขับมารับที่อีกฝั่งของ Canyon เพื่อไม่ต้องเดินไปและเดินกลับ

Khazali Canyon, Wadi Rum

ถ้าสังเกตผาหินของ Khazali Canyon ดีๆจะเห็นภาพวาด

ถ้าสังเกตผาหินของ Khazali Canyon ดีๆจะเห็นรูปเท้า

เราไปแบบ Private Tour ทั้งหมด 3 คน เราสามารถเลือกที่พักได้ตามตารางนี้ โดยเราเลือกแบบ Dome Tent ที่ Sun City Camp ราคาต่อคนอยู่ที่ 130 JOD ราคานี้รวมอาหารเที่ยง เย็น และเช้าของอีกวันเลยจ้า

จริงๆถ้าไม่พักค้างคืนหรือพักใน Bedouin Camp ราคาจะถูกลงไปอีกตามตารางข้างล่างนี้

อธิบายนิดนึงเรื่องคำว่า Sleep under the Stars หรือ Bivouac Camping เป็นการนอนแบบชาวเบดูอิน แบบเรียลๆ คือนอนกันรอบกองไฟใต้แสงดาว และแน่นอนเป็นการนอนที่ไม่มีห้องน้ำให้อาบ

การจ่ายเงินจะไปจ่ายที่นู่นเลย จ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น ไม่รับ Credit Card โดยจะรับเงิน JOD, USD, Euro และ Pounds และเขาจะส่งเมล์มาว่าให้ติดต่อเค้าก่อนถึงทาง WhatsApp จุดนัดพบจะเป็น Visitor Center และถ้าไม่มี Jordan Pass จะต้องเสียค่าเข้า Wadi Rum 5 JOD ต่อคน

และสามารถให้เค้าช่วยติดต่อรถ Taxi รับส่ง โดยราคาจะประมาณตามตารางข้างล่างนี้จ้า

และถ้าอยากขี่อูฐก็จะคิดราคา 1 ชั่วโมง 10 JOD หรืออยากขึ้น Hot Air Ballon 1 ชั่วโมงราคาจะอยู่ที่ 130 JD / $ 185 USD ต่อคน

 


Day 5

นครสีกุหลาบ

นครเพตราอยู่ที่เมือง Wadi Musa เราซื้อ Jordan pass แบบเที่ยวในเพตราได้สองวัน วันนี้เป็นวันแรก แน่นอนว่าเราขอเลือกดื่มด่ำกับ The Treasury หรือ Al Khazna ที่แทบจะเป็นสัญลักษณ์ เป็นจุดหมายหลักของทุกคนที่มาเยือนนครสีกุหลาบแห่งนี้

เส้นทางที่ไปจะไปดู Top view ของ The Treasury จะมีเส้นทางให้เลือกอยู่สองเส้นทาง

1. เส้นทาง Al-Khubtha Trail

ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2-3 ชั่วโมง

ข้อดีของเส้นทางนี้คือ

  • ระหว่างทางจะเห็น Tomb ทั้ง 4 กับวิว Theatre จากมุมสูง
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
  • ทางไม่ชันมาก

ข้อเสีย

  • ไกล
  • งงทาง หลงทางนิดหน่อย

2. เส้นทาง Shortcut

ถ้าเราหันหน้าเข้าหา The Treasury ทางขึ้นจะอยู่ข้างซ้ายของ The Treasury จะมีคนยืนคุมทาง

ข้อดีของเส้นทางนี้คือ

  • ระยะทางสั้น เหมาะกับคนมีเวลาอยู่ที่เพตราไม่นาน

ข้อเสีย

  • มีค่าผ่านทาง กับต้องจ้างคนพาขึ้น
  • ทางชันกว่าเส้นทาง Al-Khubtha Trail 

เนื่องจากมีเวลามากเพราะเราตั้งใจจะดื่มด่ำในนครสีกุหลาบเป็นเวลาสองวัน และ อยากเห็นวิว Theatre จากมุมสูงด้วย จึงเลือกเดินเส้นทาง Al-Khubtha Trail

