YADING “The Last Shangri-La”

Posted by  ๋Juthawan Sriphotongnak   in  ,      4 weeks ago     91 Views     Comments Off on YADING “The Last Shangri-La”  

แชงกรีล่า

“ดินแดนแห่งความโชคดี”

ดินแดนในอุดมคติที่ถูกกล่าวถึง

ในนิยายเรื่อง Lost Horizon ของเจมส์ ฮิลตัน

นิยายที่ทำให้โลกได้รู้จักสถานที่แห่งนี้

มีการถกเถียงกันมากมายว่า

จริงๆ แล้ว

แชงกรีล่าอยู่ตรงไหนของประเทศจีน?

เป็นคำตอบที่ไม่มีใครฟันธงได้

ขึ้นกับเราจะให้คำตอบ

ว่าแชงกรีล่าของเรา

นั้นอยู่ที่ไหน?

————————————————————————-

เราไม่เคยไปจีน และยังไม่คิดจะไปในเร็ววัน

แต่…… รูปของสถานที่ๆหนึ่งวนขึ้นมา

ใน Newfeed Facebook ซ้ำไปซ้ำมา

ภาพของภูเขาหิมะ ใบไม้สีแดง

และทะเลสาบสีฟ้าสดใส

บรรยากาศเหมือนอยู่ยุโรป

แต่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ราคาก็ประนีประนอม

ทุกอย่างเป็นใจ

ไม่ไปคงไม่ได้แล้วสินะ:))

สถานที่ที่ว่านั่นคือ ย่าติง

ที่เขาว่ากันว่าเป็น

“The Last Shangri-La”

ย่าติง(Yading) อยู่ในเมืองเต้าเฉิง(Daocheng) ประเทศจีน การเดินทางไปย่าติงมีหลากหลายรูปแบบ แต่ถ้าแบบที่เรียกว่าคลาสสิกก็ต้องนั่งรถขึ้นเขานานเป็นวันๆ ซึ่งมีข้อดีในเรื่องการปรับสภาพร่างกายก่อนไปที่สูงๆ เพราะจุดมุ่งหมายที่เราจะไปคือย่าติงนั้นตั้งอยู่บนความสูงเฉลี่ย 4,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล สำหรับการนั่งรถก็จะมีสองทางที่ฮิตๆกันคือ

  1. เริ่มต้นจากคุณหมิง (Kunming) นั่งรถบัสนอน 12 ชั่วโมง ไปแวะนอนที่แชงกรีล่า (จงเตี้ยน) แล้วตอนเช้าก็นั่งรถบัสจากแชงกรีล่าไปเต้าเฉิง (Daocheng) อีก 10 ชั่วโมง รวมๆแล้วเส้นทางนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน ใช้เวลาในรถทั้งหมด 22 ชั่วโมง นั่นแปลว่าเราต้องนั่งรถกันเกือบ 1 วันนน!!!
  2. เริ่มต้นจากเมืองเฉิงตู (Chengdu) นั่งรถบัส 8 ชั่วโมงไปแวะค้างที่คังติง (Kangding) ก่อน แล้วค่อยมุ่งหน้าไปเต้าเฉิง (Daocheng) รวมๆแล้วเส้นทางนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน รวมๆใช้เวลาในรถ 22 ชั่วโมง จริงๆเวลาไม่ต่างกันเลยย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราสามารถประหยัดเวลาจากเดินทางเป็นวันๆเป็นไม่กี่ชั่วโมงได้ด้วยการนั่งเครื่องบินไปลงเต้าเฉิงได้เลยจ้า

ส่วนการเดินทางจากเต้าเฉิงไปย่าติงนั้นต้องนั่งรถต่อไปเมือง Riwa แล้วค่อยโบกรถชาวบ้านหรือนั่งรถเมล์จาก Riwa ไปย่าติง เป็นการเดินทางที่ยาวนานมากจริงๆก่อนจะถึงจุดมุ่งหมาย


ค่ำคืนที่แสนอบอุ่น

เมื่อเดินทางไปถึงคุณหมิงเราเดินทางไปจองรถบัสที่สถานีรถบัสสายตะวันตก(West Bus Station) เพื่อไปยังแชงกรีล่า ซึ่งสามารถไปจากสนามบินได้โดย

  1. เหมา Taxi ราคาประมาณ 100 หยวนต่อคัน
  2. นั่งรถบัส โดยต้องออกทางประตูหมายเลข 3 แล้วซื้อตั๋วรถบัสโดยแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าไป West Bus Station(ให้เตรียมชื่อภาษาจีนไปด้วย) ราคา 25 หยวนต่อคน
  3. Subway โดยซื้อตั๋วจากเครื่องกดอัตโนมัติ โดยเริ่มจาก Line 6 ที่สนามบิน ไปลงที่สถานี East Coach Station เพื่อเปลี่ยนเป็น Line 3 ไปลง West Coach Station ออกทางทางออก B ราคาทั้งหมด 6 หยวน