เส้นทาง Al-Khubtha Trail จะมีทางขึ้นบันไดประมาณ 300 ขั้น เป็นทางที่ค่อนข้างอ้อมแต่ข้างทางก็จะมีวิวสวยๆให้ดู พอเดินถึงทางที่ไม่มีบันได มันก็จะงงกับเส้นทาง เราแอบหลงนิดนึง แต่เมื่อลองผิดลองถูกแล้วจึงได้รู้ว่าทางที่ถูกคือทางไหน

ภาพระหว่างทาง Al- Khubtha Trail

วิว The Theatre จากมุมสูง

The Royal Tomb หรือหลุมฝังศพ

เราเดินไปจนเจอป้ายที่เขียนด้วยลายมือคนว่า The Best View of The Treasury เราเลยลองเดินเข้าไป พบว่ามีที่บังแดดและมีพรหมปูให้อย่างดี เราเข้าไปถ่ายรูปและมีคนเดินมาบอกว่า ถ้าไม่อุดหนุนน้ำถ่ายรูปได้แค่ 5 นาที แต่ถ้าอุดหนุนน้ำเค้าสักขวดอยู่ได้ทั้งวัน 555 เราเลยอุดหนุนพี่เค้าสักนิด(ราคาโค้กกระป๋องอยู่ที่ 2 JOD) ถือเป็นค่าเสื่อ ค่าร่มเงา ค่าความสบายใจ

เราพักที่ Sahrah Mountain Hotel สองคืน ราคา 117 JOD ต่อสามคน นั่งแปลว่าเสียค่าที่พักแค่ 787 บาทต่อคืนต่อคน ราคาไม่แพงเลยถ้าเทียบกับบริการที่ได้รับ เพราะราคารวมอาหารเช้า และมี Shuttle Bus ไปส่งที่เพตราเลยไม่ว่าจะอยากไปตอนไหน พอจะกลับก็แค่โทรบอกโรงแรม เค้าจะส่งคนมารับ ณ ที่ที่เขาส่งเรา ระยะเวลาการนั่งรถก็แค่ประมาณ 5 นาที และที่ดีมากๆคือรับส่งตอนเราไปดู Petra by night ด้วย โดยไม่คิดค่าบริการใดๆเพิ่มอีก และกรณีที่เราอยู่ในเพตราทั้งวันเราสามารถสั่ง Lunch box จากโรงแรมในราคาชุดละ 7 JOD ในชุดก็จะมีแซนด์วิชสองชิ้น แอปเปิ้ล ส้ม มะเขือเทศ แตงกวาอย่างละลูก และน้ำส้ม

Tips

*การใช้ชีวิตอยู่ในเพตราทั้งวันถ้าอยากประหยัดให้พกน้ำพกข้าวกล่องไปกินจ้า

*เลือกที่พักที่มีบริการรับส่งที่เพตรา ไม่ก็ติดรั้วเพตราแบบโรงแรม Petra guest house และ Movenpick ซึ่งราคาน่าจะสูงน่าดู

*ในเพตราไม่อนุญาตให้ใช้โดรน

*เพตราเปิด 6.00 -19.00 น. ในช่วง Summer แต่ปิด 17.00 น.ในช่วง Winter (คือกลางเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมีนาคม)

*บริการรถม้า(Carriage)

  • จากประตูทางเข้าถึง The Treasury (ไป-กลับ) 20JOD
  • จากประตูทางเข้าถึง Basin Area หรือสิ้นสุด Main Trail (ไป-กลับ) 40JOD

*จริงๆหากเดินไม่ไหวจะมีบริการให้ขี่ลาได้ แต่ค่าบริการค่อนข้างสูงเลย แต่จริงๆแล้วที่เพตราไม่สนับสนุนให้บริการลาเนื่องด้วยถือเป็นการทรมานสัตว์