เมื่อภาระกิจแรกการจองรถบัสสำเร็จลุล่วง ก็ไปเดินเที่ยวเล่นอย่างสบายใจได้ จึงเดินทางไปวัดหยวนทง(Yuantong Temple) โดยนั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่ Chuanxingulou (Line 2) เดินออกทางออก A เดินข้ามสะพานแขวนข้ามแม่น้ำไปแล้วเดินตรงยาวๆก็จะเจอวัด แต่หิวมากๆๆๆ เลยแวะหาอะไรกินก่อน การสั่งอาหารมื้อแรกในจีนถือเป็นเรื่องท้าทาย และเราก็ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น สั่งก๋วยเตี๋ยวแต่ได้ข้าวจ้าาา555

วัดหยวนทง (Yuantong Temple)

วัดหยวนทง (Yuantong Temple)

ด้วยปัจจัยหลายอย่างทำให้เราเลือกเดินทางแบบคลาสสิกเส้นทางที่หนึ่งคือเริ่มที่ คุณหมิง ทำให้ได้ลองนั่งรถบัสนอนไปแชงกรีล่า และโชคดี(เหรอ)ที่เราได้นอนท้ายสุดของรถบัส เพราะพื้นที่ท้ายสุดของรถบัสไซส์มาตรฐานสามารถถูกแบ่งสรรปันส่วนได้อย่างชาญฉลาดใช้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาลสามารถจุคนได้ถึง 10 คน ชั้นบน 5 ล่าง 5 นอนเรียงกันแนบชิดแบบอย่าคิดกระดิกตัวไปไหน เป็นค่ำคืนที่อบอุ่นเกินไปจริงๆ

คำแนะนำเล็กๆน้อยๆ:)

*คำแนะนำแรกคือเวลาซื้อตั๋วรถบัสให้ออกเสียงแชงกรีล่าว่า “เชียง-เกอ-รี-ล่า” นะ หรือไม่ก็เตรียมชื่อภาษาจีนไปยื่นให้เขาเลยจ้า (ราคาค่า Bus ไปแชงกรีล่าคนละ 208 หยวน)

*คำแนะนำที่สอง ถ้าไปคนเดียวหรือไม่กี่คนแนะนำอย่าเลือกที่นอนท้ายรถบัสจ้า มันอบอุ่นและแนบชิดเกินไปจริงๆ

*คำแนะนำที่สามรสบัสทุกที่นอนมีหมายเลขบอก นอนให้ตรงหมายเลขนะ ไม่งั้นวุ่นวายแน่นอน วันแรกเรางงมาก ดีนะเจอคนไทยที่พูดจีนได้เลยถามคนขับให้ แต่สุดท้ายเพราะความงงทำให้นอนผิดที่ผิดทางไปหมด เกรงใจคนอื่นมากกก กราบขออภัยไว้นะที่นี้นะคะ


ความบังเอิญที่พอเหมาะ

เราถึงสถานีรถบัส ชิ เช้อ จ้านในตัวเมืองแชงกรีล่าตอน 8 โมงเช้า ตื่นมาด้วยความสดใสร่าเริงจากการนอนหลับอย่างสนิทมากและอบอุ่นมาก และสิ่งที่ท่องขึ้นใจตั้งแต่อ่านรีวิวมาคือ ถึงแชงกรีล่าแล้วต้องรีบไปซื้อตั๋วรถบัสไปเมืองเต้าเฉิงในวันพรุ่งนี้เพราะวันนึงจะมีรอบเดียวเท่านั้น คือรอบ 6.30 น.!!!!! ราคา 109 หยวนต่อคน แต่ช่วงที่เราไปค่อนข้างฮิตเขาจะเพิ่มรถบัสเป็นสองคัน(คันละ 35 ที่นั่ง) แต่ถ้าพลาดรถบัส แผนสำรองคือการเหมารถไปย่าติงเลย ราคาก็แพงกว่ากันเยอะเลยจ้า

พอภารกิจแรกสำเร็จ ได้ตั๋วไปเต้าเฉิงสมใจ ก็ถึงเวลาเอาของไปฝากที่พักและเที่ยวเล่นในแชงกรีล่า โดยนั่งแท็กซี่จากสถานีรสบัสไปที่พัก Kersang’s Relay Station ซึ่งอยู่ในเมืองเก่า ราคาเหมาทั้งคันคือ 10 หยวน พอถึงเมืองเก่ารถจะห้ามเข้า ถึงเวลาต้องเดินหาที่พัก เดินวนไปมาตาม Google map ก็หาไม่เจอ จนสุดท้ายตัดสินใจถามทางคนแถวนั้นโดยเอาใบจองที่พักซึ่ง Print เป็นภาษาจีนยื่นถามเลย และเป็นความบังเอิญที่พอเหมาะเกินไป เพราะคนที่เราถามบอกเขาเป็นเจ้าของที่พักพอดี เราเดินตามงงๆ ในใจคิดว่าหลอกกันป่ะเนี่ยยยย จะโชคดีอะไรแบบนี้นะ

พอเดินตามไปจนถึงที่พักค่อยโล่งใจ เพราะเป็นที่พักที่เราจองไว้จริงๆ เจ้าของน่ารัก ดูแลดี ห้องสะอาด และทำเลดีมากๆ ใกล้วัดต้าฝอซื่อแค่เอื้อม ซึ่งมีแพลนว่าจะดูไฟตอนกลางคืนที่วัดนี้ เราให้เจ้าของที่พักช่วยหารถให้เพราะเราจะเดินทางไปยังวัดซงจ้านหลิน และไปทะเลสาบนาปาไห่(Napa Lake) ราคาเหมารวมอยู่ที่ 120 หยวน

วัดซงจ้านหลิน หรือวัดโปตาลาน้อย เป็นวัดที่สร้างจำลองมาจากพระราชวังโปตาลา ในกรุงลาซาของทิเบต ค่าเข้าชมวัดราคาคนละ 115 หยวน ซึ่งราคารวมค่ารถบัสบริการพาเข้าไปที่วัดแล้ว

บางอย่างเห็นจากไกลๆกลับสวยกว่าการไปอยู่ใกล้ๆ เหมือนหอไอเฟล เราไม่ชอบไปยืนบนไอเฟลแล้วมองวิวจากหอไอเฟลหรอกนะ เราชอบมองไอเฟลจากมุมต่างๆของปารีสมากกว่า วัดซงจ้านหลินก็เช่นกัน เราเลยเลือกที่จะเดินรอบทะเลสาบหน้าวัด และใช้เวลาถ่ายรูปเดินเล่นอยู่ตรงนั้นนานกว่าเดินในตัววัด

วัดซงจ้านหลิน

ทางเดินรอบๆทะเลสาบหน้าวัดซงจ้านหลิน

หลังจากนั้นเรามุ่งหน้าไปทะเลสาบนาปาไห่(Napa Lake) เป็นทะเลสาบที่มีทุ่งหญ้าเขียวขจีพร้อมครอบครัวจามรี และม้าเต็มไปหมด ถ้าอยากใกล้ชิดตัวจามรีมาที่นี้ไม่ผิดหวังแน่นอน

จามรี ณ ทะเลสาบนาปาไห่ (Napa Lake)

ทะเลสาบนาปาไห่ (Napa Lake)

การกลับมาเดินเล่นในเมืองแซงกรีล่าทำให้ได้เห็นความเจริญของการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดัง ตึกรามบ้านช่องเต็มไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึก และร้านอาหารมากมาย จริงๆก็ไม่แปลกเลย มันเป็นธรรมชาติของทุกสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยม เพราะมันฮิต ความเจริญก็จะตามมา

ท้ายสุดเราก็ไปชมไฟวัดต้าฝอซื่อ เป็นวัดที่เปิดให้เที่ยวแบบ 24 ชั่วโมง มีเปิดไฟเล่นแสงสียามค่ำคืน

วัดต้าฝอซื่อ


เปิดหู เปิดตา และเปิดใจ

จากแชงกรีล่าไปเต้าเฉิงใช้เวลา 10 ชั่วโมง คนส่วนมากบอกว่าวิวข้างทางสวยมาก แต่ในที่สุดความง่วงก็ชนะวิวข้างทาง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจำได้คือการตื่นมาเข้าห้องน้ำกับกินข้าวเที่ยง การเข้าห้องน้ำที่จีนแน่นอนว่าได้ยินกิตติศัพท์มาแล้ว ทำใจมาพอประมาณ แต่ของจริงมันยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้ แต่ก็นะ มันเป็นสีสันการเดินทางเลยนะการได้เห็นไลฟ์สไตล์การเข้าห้องน้ำของแต่ล่ะที่ ท่องไว้ๆ จงเปิดหู เปิดตา และเปิดใจ ฮึ้บๆๆ

ส่วนเรื่องข้าวเที่ยงนั้นก็แอบมีความน่ารักเบาๆ เขาจะไปจอดแวะให้กิน เหมือนมีร้านเดียว และมันจะเป็นการกินข้าวแบบบุฟเฟ่ต์ข้าว ตักข้าวได้ไม่อั้น และคิดค่ากับข้าว 40 หยวน ซึ่งมีกับข้าวให้เลือกประมาณ 4 อย่าง แต่ละอย่างก็ต้องใช้ทักษะการเดาว่าคืออะไรนะ แล้วก็ชี้ๆเอา ว่าเราจะเอาอะไร พอกินอิ่มก็เดินทางต่อ พออิ่มปั๊บหนังตาก็หย่อน สรุปว่า 10 ชั่วโมงไม่เห็นวิวเลยจ้า

ตอนแรกตั้งใจไปลงที่เมืองเต้าเฉิงแล้วต่อรถไป Riwa แต่รถบัสสองคันได้ทำข้อตกลงกันเสนอต่อผู้โดยสารว่าเค้าจะขอเก็บเพิ่มคนละ 50 หยวน เพื่อสลับผู้โดยสารไปส่งถึง Riwa เลย ซึ่งก็มีค่าเท่ากัน ราคาก็เท่ากันแถมไม่ต้องไปตามหารถต่อ ผู้โดยสารจากทั้งสองคันรถจึงทำการสลับรถกันตามแต่ละจุดมุ่งหมายปลายทางของแต่ละคน