* ระหว่างการเดินอย่าลืมสังเกตกิ้งก่าสีฟ้ากันนะ เราพยายามสังเกตแล้วแต่ไม่เจอจ้า


Day 6

นครสีกุหลาบในยามค่ำคืน

เข้าวันที่สองของการอยู่ในเพตรา จุดมุ่งหมายของวันนี้คือเดินทางไปยัง Monastery หรือ Ad Deir ซึ่งระยะทางจากทางเข้าถึง Monastery คือ 10.5 กิโลเมตร เป็นทาง Main trail ทางราบเดินสบาย 8 กิโลเมตร เป็น Ad- Deir (Monastery) Trail ทางขึ้นบันไดข้ามเขาอีก 2.5 กิโลเมตร ด้วยแดดที่แรงกับบันไดทางขึ้นที่ชันทำให้มีบริการขี่ลาเป็นทางเลือกให้คนที่เดินไม่ไหว น้ำดื่มที่ขายระหว่างทางยิ่งไกลยิ่งราคาแพง แต่ของฝากยิ่งไกลกลับยิ่งถูก เราซื้อแม่เหล็กรูปเพตราติดตู้เย็น 4 อันรวมราคาอยู่ที่ 1 JOD แต่ถ้าซื้อข้างล่างได้แค่ 3 อัน

จริงๆหากเดินไม่ไหวจะมีบริการให้ขี่ลาได้ แต่ค่าบริการค่อนข้างสูงเลย แต่จริงๆแล้วที่เพตราไม่สนับสนุนให้บริการลาเนื่องด้วยถือเป็นการทรมานสัตว์

พอถึง Monastery จะมีร้านบรรยากาศดีให้นั่งพัก เราอุดหนุนน้ำอัดลมคนละกระป๋องเพื่อนั่งดื่มด่ำชมวิว Monastery ราคาน้ำอัดลมก็กระป๋องละ 2 JOD แต่การนั่งชมวิวหลักล้านบนเก้าอี้นุ่มๆ จิบโค้กเย็นๆสักกระป๋อง มี Wifi ให้เล่นฟรีหลังเดินตากแดดมาอย่างยาวไกลเป็นอะไรที่คุ้มค่าสุดๆ เรานั่งอยู่นานพอสมควรเลยก่อนจะเดินขึ้นไปชมวิว Monastery จากมุมสูง

ช่างเวลาที่แตกต่างส่งผลให้ความรู้สึกและอารมณ์นั้นต่างออกไปด้วย เพตราในยามค่ำคืนก็เช่นกัน เลยไม่พลาดที่จะจัดทริปให้มาหยุดอยู่ที่นครสีชมพูในคืนที่มี Petra by night ซึ่งจะมี Petra by night แค่เพียงสามวันคือ วันจันทร์ พุธ พฤหัส ค่าบัตรเข้าชมอยู่ที่ 17 JOD ตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ 765 บาท ราคาจะไม่รวมใน Jordan pass ซึ่งบัตรนี้มีช่องทางการซื้อหลายช่องทาง ไม่ต้องจองไปก่อน เราสามารถซื้อจากโรงแรมที่เราเข้าพัก ซื้อที่เพตราก่อนเริ่มงานก็ได้ จำนวนไม่จำกัด นั่นเป็นความโชคดีปนโชคร้ายที่ใครมาตรงวันแล้วมีความประสงค์จะชม Petra by night สามารถชมได้ทุกคน แต่ในขณะเดียวกันอะไรที่คนเยอะเกินไปก็ทำให้เสน่ห์หมดไปได้เช่นกัน