พอถึง Riwa เราก็ไปตามหาที่พักกัน เพราะไม่ได้จองไว้ และการหาที่พักที่นี้ไม่ยากเลย เพราะ ถึงแม้ว่า Riwa จะเป็นหมู่บ้านแห่งการรวมตัวของนักท่องเที่ยวที่จะไปย่าติง แต่หมู่บ้านนี้ทั้งหมู่บ้านก็เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่หน้าตาคล้ายๆกัน สีโทนเดียวกัน และทำธุรกิจเหมือนๆกันคือเปิดโรงแรมและร้านอาหาร เจริญกว่าที่คิดไว้มากมาย และอาหารที่ฮอตฮิตของที่นี้คือหม้อไฟเนื้อจามรีกลิ่นหอมหวน555 ต้องมาลองเอง รสชาติตราตรึงไปอีกนานนนน

ภาพบรรยากาศในเมือง Riwa

วัดในเมือง Riwa

Good idea:)


สิ่งที่คิดกับสิ่งที่เห็น

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการหารถชาวบ้านเพื่อเดินทางจากเมือง Riwa ไปยัง Yading Center ราคาค่าโดยสารคนละ 10 หยวน เมื่อถึง Yading Center ก็รีบไปต่อคิวซื้อตั๋วเข้าอุทยานราคา 150 หยวน ใช้ได้ทั้งหมด 3 วัน และนอกจากค่าเข้าแล้วยังมีค่าบัสอีก 120 หยวน

ไม่เคยไป Trekking ที่ไหนที่คนเยอะและมีระบบจัดการ สิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรแบบนี้ ใน Yading Center มีทั้งลิฟท์ ทั้งบันไดเลื่อน เป็นการมา Trekking ที่เจริญมาก และมีระบบการจัดการที่รับมือกับคนที่มาเที่ยวอย่างล้นหลามได้อย่างดีเยี่ยม รถบัสที่มีมากมายมหาศาล ทำให้การต่อคิวขึ้นรถไปยังย่าติงไม่นานอย่างที่คิด

เราเลือกที่จะไปหาที่นอนในอุทยานที่ Aden Village หรือ Yading Village ซึ่งต้องลงป้ายบัส 2, 3 ซึ่งต้องบอกคนขับด้วยว่าจะลงที่ Yading Village ไม่งั้นคนขับจะขับยาวไปจนถึงย่าติงเลยจ้า เราไม่ได้บอกคนขับทำให้ต้องนั่งรถวนไปวนมาT_T

ภาพของหมู่บ้าน Aden ในจินตนาการของเราช่างแตกต่างจากที่เห็นมากๆ หมู่บ้าน Aden ที่เราเห็นช่างเจริญและสะอาดกว่าที่คิดไว้มากมายนัก ภาพที่เห็นมันไม่เหมือนหมู่บ้าน มันเหมือนกลุ่มตึกที่พักที่จัดมาเพื่อนักท่องเที่ยว หน้าตาการก่อสร้างจะคล้ายๆกันไปหมด และที่พักก็มีหลายเกรดให้เลือก เราเดินตามหาที่พักอยู่นานพอสมควร เพราะช่วงที่เราไปค่อนข้างฮอตฮิต ที่พักส่วนใหญ่จะเต็ม เราเดินถามราคาอยู่หลายที่สุดท้ายก็ได้ที่ที่เหมาะกับเราราคาตกคนละ 75 หยวนต่อคืน แต่เป็นแบบห้องน้ำรวมนะ

ข้อดีของการนอนใน Aden Village คือตอนเข้ามาใน Yading Center ไม่ต้องเสียค่าบัสเพิ่ม(ถ้านอนข้างนอกวันที่สองที่จะเข้ามาย่าติงต้องเสียค่าบัสครึ่งราคาคือ 60 หยวน) และไม่ต้องต่อคิวบัสที่ยาวเหยียดอีก และหลังจากเดินเหนื่อยล้าก็ไม่ต้องเดินทางกลับไกล เพียงนั่งรถบัสกลับมาแค่ไม่ถึง 10 นาทีก็ล้มเอนตัวนอนลงบนเตียงได้เลย

ไม่ใช่ว่าการนอนใน Aden Village จะมีแต่ข้อดี ข้อเสียก็มีนะ เนื่องจากรถบัสส่วนใหญ่เริ่มรับคนที่ Yading Center แต่ที่พักใน Aden Village จะอยู่ป้ายบัสที่ 2 และ 3 ซึ่งในช่วงเวลาที่คนเยอะๆรถจะเต็มมาตั้งแต่แรก ถ้าไม่มีใครลงจากบัสเราก็ไม่สามารถขึ้นรถได้  แต่มีวิธีแก้คือให้มารอรถที่ป้ายสองตอนเช้าตรูจะมีบัสว่างจอดเริ่มที่ป้ายสองด้วย บัสรอบสุดท้ายคือ 18.00 น เพราะฉะนั้นวางแผนและกะเวลาเดินดีๆ