งานเริ่มเปิดให้เข้าตอน 20.30 น ทุกคนมายืนเข้าคิว และเดินเร่งฝีเท้าตรงไปที่ The Treasury(Al Khazna) ซึ่งห่างจากประตูทางเข้าประมาณ 2 กิโลเมตร ทางเดินถูกเรียงรายด้วยดวงไฟเพื่อบอกเส้นทางการเดิน เดินผ่าน The siq เราแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นดวงดาวส่องสว่างเต็มไปหมด บรรยากาศช่างต่างจากตอนเช้านัก ใจเราตื่นเต้นอยากเห็น The Treasury ที่รายล้อมด้วยโคมไฟอย่างที่เคยเห็นจากในรูป แต่แม้จะเห็นรูปหรืออ่านรีวิวมามากมาย แต่ไม่ว่ายังไง ก็ยังอยากเห็น อยากสัมผัสสักครั้ง

ก่อนถึง The Treasury เท้าจะสัมผัสพื้นที่เป็นทรายนุ่มละมุน แล้วสักพักเราจะเห็นแสงจากโคมไฟที่ตั้งเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เรามาถึงเป็นกลุ่มที่สอง ความรู้สึกตอนนั้นมันสวยมากเลยนะ แบบคุ้มค่าแล้ววววว

มันจะมีเสื่อปูพื้นให้นั่ง ผู้คนเริ่มล้นหลามกันเข้ามาจนที่นั่งที่ปูเสื่อไว้ไม่พอ จนเจ้าหน้าที่ต้องให้คนไปนั่งข้างหน้า คนเข้ามาเยอะจนมีคนทุกอณูของพื้นที่หน้า The Treasury ณ ตอนนั้นรู้สึกถึงความคึกคักอลม่าน บางคนก็ไปเหยียบโดนโคมไฟทำให้ไฟลุก ต้องมาช่วยกันดับ บางคนต้องไปนั่งติดรั้วนั่งหันหลังให้ The Treasury การแสดงเริ่มขึ้นหลังจากผู้คนได้ที่นั่งของตัวเอง เป็นการแสดงสองอย่างคือเป่าขลุ่ยกับสีซอ ระหว่างการแสดงจะมีการแจกชาคนละแก้ว หลังจากการแสดงจบจะมีการเล่นไฟ จะเห็นเพตราเป็นสีต่างๆ

Tips

* มี Petra by night แค่เพียงสามวันคือ วันจันทร์ พุธ พฤหัส

* ค่าบัตรเข้าชมอยู่ที่ 17 JOD

* บัตรนี้มีช่องทางการซื้อหลายช่องทาง ไม่ต้องจองไปก่อน เราสามารถซื้อจากโรงแรมที่เราเข้าพัก ซื้อที่เพตราก่อนเริ่มงานก็ได้ จำนวนไม่จำกัด

* งานเริ่มเปิดให้เข้าตอน 20.30 น.


Day 7

มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง

หลังจากใช้เวลาดื่มด่ำอยู่ที่ Petra สองวันสองคืนก็ได้เวลามุ่งหน้ากลับเข้ากรุงอัมมานเมืองหลวงของประเทศจอร์แดน แต่ก่อนจะกลับเราขอแวะ Little Petra นครสีกุหลาบจิ๋ว ไม่มีการเก็บค่าเข้าเพิ่มหากมีบัตรเข้า Petra หรือมี Jordan pass จุดเด่นของที่นี่นอกจากจะมี The siq คล้ายๆ Petra พี่ใหญ่ คือภาพวาดโบราณบนเพดาน Painted Biclinium ซึ่งมีสภาพที่ยังสมบูรณ์มาก

ภาพวาดโบราณบนเพดาน Painted Biclinium ซึ่งมีสภาพที่ยังสมบูรณ์มาก

หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้าเข้ากรุงอัมมาน สภาพบ้านเรือนที่นี่จะเป็นสีคุมโทน สีออก Earth tone ตึกสูงมีเพียงไม่กี่ตึก

สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงอัมมานแทบจะรวมอยู่ใกล้ๆกันหมด สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญก็จะมี

Amman Citadel ตั้งอยู่เขาลูกที่สูงที่สุดในเมืองอัมมาน ทำให้มองเห็นวิวเมืองแบบ 360 องศา ใน Amman Citadel จะมีสถานที่ต่างๆให้เยี่ยมชมมากมายไม่ว่าจะเป็น

  • Temple of Hercules

  • Hand of Hercules

  • Umayyad Palace รูปร่างหน้าตาน่ารักคล้ายคนอ้าปากหวอ:O

  • National Archaeological Museum

และ Roman Theater ตั้งอยู่ไม่ไกล Amman Citadel เลย

 


คนขับที่ดีที่สุด

จากการที่ได้เจอคนขับรถมาสามคนในระยะเวลา 8 วันของการเดินทาง เราประทับใจคุณ Mohammad คนขับคนสุดท้ายที่สุด   ไม่นับการขับรถที่ดีแล้วยังบริการประดุจเป็นไกด์ พาแวะเที่ยว แวะเลี้ยงขนมท้องถิ่นแล้ว รถเค้ายังมี pocket Wifi แชร์ให้เราเล่นด้วย มีกระดาษทิชชู แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือให้อีกด้วย พอเจอคนขับคนนี้ก็ไม่ตามหาหรือคิดจะจ้างใครอีกเลย

นามบัตรคุณ Mohammad จ้า สนใจติดต่อทางอีเมลหรือ WhatsApp ก็ได้จ้า


สรุปรายละเอียดการเดินทางสั้นๆ

ช่วงที่เราเดินทางคือ 18-25/04/2561

Route การเดินทางของเราวางแผนขึ้นตาม Petra by night ซึ่งมีแค่ วันจันทร์ พุธ พฤหัส

Day 1: Madaba, Greek Orthodox Basilica of Saint George, Jerash, Ajloun Castle *พักที่ Marium Hotel(Madaba)*

Day 2: Mt. Nebo, The Baptism Site, Dead Sea*พักที่ Ramada Resort Dead Sea*

Day 3: Wadi Mujib, Kerak, Aqaba *พักที่ Mass Paradise Hotel*

Day 4: Wadi Rum *พักที่ Sun City Camp*

Day 5: Petra ( Al-Khubtha Trail ) *พักที่ Sharah Mountain Hotel*

Day 6: Petra ( Ad-Deir (Monastery) Trail, Petra By Night ) *พักที่ Sharah Mountain Hotel*

Day 7: Little Petra, Amman นอนรอขึ้นเครื่องตอนตีสามที่สนามบิน

Day 8: ถึงไทยโดยสวัสดิภาพ


ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปเที่ยวจอร์แดน

ช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือ High Season ในการไปเที่ยวจอร์แดนคือเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เพราะอากาศจะอบอุ่นในตอนกลางวันและเย็นตอนกลางคืน และช่วง Low Season คือ มิถุนายน-สิงหาคม เพราะอากาศจะร้อนมากๆ

จอร์แดนเป็นประเทศที่ฝนแทบไม่ตกเลย เฉลี่ยแล้วใน 1 ปี มี 310 วันที่แดดออก เพราะฉะนั้นการได้เจอฝนอาจจะเป็นเรื่องยากของที่นี่


การแต่งกาย

ช่วงที่เราไปคือปลายเดือนเมษายนอากาศค่อนข้างอบอุ่นและแดดแรงในตอนกลางวัน ตอนกลางคืนอากาศหนาว การแต่งกายแนะนำไม่ต้องใส่หนามากในตอนกลางวัน ตอนกลางคืนมีเสื้อหนาวใส่ทับสักตัวก็เอาอยู่นะ แต่ที่น่ากลัวคือแดด แดดที่นี่แรงจริง ถ้าไม่อยากดำก็แต่งตัวมิดชิดและทากันแดดเยอะๆ แต่เนื่องจากบางทีทะเลทรายลมจะแรงมากการกางร่มกันแดดมันก็จะลำบาก แนะนำให้มีผ้าพันคอหรือหมวก แต่เราชอบผ้าพันคอนะ พันปิดได้ทุกทิศทุกทาง กันแดด กันฝุ่นได้