The Last Shangri-La

หลังจากผ่านการเดินทางมาอย่างยาวนาน

ในที่สุดก็ได้เจอกันสักที

“ย่าติง”

สถานที่ที่ว่ากันว่าเป็น The Last Shangri-La

อุทยานแห่งชาติย่าติงมีรูทการเดินที่ฮอตฮิตอยู่สองรูท คือ

  1. รูทสั้นเดินไปทะเลสาบไข่มุก ทั้งหมดไปกลับประมาณ 3 กิโลเมตร
  2. รูทยาวเดินไปทะเลสาบน้ำนมกับทะเลสาบห้าสี ทั้งหมดไปกลับประมาณ 10 กิโลเมตร

เนื่องจากวันแรกเสียเวลากับการนั่งบัสวนไปมาแบบงงๆ และหาที่พัก กว่าจะเรียบร้อยทุกอย่างก็เที่ยงแล้ว เราจึงเลือกเดินรูทสั้นก่อน ที่พักของเราอยู่ใกล้ป้ายบัสที่ 3 เนื่องจากเป็นตอนเที่ยงซึ่งเป็นช่วงที่คนไม่เยอะเหมือนตอนเช้าทำให้รถบัสไม่เต็มเหมือนตอนเช้า ไม่ต้องเสียเวลายืนรอหลายคัน

รถบัสจะไปส่งที่ตัวอุทยาน เดินไปสักพักถ้าเลี้ยวขวาตามป้ายจะเจอวัดชงกู่(Chong Gu Monastry) หลังจากนั้นก็เดินต่อไปที่ทะเลสาบไข่มุก(Zhoumala Lake) ที่มีฉากหลังเป็นภูเขา Chenresig ถ้ามาถึงตอนเย็นๆจะเห็นวิวสะท้อนภูเขาหิมะบนน้ำ

วัดชงกู่ (Chong Gu Monastry)

ทางเดินมายังทะเลสาบไข่มุกค่อนข้างสบาย จะเป็นสะพานโลหะไว้ให้ตลอดเส้นทาง ไม่หลงแน่นอน และเมื่อถึงทะเลสาบไข่มุกมันจะมีทางให้เดินต่อไปอีก เป็นทางสะพานโลหะเหมือนเดิม วิวข้างทางสวยมากๆ เดินได้ไม่เบื่อเลย


Melting Milky Lake

รูทยาวของเราเริ่มวันที่สอง มันจะมีการเดินทางสองทางเลือกคือจะเดินทั้งหมดเต็มรูทเลย หรือนั่งรถ Electric Car จากจุดขึ้นรถที่ทุ่งหญ้าชงกู่ (Chong Gu Glassland)ไปจนถึงทุ่งหญ้าลั่วหรง (ราคาไป-กลับ 80 หยวน ถ้าซื้อแค่ขาไปอย่างเดียวราคา 50 หยวน) แล้วเดินหรือขี่ม้าต่อ

เราเลือกประหยัดแรงด้วยการนั่งรถ Electric Car ไปถึงทุ่งหญ้าลั่วหรงแล้วเดินต่อ ซึ่งการนั่งรถ Electric Car จะร่นระยะทางไปได้ประมาณ 7 กิโลเมตร(ไปกลับก็ 14 กิโลเมตรเลย) รูทยาวแตกต่างจากรูทสั้นตรงที่ระยะทาง ความชัน และการที่เท้าเราได้สัมผัสพื้นดินจริงๆ ไม่ใช่พื้นเหล็กที่ทำทางไว้ให้เป็นอย่างดีเหมือนทางของรูทสั้น

พอรถ Electric Car มาถึงทุ่งหญ้าลั่วหรง(Luo Rong Grassland) ภาพวิวที่เห็นตรงหน้าคือภาพทุ่งหญ้าสีทองที่กว้างใหญ่มีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ Jampelyang ซึ่งเป็นหนึ่งในสามยอดเขาศักดิ์สิทธิแห่งย่าติงตั้งตระหง่านอยู่ ทุ่งหญ้าลั่วหรงเป็นจุดเริ่มต้นการ Trekking ของเรา เส้นทางผ่านทุ่งหญ้าจะเป็นทางเดินสะพานไม้ จากนั้นก็จะเป็นทางขึ้นเขาอีก 4.5 กิโลเมตร

ทุ่งหญ้าลั่วหรง (Luo Rong Grassland) มีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ Jampelyang

ระหว่างทางจะเจอกวางผาเยอะแยะเลย

พอเดินถึงทางแยกต้องเลือกว่าจะไปทะเลสาบน้ำนมหรือทะเลสาบห้าสี ตัดสินใจได้ไม่ยากเลย เพราะทางไปทะเลสาบน้ำนมค่อนข้างเป็นทางราบต่างจากทางไปทะเลสาบห้าสีซึ่งทั้งสูงและชัน เราจึงเลือกไปทางทะเลสาบน้ำนมก่อน

เพราะความเหนื่อยกับแสงแดดทำให้ลมหนาวทำอะไรเราไม่ได้ เดินไปสักพักจะเห็นแสงสะท้อนน้ำสีฟ้าสดใส เราใกล้ถึงแล้ววว ตั้งใจไว้ว่าจะนั่งกินข้าวชมวิวทะเลสาบน้ำนม ภาพในหัวช่างสวยงาม ต่างจากความเป็นจริงที่ต้องหาที่นั่งหลบลมหนาววว ไม่เห็นวิวแถมนั่งกินข้าวแบบสั่นๆอีก อาหารที่เราเตรียมเข้าไปจะเป็นกล่องข้าวสีแดงที่ซื้อตามร้านสะดวกซื้อ สามารถอุ่นทำความร้อนในตัวได้เลย สะดวกดี

ใกล้ถึงทะเลสาบน้ำนมแล้ว เห็นสีน้ำสีฟ้าเด่นสะท้อนมาแต่ไกล

ทะเลสาบน้ำนม สีฟ้าสดใสมาก

พอเดินชมวิวที่ทะเลสาบน้ำนมเสร็จก็เดินต่อไปยังทะเลสาบห้าสี การเดินจากทะเลสาบน้ำนมไปทะเลสาบห้าสีทางจะสบายกว่าเลือกเดินจากทางแยกไปทะเลสาบห้าสีก่อน ถึงแม้ว่าทางจะเป็นทางขึ้นไปเรื่อยๆเหมือนกัน แต่ Slope มันชันน้อยกว่า แต่ก็ทำเกือบแย่ เป็นระยะทางเพียง 300 เมตรที่ยาวนาน เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดพัก เดินด๊อกแด๊กผสมหยุดพักไปเรื่อยๆจนถึงที่หมาย ทะเลสาบห้าสีให้อารมณ์แตกต่างจากทะเลสาบน้ำนม ด้วยสีน้ำที่จัดจ้านของทะเลสาบน้ำนม ทำให้สีน้ำในทะเลสาบห้าสีดูหม่นไปเลย เราใช้เวลาอยู่ที่ทะเลสาบห้าสีไม่นานก็ต้องเดินกลับเพื่อไปให้ทันรถบัสรอบสุดท้าย ตอนหกโมง

ทะเลสาบห้าสี


Three Holy Mountains

ในวันฟ้าใสเราจะเห็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของย่าติงตั้งตะหง่านสวยงาม

1. Mt. Chenrezig (Xiannairi) สูงประมาณ 6,032 เมตร เป็นยอดที่สูงที่สุดในเมืองเต้าเฉิง จะเห็นยอดเขานี้ที่ทะเลสาบไข่มุก

Mt. Chenrezig

2. Mt. Chana Dorje (Xianuoduoji) สูงประมาณ 5,958 เมตร จะเห็นยอดเขาได้ตรงทุ่งหญ้าชงกู่ (Chong Gu Glassland)

Mt. Chana Dorje

3. Mt. Jampelyang (Yangmaiyong) สูงประมาณ 5,958 เมตร จะเห็นยอดเขาได้ตรงทุ่งหญ้าลั่วหรง (Luo Rong Grassland)

Mt. Jampelyang


นาฬิกาปลุกที่ดีที่สุด

ความเหนื่อยจากการเดินทำให้เราขึ้นรถกอล์ฟปุ๊บก็หลับปั๊บ เหมือนปิดสวิตท์ เวลาสั้นๆในรถ Electric Car ช่างมีค่าสำหรับเราในเวลานั้นเหลือเกิน ไม่อยากลงจากรถเลยจิงๆนะตอนนั้นอ่ะ พอรถจอดเราต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 500 เมตร เพื่อเดินกลับไปขึ้นบัสเพื่อกลับไปยังที่พักใน Aden village พอเราถึงที่พักร่างพังๆก็ล้มนอนบนเตียงนุ่มๆและสลบไปเลย แต่นาฬิกาปลุกที่ดีที่สุดคือความหิว เราเดินไปกินในหมู่บ้านและได้พบเจอร้านน่ารักปิดดึกอยู่ร้านหนึ่ง เป็นร้านขายชานม และไก่ทอด ชื่อ Milk Tea Enjoy Fun มั้ง555 เจ้าของเป็นคนจีนหน้าตาละม้ายคล้ายคนญี่ปุ่น และที่สำคัญเขาพูดอังกฤษได้ ถ้ามาย่าติงอีกจะต้องแวะมาร้านนี้อีกแน่นอน เจ้าของน่ารัก อัธยาศัยดีมากมาย อาหารก็อร่อยมากๆ ถูกปากคนไทยแน่นอน