ภาษา

จอร์แดนใช้ภาษาอาหรับ แต่เนื่องด้วยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นิยมมากจึงทำให้คนส่วนมากพูดและฟังภาษาอังกฤษได้ เพราะฉะนั้นเรื่องภาษาไม่ค่อยใช่ปัญหาของการเดินทางมาที่นี่


เรื่องเงินๆทองๆ

ตอนที่เราไป 1 JOD(Jordanian Dinar) ประมาณเป็นเงินไทยคือ 45 บาท

เนื่องจากที่ไทยไม่มีเงิน Jordanian Dinar ให้แลก แนะนำแลกเงิน US Dollar จากไทยไปก่อน ค่อยไปแลกเป็นเงิน Jordanian Dinar ที่ประเทศจอร์แดน แลกเงินในตัวเมืองจะถูกว่าในสนามบิน โดยสนามบินจะมีที่แลกเงินทั้งก่อนออกจาก ตม และหลังออกไปแล้ว เราแลกไว้นิดหน่อยเพื่อจ่ายค่ารถ


Sim โทรศัพท์

เราใช้ของเครือข่ายของ UMNIAH ซื้อที่สนามบิน ราคาตามนี้เลยจ้า

12 GB ราคา 12.18 JOD

18 GB ราคา 14.8 JOD

24GB+2GB ราคา 18.74 JOD

เราซื้อแบบ 12 GB แชร์สามคน ทั้งหมด 8 วัน


เวลา

ประเทศจอร์แดนเวลาช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง

เวลาเปิด-ปิดของสถานที่สำคัญจะแตกต่างไปตามฤดูกาล


ปลั๊กไฟ

ใช้ปลั๊กไฟหลายแบบมาก แล้วแต่โรงแรมที่พักเลย แนะนำเอาปลั๊ก Universal ที่แปลงร่างได้ครบทุกแบบไปเลยจ้า


อาหารการกิน

เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติทำให้อาหารหลักๆที่ทานจะเป็นพวกเนื้อไก่ เนื้อแกะ เนื้อวัว เนื้อแพะ อาหารส่วนใหญ่จะเสริฟพร้อมแป้งพิต้า


อัตราค่ารถ Taxi ของ Mariam Hotel


สรุปค่าใช้จ่ายตลอดทริป 8 วันในจอร์แดน

เราไปทั้งหมดสามคน ราคานี้คือหารแล้วต่อคนจ้า

ค่าเครื่องบินตรง 33,600 บาท

ค่า Jordan pass 3,900 บาท

ค่าที่พัก 5 คืน 5,400 บาท

ค่าเดินทาง 6,700 บาท

ค่าอาหาร 4,000 บาท

ค่าเข้าสถานที่นอกเหนือจาก Jordan pass 1,800 บาท ( Petra by night 17 JOD, Mujib Nature Reserve 21 JOD, Mt.Nebo 2 JOD, Greek Orthodox Basilica of Saint George 1 JOD)

Sim โทรศัพท์ 180 บาท

ค่า Tour Wadi Rum พร้อมขี่อูฐ พร้อมอาหาร 4 มื้อและที่พัก 1 คืน 6,450 บาท

ราคารวม 62,030 บาท

แอบแพงนิดนึง แต่จริงๆสามารถประหยัดได้มากกว่านี้ถ้าได้ตั๋วเครื่องบินที่ถูกหรือยอม Transit และค่ารถถ้าเช่าขับเองก็จะประหยัดไปได้เยอะ และค่าทัวร์ Wadi Rum มีหลายราคาให้เลือกมากๆ คือราคาทัวร์จะขึ้นตามความหรูของที่พัก