ป่าลึกลับหลังโรงแรม

หลังจากเดินทางออกจากย่าติงก็กลับมาที่เมืองเต้าเฉิง โดยนั่งรถบริการของชาวบ้านที่จอดรอรับนักท้องเที่ยวอยู่หน้า Yading Center ราคาคนละ 50 หยวน คันนึงนั่งได้ 6 คน เราพักที่เต้าเฉิงหนึ่งคืนที่ Daocheng Qianlvke Zangjia Guesthouse ซึ่งตอนจองทำเลที่ตั้งใน Google Map ใกล้สถานีรถบัส(สถานีเก่า ตอนนี้ไม่เปิดใช้แล้ว)และใจกลางเมืองมาก แต่พอเอาเข้าจริงแล้วกลับออกไปนอกเมืองนิดนึง หายากหน่อย ต้องให้คนขับโทรถามเจ้าของที่พักให้ (ควรปริ้นข้อมูลโรงแรมภาษาจีนเพื่อการสื่อสารที่ง่ายขึ้น)

Daocheng Qianlvke Zangjia Guesthouse

Daocheng Qianlvke Zangjia Guesthouse มีห้องพักไม่กี่ห้อง ดูแลโดยเจ้าของชื่อ ฟ่ง ที่ใส่ใจและมีความกระตือรือร้นในการดูแลคนที่มาพัก อารมณ์เหมือนมาอยู่ Homestay เลย คุณฟ่งพาเราชมที่พักแทบทุกซอกทุกมุม มีห้องพระที่ยิ่งใหญ่อลังการ และห้องรับรองที่กว้างขวาง พยายามอธิบายเรื่องราวต่างๆเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงฟังยากแต่เต็มไปด้วยความพยายามในการสื่อสาร

 

เราให้คุณฟ่งหารถให้พาไปจองตั๋วรสบัสเพื่อกลับสู่แชงกรีล่า และพาไปเที่ยวที่ต่างๆในเต้าเฉิง เป็นการเที่ยวแบบ unplan ว่าง่ายๆคือเที่ยวตามใจฟ่ง555 คุณฟ่งพาเราไปที่วัดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองและได้ขออนุญาติพระพาเราเข้าไปดูพระประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่มีข้อห้ามคือห้ามถ่ายภาพ ความรู้สึกตอนนั้นให้อารมณ์เหมือนอยู่ในหนังเรื่อง Seven Years in Tibet เลย และปิดท้ายวันก่อนแสงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าด้วยการเดินเล่นหลังที่พัก ซึ่งเป็นป่ามีบรรยากาศหม่นๆ มีบรรยากาศน่าพิศวง ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในหนัง The Blair Witch Project เลยยยย วันนี้วันเดียวได้บรรยากาศเหมือนอยู่ในหนังสองเรื่องเลย555

ภาพหลังประตูเป็นภาพที่ไม่อนุญาติให้ถ่าย


วันที่ตามหาหลังคาบ้าน

เมื่อมาถึงลี่เจี่ยงเราก็เอากระเป๋าไปฝาก จองตั๋วรถไฟกลับคุณหมิง แล้วจึงเริ่มเดินทางไปเมืองเก่าลี่เจียงโดยการโบกรถแท็กซี่ เมืองเก่าลี่เจียงได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลก ภายในเมืองเก่าเต็มไปด้วยบ้านเรือนหน้าตาโบราณที่ถูกดูแลอย่างดี และบ้านเรือนเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกแปลงสภาพเป็นร้านค้าร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งที่พัก

กังหันน้ำแทบจะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเก่าลี่เจียง

หลังจากกินอาหารในเมืองเก่าลี่เจียงเสร็จก็เดินมุ่งหน้าไปที่สระน้ำมังกรดำ เสียค่าเข้าประมาณ 80 หยวน ซึ่งให้อารมณ์เหมือนสวนสาธารณะของคนที่นี่ ผู้คนมากมายพาลูกหลานมานั่งเล่นชมวิวที่มีภูเขาหิมะเป็นฉากหลัง บางคนนั่งวาดรูป บางคนนั่งเล่นหมากรุก และสำหรับเราเหล่านักท่องเที่ยวกิจกรรมหลักๆที่หนีไม่พ้นคือการถ่ายภาพ

สระน้ำมังกรดำ

และก็ถึงเวลาตามหาหลังคาบ้าน มันมีหลายมุมมากนะที่จะเห็นหลังคากระเบื้องมหาศาลเรียงรายไปจนสุดลูกหูลูกตา มีทั้งมุมที่ไม่เสียเงิน เสียเงิน คือ Wangu Building หรือนั่งชมวิวที่ร้านอาหารก็ได้

ขากลับไปคุณหมิงเราเลือกเดินทางโดยรถไฟ พูดเลยว่ารถไฟนอนคือคำตอบ เรามีความสุขกับการนอนในรถไฟมากกว่ารถบัสล้านเท่า นอนในรถไฟมันสบายมากจริงๆ มีเตียงแยกเป็นสัดส่วนของตัวเองจริงๆ เหมือนมี space ของตัวเองต่างจากนอนในบัส มีพื้นที่ให้เดินไปเดินมาได้ ไม่ต้องนั่งหรือนอนอย่างเดียวในที่แคบๆแออัด มีห้องน้ำแม้ไม่สะอาดมาก แต่ก็ดีกว่าแวะเข้าข้างทางล้านเท่า แต่นะ ต้องลองถึงจะรู้ เราลองแล้วถึงรู้ว่าเราชอบอะไร มีความสุขกับการอยู่กับอะไร อยู่ในที่แบบไหน ถ้าไม่ได้นอนในบัสอย่างอบอุ่นคืนนั้น เราไม่มีทางรู้ว่าแค่การได้นอนในรถไฟกว้างขึ้นมานิดหนึ่งจะมีความสุขแบบนี้ :))