ความปลอดภัย

เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยมากเรื่องความปลอดภัย ถ้าดูจากแผนที่โลก ประเทศจอร์แดนมีพรมแดนทางเหนือติดกับซีเรีย ทางตะวันออกติดกับอิรัก ทางตะวันตกติดกับอิสราเอล และทางใต้ติดกับซาอุดิอาระเบีย จอร์แดนอยู่ท่ามกลางความร้อนระอุแต่ประเทศจอร์แดนกลับเป็นประเทศในตะวันออกกลางที่ปลอดภัย เป็นประเทศท่องเที่ยวที่สวยงาม และไม่ได้น่ากลัวเลย มีตำรวจตรวจตราเป็นระยะ เที่ยวได้อย่างสบายใจหายห่วงเลยจ้า;)


ของฝากที่ทุกคนควรมีไว้ในครอบครอง

“ผ้าโพกหัว” ถือเป็นของที่ต้องมี!!!!!!

ไม่งั้นไม่อินเทรนแน่นอนนนน

5555 ไม่หรอก เหนือกว่าเรื่องแฟชั่น มันมีประโยชน์มากๆ กันแดด กันลม กันฝุ่น เช็ดเหงื่อ เหมือนจะเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วจริงๆ

แนะนำเลย ไปแล้วต้องมีไว้ในครอบครอง

ราคาที่เราซื้อมาคือ 5 JOD จ้า ใครได้ถูกกว่านี้อย่ามาบอกเรานะ ไม่งั้นช้ำใจจจจจจจT_T

หลังจากซื้อผ้าโพกหัวมา เค้าจะสอนวิธีการพันผ้าแบบ Original ให้

“โคลนจาก Dead Sea” ก็เป็นอีกอย่างที่แนะนำให้ซื้อ สรรพคุณครอบจักรวาลจริงๆเราซื้อในราคาสองถุง 10 JOD


Shukran Lak

means

Thank you ;)))

ขอบคุณเพื่อนร่วมทริป ทริปนี้เราไปทั้งหมด 3 คน แน๊ต แพร บูม

ขอบคุณอนงค์แน๊ตที่มาเป็นเพื่อนกัน สร้างสีสันและเสียงหัวเราะให้ตลอดทริป บอกเลยถ้าแกไม่มาทริปนี้ล่มแน่นอน

ขอบคุณบูมที่เป็นทุกอย่าง เป็นคนแพลนทริปทั้งหมด เป็นหน่วยกล้าตาย ไม่ว่ามีไรก็ส่งบูมไปจัดการ เป็นช่างภาพ รูปสวยๆที่ได้มาจากทริปนี้ขอยกความดีความชอบให้บูม ขอบคุณจริงๆ

ขอบคุณที่ลอยตัวกลิ้งไปกลิ้งมา จุ่มโคลน ลุยน้ำ ปีนน้ำตก ขึ้นเขา เมารถ ตากแดดหน้าไหม้ โดนโขกค่ารถ ตื่นตีสามมาตามล่าช้าง ชม Petra By Night รอบโคตรมวลมหาชน ขอบคุณที่ไปด้วยกัน

และสุดท้ายต้องขอขอบคุณทุกรีวิว และทุกกระทู้ใน Pantip ที่แชร์ข้อมูลและเรื่องราวพร้อมรูปภาพสวยๆของประเทศจอร์แดน และทั้งหมดที่เราเขียนนี้เป็นข้อมูลที่เราศึกษามาบวกกับข้อมูลจากประสบการณ์ของเรา

เมื่อได้รับสิ่งดีๆจากคนอื่นมา

ให้ลอง

“Pay it forward”

เราจึงขอส่งต่อข้อมูลและประสบการณ์การเดินทางในประเทศจอร์แดนในมุมมองของเรา

หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้

ถ้ามีผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยจ้า

หมอแพร:))

 

Comments

comments