สรุปแผนการเดินทางและที่พัก

ช่วงเวลาที่เดินทาง: 20-28/10/2018

Day 1: Kunming *นั่งรถบัสนอนไป Shangri-La

Day 2: Shangri-La*พักที่ Kersang’s Relay Station

Day 3: Daochaeng, Riwa town*พักใน Riwa town

Day 4: Yading national reserved*พักใน Yading village

Day 5: Yading national reserved*พักใน Yading village

Day 6: Daochaeng*พักที่ Daocheng Qianlvke Zangjia Guesthouse

Day 7: Shangri-La*พักที่ Kersang’s Relay Station

Day 8: Lijiang *นั่งรถไฟนอนไป Kunming

Day 9: Kunming


ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปเที่ยวย่าติง

ช่วงปลายตุลาคมถีงต้นพฤศจิกายนเป็นช่วง High season ของการเดินทางมาย่าติง เพราะเป็นช่วงที่ใบไม้พร้อมใจกันเปลี่ยนสี ทะเลสาบยังมีสีสันสวยงาม ไม่เป็นน้ำแข็ง ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด ทั้งภูเขาหิมะ ใบไม้เปลี่ยนสี และทะเลสาบสีฟ้าใส และที่สำคัญก็เป็นช่วงที่อากาศก็ไม่หนาวจนเกินไป(แต่ก็หนาวอยู่ดี555)


Sim โทรศัพท์

เราซื้อ sim จากไทยไปเลย เพราะจากการศึกษามามันสามารถเล่น Line, Google, U tube และ Facebook ได้ปกติ ไม่โดน Block โดยลองซื้อทั้ง DTAC go inter และ Truemove H Travel Sim Asia ราคาสองอันนี้เท่ากันคือ 399 บาท แต่จำนวนวันต่างกัน โดย DTAC จะใช้ net ได้ต่อเนื่องด้วยความเร็วสูงสุดจำนวน 4 GB หลังครบ 4GB สามารถใช้ net ความเร็ว 128 Kbps ได้ต่อเนื่องจนครบ 10 วัน ส่วน True นั้นใช้ได้ 8 วัน ส่วนเรื่องการเปิดใช้งานง่ายทั้งคู่ ถ้ามีปัญหาก็ติดต่อ call center ฟรีตลอด 24 ชั่วโมงทั้งคู่ ส่วนเรื่องสัญญาณ เราว่าก็โอเคทั้งคู่นะ


ภาษา

คนจีนที่เราเจอส่วนใหญ่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้เลย จำเป็นต้องใช้ความช่วยเหลือจาก App translate และเราแอบพกหนังสือ survivor จีนไปด้วย มีประโยชน์มากๆนะ แต่เวลาตื่นเต้นจะล่กเปิดหายากไปนิด และแอบ Printภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยว สถานีรถบัสและที่พักพร้อมชื่อที่เป็นภาษาจีนไปด้วยเผื่อยามจำเป็น ซึ่งได้เอาออกมาใช้จริงๆ


เรื่องเงินๆทองๆ

อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน(ตัวย่อCNY) อยู่ที่ประมาณ 5 บาท


เวลา

เวลาจะเร็วกว่าไทยประมาณ 1 ชั่วโมง


ห้องน้ำ

พูดได้คำเดียวว่า สมคำร่ำลือ!!!!!!!


ปลั๊กไฟ

ใช้กระแสไฟฟ้าแบบมาตรฐาน 220 V 50 Hz. แบบแบนสองรูแบบบ้านเรากับแบบแบนสามรู


สรุปค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทาง 9 วัน

ค่าตั๋วเครื่องบิน 6,900 บาท

ค่า VISA 1,500 บาท

ประกันการเดินทาง 300 บาท

ค่า Sim โทรศัพท์ 399 บาท

ค่าที่พัก 6 คืน 2,265 บาท

ค่าเดินทาง 5,500 บาท

ค่าอาหารและของฝาก 4,000 บาท

ค่าเข้าสถานที่ 1,725 บาท

ราคารวม 22,589 บาท


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

*อาหารที่เราเตรียมเข้าไปในย่าติงจะเป็นกล่องข้าวสีแดงที่ซื้อตามร้านสะดวกซื้อ สามารถอุ่นทำความร้อนในตัวได้เลย สะดวกดี

*ควรปริ้นหรือ save ข้อมูลที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวเป็นภาษาจีนเพื่อการสื่อสารที่ง่ายขึ้น

 

Comments

comments